ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! - บทที่ 144 เตรียมเข้ารับการผ่าตัด
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน!
- บทที่ 144 เตรียมเข้ารับการผ่าตัด
คู่สามีภรรยาที่กำลังกังวลใจรู้สึกโล่งอกขึ้นไม่น้อยเมื่อเห็นอันจิ่ว
เม่ย อันหนิงเหอจับมือหลานสาวแน่นพลางพูดด้วยน ้าเสียงอ่อนล้า
“พวกเรากังวลใจมากเลยจ้ะ เมื่อคืนกลับถึงบ้านก็รีบไปยืมรถ
จากผู้นำหมู่บ้าน เดินทางกันทั้งคืนกว่าจะมาถึง บ้านเราอยู่ไกลแถม
เส้นทางก็ลำบาก เพิ่งมาถึงได้ไม่นานเอง”
อันจิ่วเม่ยยิ้มบาง ๆ พลางตอบด้วยความห่วงใย “งั้นป้ากับลุง
ไม่ได้พักทั้งคืนเลยสินะคะ? หนูเตรียมของกินมาด้วยค่ะ ทานอะไร
ก่อนแล้วหาที่พักผ่อนสักหน่อยนะ ส่วนพี่ชาย หนูจะช่วยดูแลให้เอง
ค่ะ”
พูดจบ เธอก็หยิบห่ออาหารออกมาจากตะกร้าสะพายหลังที่ย่า
ของเธอห่อมาให้เป็นอย่างดี อาหารยังคงอุ่น ๆ ส่งกลิ่นหอมชวน
รับประทาน
หลังจากผ่านค ่าคืนที่เหน็ดเหนื่อย สองสามีภรรยาก็หิวจนท้อง
ร้อง แม้จะรู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง แต่เมื่อคิดถึงความช่วยเหลือที่ได้รับจาก
อันจิ่วเม่ยเมื่อวาน พวกเขาจึงตัดสินใจยอมรับน ้าใจในครั้งนี้ ทั้งคู่ยิ้ม
ขอบคุณแล้วเริ่มทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
เพียงกัดคำแรก พวกเขาก็ถึงกับตกตะลึงกับรสชาติที่หอมอร่อย
ของเห็ดและเนื้อ มื้อที่พวกเขาเคยคิดว่าจะได้ลิ้มรสเนื้อเพียงเล็กน้อย
ก่อนปีใหม่ กลับกลายเป็นเนื้อเต็มคำที่หอมกรุ่นจนแทบละลายใน
ปาก ความหิวทำให้พวกเขาไม่มีเวลาพูดอะไร ได้แต่ก้มหน้าก้มตา
กินเงียบ ๆ
เมื่อทานหมด อันจิ่วเม่ยยื่นห่ออาหารให้อีกครั้ง แต่คราวนี้สอง
สามีภรรยารีบโบกมือปฏิเสธพร้อมพูดอย่างเกรงใจ “พวกเราอิ่มแล้ว
เธอเก็บไว้กินเองเถอะ ของดีแบบนี้”
แค่ได้กินหนึ่งครั้งก็นับว่าฉลองปีใหม่แล้ว จะกล้าคิดถึงชิ้นที่สอง
ได้ยังไง แม้จะยังไม่อิ่ม แต่พวกเขารู้สึกซาบซึ้งในน ้าใจของอันจิ่วเม่ย
จนไม่กล้ารับอะไรอีก เพราะสำหรับพวกเขา การที่เธอช่วยเหลือครั้ง
นี้ก็นับว่าเป็นบุญคุณที่ตอบแทนไม่หมดแล้ว
อันจิ่วเม่ยไม่พูดอะไรมาก เธอยิ้มพลางยัดของใส่มือพวกเขาคน
ละชิ้น แล้วพูดด้วยน ้าเสียงอบอุ่น
“หนูเตรียมมาเยอะค่ะ ยังมีเหลือไว้ให้พี่ชายอีก ป้ากับลุงกินได้
เต็มที่เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจค่ะ” อันจิ่วเม่ยพูดด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
“จิ่วเม่ย เรื่องครั้งนี้…ขอบคุณเธอจริง ๆ” ฉีเหวินหยางเอ่ยด้วย
น ้าเสียงจริงใจ
เขาเป็นสามีของป้าหนิงเหอ อายุราวสี่สิบต้น ๆ แต่การทำงาน
หนักมาตลอดหลายปีทำให้เขาดูแก่กว่าวัยจริงถึงสิบกว่าปี ผิวคล ้า
และหลังค่อมเล็กน้อย
“ลุงเขย พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ลุงพูดแบบนี้ดูเป็นคน
นอกไปแล้ว หลายปีมานี้ลุงกับป้าก็ช่วยเหลือฉันกับย่าไม่น้อยเลย
ความดีที่พวกคุณมีต่อพวกเรา หนูจำได้หมดนะ!”
