ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! - บทที่ 178 ตอนนี้เธอหาเงินได้เท่าไหร่กันแน่?
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน!
- บทที่ 178 ตอนนี้เธอหาเงินได้เท่าไหร่กันแน่?
หลี่ฉีหมิ่นจึงยื่นข้อเสนอว่า หากหลานสาวของเขาเริ่มหาเลี้ยง
ตัวเองได้เมื่อไร เขาจะให้เงินเดือนละสองหยวน ซึ่งถือว่ามากพอ
สำหรับการดำรงชีวิตในชนบท พี่สะใภ้ใหญ่ตกลงทันที เพราะไม่เพียง
จะได้เงิน แต่ยังลดภาระค่าอาหารของลูกสาวไปด้วย
เขาส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ “พี่รองทำถูกแล้วครับ อย่างน้อยเด็ก
ๆ ก็ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น”
หลี่เจียเฟิ่งได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดก็อดไม่ได้ที่จะเอือมระอา ในใจ
เขาคิดว่า แม้จะไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่ในยุคนี้ยังมีคนยึดถือความเชื่อ
ว่าผู้ชายมีความสำคัญกว่าผู้หญิง แต่การที่พ่อแม่ทุ่มเททุกอย่างให้
ลูกชายโดยละเลยลูกสาวแท้ ๆ เช่นนี้ มันช่างเป็นความคิดที่ยากจะ
เข้าใจจริง ๆ
หลี่ฉีหมิ่นเล่าต่อด้วยน ้าเสียงราบเรียบ แต่ยังคงแฝงด้วย
ความเห็นใจ “ส่วนเพ่ยอิง…เธอยังคงถูกใช้งานหนักเหมือนเดิม พวก
เขาให้เธอหาเงินมารักษาหลี่ถังอยู่ตลอด แม้เธอจะเคยพยายามหนี
ออกจากบ้านตระกูลหลี่ แต่ก็ถูกจับกลับมาได้ทุกครั้ง”
ไม่นานนัก เพ่ยอิงก็เปลี่ยนท่าที เธอเลือกที่จะเอาใจหลี่ถังอย่าง
เต็มที่ จนตอนนี้หลี่ถังกลับมาหลงใหลเธออีกครั้งเหมือนเมื่อก่อน แม้
สถานการณ์นี้จะทำให้เพ่ยอิงมีชีวิตที่สบายขึ้นเล็กน้อย
หลี่เจียเฟิ่งฟังเรื่องราวทั้งหมดโดยไม่ได้แสดงความรู้สึกอะไรมาก
นัก ใบหน้าเรียบเฉยขณะที่เขามองไปข้างหน้าเหมือนไม่อยาก
เสียเวลาไปกับเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขาโดยตรง
“อืม…” หลี่เจียเฟิ่งตอบรับเบา ๆ เป็นเชิงว่าเขาได้ยินทุกอย่างที่
พี่ชายเล่า แต่ไม่ได้ใส่ใจที่จะซักถามต่อ
ทั้งสองผลัดกันเล่าเรื่องราว บรรยากาศระหว่างพี่น้องเต็มไปด้วย
ความอบอุ่น แม้อดีตในตระกูลหลี่จะเต็มไปด้วยความขมขื่น แต่สาย
สัมพันธ์ระหว่างหลี่ฉีหมิ่นกับหลี่เจียเฟิ่งยังคงแน่นแฟ้น ไม่เคย
เปลี่ยนแปลง
หลังจากได้จักรยานมา หลี่เจียเฟิ่งคิดในใจว่า อีกไม่นานจะให้ต้า
หวังเอาจักรยานคันใหม่มาส่งให้แทน
ที่โรงพยาบาล อันจิ่วเม่ยได้พบกับหมอหญิงฟางเซียนเยว่และ
พยาบาลหยู่เยียน ทั้งสองต่างตกใจเมื่อเห็นสภาพบาดเจ็บของเธอ แต่
เมื่ออันจิ่วเม่ยเล่าเรื่องราวคร่าว ๆ ให้ฟัง ทั้งคู่ก็โล่งใจที่เธอปลอดภัย
แล้ว
ก่อนกลับพยาบาลหยู่เยียนอดไม่ได้ที่จะยิ้มแซว “ครั้งก่อนยังดู
เหมือนเป็นพี่น้องกันอยู่เลย แต่ตอนนี้กลิ่นความรักข้าวใหม่ปลามันนี่
คลุ้งไปหมดเชียว”
คำพูดนั้นทำให้อันจิ่วเม่ยหน้าแดงจัดจนแทบระเบิด ส่วนหลี่เจีย
เฟิ่งกลับดูพึงพอใจที่ไม่มีใครมองว่าภรรยาของเขาเป็นน้องสาวอีก
ต่อไปแล้ว ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสุขอย่างปิดไม่มิด
จากนั้นหลี่เจียเฟิ่งพาเธอไปที่สหกรณ์เพื่อหาฟางหรู เมื่อฟางหรู
รู้ว่าผู้ชายที่เธอขอความช่วยเหลือวันนั้นคือสามีของอันจิ่วเม่ย เธอดี
ใจมาก
ต่อมาหลี่เจียเฟิ่งพาอันจิ่วเม่ยไปหาลู่เหอและคุณปู่ของเขา ทั้ง
สองคนแทบร้องไห้ด้วยความโล่งใจที่เห็นเธอปลอดภัย
หลี่เจียเฟิ่งเริ่มสงสัยว่าทำไมภรรยาของเขาถึงรู้จักผู้คนไปทั่ว
เมือง ทั้งหัวหน้าโรงงานผ้า หัวหน้าโรงงานอาหาร
เมื่อส่งผ้ากับแบบให้หลันฮวาเสร็จ อันจิ่วเม่ยยิ้มสดใส รู้สึกโล่งใจ
ที่งานทุกอย่างเรียบร้อย แต่หลี่เจียเฟิ่งขมวดคิ้วจนแทบจะมุ่นติดกัน
เขาหันมาถามเธอ “ตอนนี้เธอหาเงินได้เท่าไหร่กันแน่?”