แม้ว่าทุกครั้งจะเป็นป้าหนิงเหอที่เดินทางออกจากภูเขามาเยี่ยม
ย่าอัน พร้อมกับนำของติดไม้ติดมือมาฝากด้วยเสมอ แต่หากไม่ได้
รับความยินยอมจากลุงเขยแล้ว ก็คงไม่สามารถนำของออกมาจาก
บ้านได้มากขนาดนี้ และเธอก็ทำเช่นนี้มาตลอดหลายปีโดยไม่เคย
ขาด
เมื่อได้ยินคำพูดของอันจิ่วเม่ย ฉีเหวินหยางรู้สึกอบอุ่นใจอย่าง
มาก ในใจคิดว่า ภรรยาของเขาไม่ได้เสียแรงเปล่าที่ทุ่มเทความหวังดี
เช่นนี้มาตลอดหลายปี น ้าใจของพวกเขาได้รับการจดจำอย่างแท้จริง
เขากับหนิงเหอต่างจดจำความช่วยเหลือจากอันจิ่วเม่ยไว้ในใจ
เช่นกัน ฉีเหวินหยางตั้งมั่นว่า เมื่ออาการบาดเจ็บของลูกชายหายดี
แล้ว เขาจะเข้าป่าเพื่อหาอะไรดี ๆ มาตอบแทนความมีน ้าใจของอันจิ่ว
เม่ยให้สมกับสิ่งที่เธอมอบให้พวกเขา
สองสามีภรรยาถือขนมปังในมือ แต่ก็ยังไม่กล้ากัด พวกเขาห่อ
มันด้วยกระดาษน ้ามันแล้วเก็บไว้ในอก รอจนหิวจริง ๆ ค่อยกิน
อย่างไรก็ตาม แม้ทั้งคู่จะได้กินเพียงชิ้นเดียวเพื่อประทังความหิว
อันจิ่วเม่ยก็ไม่ได้บังคับให้พวกเขารับเพิ่ม เธอหยิบกระติกน ้าทหาร
ออกมาส่งให้ พร้อมพูดด้วยน ้าเสียงอ่อนโยน
“ถ้างั้นดื่มน ้าร้อนอุ่น ๆ บ้างนะคะ จะได้เพิ่มความอบอุ่นให้
ร่างกาย ช่วงนี้อากาศเย็นมาก ระวังจะไม่สบายเอาได้”
สองสามีภรรยาคิดว่าในกระติกมีเพียงน ้าร้อนธรรมดา จึงไม่ได้
ปฏิเสธ พวกเขารับมาดื่มคนละอึก ด้วยความเกรงใจ กลัวว่าปากของ
ตัวเองจะไม่สะอาด จึงเว้นระยะเล็กน้อยขณะดื่มแทนที่จะดื่มจากปาก
กระติกโดยตรง
แต่ทันทีที่น ้าร้อนเข้าปาก กลิ่นหอมหวานที่อบอวลกลับทำให้
พวกเขาตะลึง นี่ไม่ใช่น ้าร้อนธรรมดา แต่เป็นนมข้าวบาร์เลย์
สองสามีภรรยายังจำได้ดีว่าเมื่อวานนี้ อันจิ่วเม่ยเพิ่งให้พวกเขา
นำกระป๋องนมข้าวบาร์เลย์กลับไปสองกระป๋อง ผู้ใหญ่ในบ้านพวก
เขาเสียดายจนไม่กล้าดื่มเอง แต่ชงเพียงแก้วเดียวให้เด็ก ๆ ในบ้าน
แบ่งกันดื่ม กลิ่นหอมหวานนั้นยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ เพราะ
มันอบอวลไปทั่วบ้านทั้งหลัง
ตอนที่พวกเขาชงให้เด็ก ๆ ดื่ม ยังต้องใส่อย่างประหยัดไม่กล้าใช้
ในปริมาณมาก แต่แก้วที่พวกเขากำลังดื่มจากกระติกน ้านี้กลับ
เข้มข้นและหอมหวานยิ่งกว่าที่เด็ก ๆ ได้ลิ้มรสเมื่อคืนเสียอีก
รสชาติที่นุ่มละมุนและกลิ่นหอมของนมข้าวบาร์เลย์แผ่ซ่านไปทั่ว
ริมฝีปากและลิ้น ทำให้ทั้งสองคนอดไม่ได้ที่จะหรี่ตาลงด้วยความสุข
โดยไม่รู้ตัว แต่ไม่นานพวกเขาก็นึกขึ้นได้ว่ากำลัง “ทำลาย” ของดี
อยู่
ด้วยความรู้สึกผิดปนเสียดาย พวกเขารีบส่งกระติกน ้าคืนให้