จากที่เขาพาอันจิ่วเม่ยไปแวะมาหลายที่ นอกจากรายการสั่งซื้อ
จากซื่อหงแล้ว เหมือนเธอจะเป็นลงทุนอะไรสักอย่างกับลู่เหอ
อันจิ่วเม่ยยิ้มบาง ๆ ก่อนตอบด้วยน ้าเสียงสบาย ๆ “ประมาณหนึ่ง
ร้อยถึงสองร้อยหยวนต่อเดือน”
คำตอบนั้นราวกับสายฟ้าฟาด หลี่เจียเฟิ่งถึงกับเสียอาการ
เงินเดือนของเขาในฐานะผู้พันที่เพิ่งได้เลื่อนขั้นยังไม่เท่ารายได้ของ
เธอเลย
“ไม่ต้องห่วงหรอก เงินคุณก็เหมือนเงินฉัน เงินฉันก็เหมือนเงิน
คุณ” อันจิ่วเม่ยพูดปลอบพลางหัวเราะ “ถ้าคุณเบื่อการเป็นทหาร
เมื่อไหร่ เดี๋ยวฉันเลี้ยงคุณเอง”
หลี่เจียเฟิ่งฟังแล้วรู้สึกทั้งอยากหัวเราะและร้องไห้พร้อมกัน ทว่า
คำพูดของเธอนั้นทำให้เขายิ้มกว้าง เขาเอื้อมมือไปกุมมือเธอแน่น
พลางคิดในใจว่า ไม่ว่ายังไง เขาจะไม่มีวันปล่อยเธอไปเด็ดขาด…
หลังจากจัดการธุระเรียบร้อย หลี่เจียเฟิ่งเหลือบมองนาฬิกา
ข้อมือ ก่อนจะเอ่ยขึ้น “จิ่วเม่ย ฉันขอแวะที่ไปรษณีย์หน่อย มีเรื่องต้อง
โทรไปที่ฐานทัพ”
อันจิ่วเม่ยพยักหน้า “ได้สิ เดี๋ยวฉันรอคุณตรงนั้น” เธอชี้ไปยังม้า
นั่งที่อยู่ใกล้ ๆ
เมื่อหลี่เจียเฟิ่งเข้าไปในไปรษณีย์ เขาโทรไปที่ฐานทัพอย่าง
รวดเร็ว สั่งการลูกน้องใต้บังคับบัญชาให้สืบเรื่องจดหมายของเขา
“ตรวจสอบให้แน่ชัด ใครเป็นคนรับผิดชอบจดหมายของฉัน ถ้า
พบว่ามีจดหมายสูญหายหรือถูกดักไว้ ให้รายงานทันที ฉันอยากรู้ว่า
เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
หลังวางสาย หลี่เจียเฟิ่งยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินออกมาที่ม้า
นั่ง สายตาเขาสบกับอันจิ่วเม่ยที่นั่งรออยู่ รอยยิ้มบางปรากฏบน
ใบหน้าของเธอขณะนั่งเล่นกับลูกหมาที่ผ่านมาใกล้ ๆ
หลี่เจียเฟิ่งถอนหายใจเบา ๆ ในใจเขาคิดว่า ถ้าเรื่องนี้เกี่ยวกับ
ศัตรูของภรรยาเขา ก็คงไม่น่าแปลกใจ เพราะถึงเธอจะดูอ่อนหวาน
แต่เขารู้ดีว่าภายใต้รอยยิ้มและท่าทางสงบเรียบนั้นคือความแข็งแกร่ง
และเด็ดเดี่ยว
“เสร็จแล้วเหรอคะ?” อันจิ่วเม่ยถามเมื่อเห็นเขาเดินมา
“อืม เสร็จแล้ว” หลี่เจียเฟิ่งตอบพร้อมกับเอาขาตั้งจักรยานขึ้น
“ขึ้นมาเถอะ เดี๋ยวเรากลับกัน”
ระหว่างทางกลับหมู่บ้าน อันจิ่วเม่ยนั่งซ้อนท้ายจักรยาน พลาง
เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเธอตลอดสองปีที่ผ่านมา
“ตอนแรกฉันไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงเลยค่ะ แต่พอได้ลองทำอะไรด้วย
ตัวเอง มันก็เหมือนมีอะไรให้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ฉันตั้งใจว่าปีหน้าจะ
ลองสอบเข้ามหาวิทยาลัยดู”
หลี่เจียเฟิ่งปั่นจักรยานไป ฟังไปอย่างตั้งใจ “สอบมหาวิทยาลัย
เหรอ? เธอจะเรียนด้านไหนล่ะ?”
“คงเป็นด้านการจัดการค่ะ ตอนนี้ฉันกับลู่เหอกำลังวางแผนจะ
สร้างโรงงานเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน พัฒนาไปเรื่อย ๆ แต่ยังต้องเรียนรู้
เกี่ยวกับการบริหารธุรกิจอีกเยอะ” อันจิ่วเม่ยตอบด้วยน ้าเสียงมุ่งมั่น
หลี่เจียเฟิ่งยิ้มบาง เขาอดชื่นชมในความพยายามของเธอไม่ได้
เธอไม่เพียงแค่พัฒนาตัวเอง แต่ยังมีเป้าหมายที่ชัดเจน
“เธอเปลี่ยนไปมากนะ” หลี่เจียเฟิ่งพูดขึ้น “ฉันรู้ว่าเธอเก่งตั้งแต่
แรก แต่ก็ไม่คิดว่าจะเติบโตได้ขนาดนี้”
อันจิ่วเม่ยหัวเราะเบา ๆ “ฉันก็แค่ทำในสิ่งที่ต้องทำค่ะ”
หลี่เจียเฟิ่งนึกถึงจดหมายที่เขาส่งไปและไม่ได้รับคำตอบ เขาคิด
ว่าถ้าจดหมายเหล่านั้นส่งถึงกันได้ บางทีเขาคงได้เห็นการเติบโต
ของเธอผ่านตัวอักษร ได้แบ่งปันช่วงเวลาที่สำคัญเหล่านี้ไปด้วยกัน
“เสียดายนะ ถ้าจดหมายของเราไม่หาย ฉันคงได้รู้ทุกอย่างที่เธอ
ผ่านมาตลอดสองปี” เขาพูดอย่างจริงใจ
อันจิ่วเม่ยยิ้ม เธอรู้สึกได้ถึงความเสียใจและความตั้งใจที่แฝงอยู่
ในคำพูดของเขา “ยังไม่สายไปนี่คะ ตอนนี้เราก็อยู่ด้วยกันแล้ว คุณ
อยากรู้อะไร ฉันเล่าให้ฟังได้เสมอ”
ระหว่างทางกลับหมู่บ้าน ทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง
บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น แสงแดดอ่อน ๆ ที่ลอดผ่านต้นไม้
ข้างทางยิ่งทำให้ทุกอย่างดูสงบสุข
หลี่เจียเฟิ่งรู้สึกว่าการได้ใช้เวลาแบบนี้กับอันจิ่วเม่ยคือสิ่งที่เขา
ไม่อยากให้สูญเสียอีกต่อไป.
ช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่หลี่เจียเฟิ่งได้อยู่ที่บ้านผ่านไปเร็วจนแทบไม่
ทันตั้งตัว สำหรับเขา มันเหมือนวินาทีอันแสนสั้นที่ได้ใช้เวลาอยู่กับ
ภรรยาและครอบครัวอย่างเต็มที่ แต่เมื่อวันสุดท้ายมาถึง เขาก็ต้อง
กลับไปรับหน้าที่ผู้บังคับการกองพันอีกครั้ง หลังจากที่เขาขอลาพัก
ร้อนเพื่อรีบร้อนกลับมาดูแลทุกคนในบ้าน
หลี่เจียเฟิ่งนึกย้อนกลับไปในช่วงที่เขายังไม่ได้เข้าใจกับ
ความรู้สึกของตัวเองดีนัก ตอนนั้นเขาอยู่บ้านกับอันจิ่วเม่ย แม้จะมี
ความผูกพันแต่เขาไม่เคยรู้เลยว่าหัวใจของเขานั้นถูกเด็กสาวคนนี้
ขโมยไปตั้งนานแล้ว
“คลั่งรักจริง ๆ” เขาพึมพำเบา ๆ ขณะคิดถึงตัวเองในปัจจุบัน ยิ่ง
ตอนนี้ที่หัวใจตนชัดเจนยิ่งขึ้น ความรู้สึกคลั่งรักก็ทวีคูณจนอยากจะ
ลาออกจากกองทัพแล้วมาปลูกผักอยู่บ้านเสียเลย