อันจิ่วเม่ย พลางบอกเสียงหนักแน่นว่าไม่ดื่มอีกแล้ว
อันจิ่วเม่ยได้แต่ยิ้มพร้อมส่ายหน้าเบา ๆ เธอรู้สึกจนปัญญา นี่
เป็นแค่นมข้าวบาร์เลย์ธรรมดาเอง ไม่ใช่นมผงราคาแพงเสียหน่อย
แต่สำหรับสองสามีภรรยาน ้าใจเล็ก ๆ ของเธอกลับมีความหมาย
มากมายจนแทบทำให้พวกเขาร้องไห้ด้วยความสุข
เฮ้อ… ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะความยากจนที่กัดกร่อนชีวิตคน
ด้วยความคะยั้นคะยออย่างจริงจังของอันจิ่วเม่ย ในที่สุดสองสามี
ภรรยาก็ยอมดื่มนมข้าวบาร์เลย์อีกอึกหนึ่งอย่างเสียไม่ได้ อันจิ่วเม่
ยจึงยิ้มพอใจและเก็บกระติกน ้ากลับเข้าไป
เธอหันมาชวนทั้งสองคนไปหาที่พักผ่อน แต่ยังไม่ทันขยับไปไหน
ประตูห้องตรวจกลับเปิดออก หมอในชุดกาวน์สีขาวเดินออกมา ทุก
คนที่รออยู่รีบลุกขึ้นและก้าวเข้าไปหาด้วยความกระตือรือร้น…
“คุณหมอครับ ขาของลูกชายผมยังรักษาได้ไหมครับ?”
ฉีเหวินหยางมองหมออย่างร้อนรน อยากจะดึงแขนเสื้อหมอ แต่
เมื่อมองดูเสื้อกาวน์ขาวของหมอ แล้วมองมือดำคล ้าของตัวเอง
สุดท้ายก็ไม่กล้ายื่นมือออกไป
หมอเข้าใจความรู้สึกของญาติผู้ป่วยดี จึงไม่ถือสา และตอบ
อย่างมั่นใจ
“พวกคุณพามาทัน ยังรักษาได้ แต่ต้องผ่าตัดแล้วพักฟื้นที่
โรงพยาบาล ค่าผ่าตัดและค่ารักษาพยาบาลอาจจะแพงหน่อย
ประมาณ 80-90 หยวน”
นี่ก็ถือเป็นการเตือนด้วยความหวังดี ยุคนี้ไม่ใช่ทุกคนจะมี
ปัญญานอนโรงพยาบาลได้ โดยเฉพาะฉีเหวินหยางกับอันหนิงเหอ ดู
ก็รู้ว่าเป็นคนบ้านนอก หาเงินยาก จำใจอาจต้องเลือกที่จะไม่รักษา
แน่นอน สีหน้าของสามีภรรยาทั้งสองก็ไม่ดีขึ้นมาทันที พวกเขา
ทั้งปีก็หาเงินได้ไม่กี่หยวน ในมือมีแค่สี่สิบกว่าหยวน ซึ่งยี่สิบหยวนก็
เป็นเงินที่อันจิ่วเม่ยให้ยืมเมื่อวานนี้ อันจิ่วเม่ยเป็นผู้หญิงก็ไม่ได้สบาย
นัก ปกติก็ใช้เงินเยอะ ไม่รู้ว่าในมือจะมีเงินเหลือสักเท่าไหร่ แล้วอีก
หลายสิบหยวนที่เหลือจะไปยืมใครดี?
ผลคือยังไม่ทันที่พวกเขาจะพูดอะไร อันจิ่วเม่ยก็พูดขึ้นว่า “ไม่
เป็นไรค่ะคุณหมอ รีบจัดการผ่าตัดเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันจะไปจ่ายเงิน”
หมอจึงหันไปมองนางเอกที่อยู่ข้าง ๆ เห็นว่าเธอแม้จะไม่ได้
แต่งตัวอะไรมาก ก็แต่งตัวเหมือนเด็กสาวบ้านนอกทั่วไป แต่ตอนพูด
ทั้งคนดูมั่นใจมาก ไม่เหมือนคู่สามีภรรยานั่นที่ดูหวาดกลัวและลังเล
ในแววตาแฝงไว้ด้วยความรู้สึกด้อยและขลาดกลัว
หมอไม่ได้ตอบทันที แต่หันไปมองสองสามีภรรยาเพราะเป็นลูก
ชายของพวกเขา สิทธิ์ในการตัดสินใจสุดท้ายก็อยู่ที่พวกเขา