ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! - บทที่ 31 สมกับที่เป็นปลาคาร์ฟตัวน้อยนำโชคจริง ๆ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน!
- บทที่ 31 สมกับที่เป็นปลาคาร์ฟตัวน้อยนำโชคจริง ๆ
ขณะที่ชาวบ้านกำลังมุงดูเหตุการณ์ที่ลานนวดข้าวอยู่นั้น หลี่
เจียเฟิ่งก็กำลังทุ่มเททำงานสร้างบ้านใหม่อย่างขะมักเขม้น เขารีบ
เคลียร์พื้นที่และถางหญ้าโดยไม่หยุดพัก ราวกับมดงานตัวน้อยที่
ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ลานนวดข้าวคลาคล ่าไปด้วยผู้คนมากมาย ราวกับกำลังมีงาน
เทศกาล เนื่องจากยังไม่ถึงเวลาเริ่มงานในไร่นา ชาวบ้านจึงมีเวลาว่าง
มากมาย ต่างก็มารวมตัวกันเพื่อรอฟังประกาศสำคัญจากผู้นำ
หมู่บ้าน
เหวินฟู่ยืนอยู่บนยกพื้นสูง ท่ามกลางฝูงชนที่ส่งเสียงดังเซ็งแซ่
เขาตะโกนเสียงดังเพื่อกลบเสียงพูดคุย
“เงียบก่อน! ฟังให้ดี ๆ นะทุกคน! ซูลี่ คนที่เคยจดบันทึกคะแนน
แรงงานของหมู่บ้านเรา ได้แต่งงานแล้วก็ย้ายเข้าเมืองไปอยู่กินกับ
สามีเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องหาคนใหม่มาทำหน้าที่
แทน!”
สิ้นเสียงประกาศ เสียงฮือฮาของชาวบ้านก็ดังขึ้นอีกครั้ง เหวินฟู่
จึงต้องตะโกนเสียงดังกว่าเดิม
“ใครก็ได้ที่สนใจ ทั้งคนในหมู่บ้านของเราและเด็กๆ ที่มาจากใน
เมือง แต่มีข้อแม้ว่าต้องอ่านออกเขียนได้นะ ยิ่งเรียนจบสูงๆ ยิ่งดี!”
“แล้วถ้ามีคนสอบได้คะแนนเท่ากันล่ะ?” เสียงชายคนหนึ่งดังขึ้น
จากในฝูงชน
ผู้นำหมู่บ้านยิ้มกริ่ม “ง่ายมาก! ก็ให้ทุกคนในหมู่บ้านโหวตเลือก
คนที่ตัวเองชอบที่สุดยังไงล่ะ! มีใครมีคำถามอะไรอีกไหม?”
“ไม่มี!” เสียงตอบรับดังกึกก้องพร้อมเพรียงกัน โดยเฉพาะจาก
กลุ่มชาวบ้านที่มีลูกหลานเรียนหนังสือ และเด็ก ๆ ที่เดินทางมาจาก
ในเมือง ต่างก็ตื่นเต้นกับโอกาสในการได้งานนี้
แต่แล้วก็มีเสียงบ่นดังขึ้นจากกลุ่มชาวบ้านบางส่วน “ผู้นำ
หมู่บ้านครับ! แบบนี้มันไม่ยุติธรรมเลย พวกผมไม่ได้เรียนหนังสือก็
จริง แต่ก็ทำงานนี้ได้เหมือนกันนะครับ!”
“ใช่! ทำไมให้โอกาสเด็ก ๆ จากในเมืองมากกว่าพวกเราล่ะ?
อย่าทิ้งคนในหมู่บ้านนะ!” เสียงคัดค้านดังขึ้นอีก
ผู้นำหมู่บ้านยิ้มมุมปาก เขารู้อยู่แล้วว่าต้องมีเสียงคัดค้านแบบนี้
“ใจเย็น ๆ ก่อนทุกคน งานนี้ไม่ได้มีแค่การจดบันทึกคะแนน
แรงงานอย่างเดียวนะ บางทีอาจต้องช่วยผมทำงานอื่น ๆ ด้วย แต่ถ้า
ใครคิดว่าตัวเองมีความสามารถ ก็มาลองสอบแข่งขันดูได้ ผมจะเป็น
คนออกข้อสอบเองเลย!”
เหวินฟู่คิดในใจอย่างเจ้าเล่ห์ ‘เดี๋ยวจะออกข้อสอบยาก ๆ ให้
ร้องไห้กันไปข้างหนึ่งเลย’
สุดท้าย ผู้นำหมู่บ้านก็ประกาศเสียงดังอีกครั้ง “การรับสมัครครั้ง
นี้ ผมขอจำกัดอายุผู้สมัครไว้ที่ 15-30 ปี เท่านั้นนะ ใครสนใจก็รีบมา
สมัครได้ตั้งแต่วันนี้เลย พรุ่งนี้เช้าเราจะเริ่มสอบกัน!”
ท่ามกลางฝูงชนที่กำลังซุบซิบกันอย่างวุ่นวาย อันจิ่วเม่ยยืนอยู่
อย่างสงบ ดวงตาเป็นประกายด้วยความชื่นชม ‘ผู้นำหมู่บ้านเหวินนี่
เก่งจริง ๆ เลย ทั้งสามารถพูดจาโน้มน้าวใจชาวบ้าน และยังยกระดับ
มาตรฐานการคัดเลือกคนทำงานให้สูงขึ้นด้วย ความคิดดีมาก!’
แม้จะยังมีเสียงบ่นจากชาวบ้านบางส่วน แต่เหวินฟู่ก็ไม่ได้สนใจ
หลังจากแจกจ่ายงานประจำวันให้ชาวบ้านเสร็จแล้ว เขาก็รีบลงไป
ทำงานในทุ่งนา
ส่วนอันจิ่วเม่ยเธอมีแผนการในใจแล้ว… เธอจะไปตามล่าหา
สมบัติต่อ!
อันจิ่วเม่ยรีบกลับไปที่บ้าน หยิบจอบและตะกร้าไม้สานใบใหญ่
พายไว้ข้างหลัง พร้อมกับผ้าผืนเล็ก ๆ ก่อนจะรีบออกเดินทางไปยัง
ที่ดินรกร้างอีกครั้ง
เมื่อมาถึง เธอก็เห็นหลี่เจียเฟิ่งกำลังถางหญ้าอย่างขะมักเขม้น
ท่ามกลางแดดร้อน
“หลี่เจียเฟิ่ง วันนี้เจออะไรบ้างไหมคะ?” อันจิ่วเม่ยเดินเข้าไปหา
พลางเอ่ยถาม
หลี่เจียเฟิ่งถอนหายใจยาว “เหมือนเดิม… ไม่เจออะไร”
เขาเหลือบมองอันจิ่วเม่ยที่ถือจอบมาด้วยท่าทีจริงจัง ก่อนจะเอ่ย
ถามเสียงเรียบ “จะมาหาสมบัติอีกแล้วสินะ”
“แน่นอนสิ! ฉันเป็นดาวนำโชคของที่นี่เลยนะ” อันจิ่วเม่ยพูด
อย่างมั่นใจ ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในพงหญ้ารก ๆ ที่หลี่เจียเฟิ่งยังไม่ได้
ถาง
ไม่นานนัก เสียงร้องดีใจของอันจิ่วเม่ยก็ดังขึ้น “เจอแล้ว!”
“หา?” เจออีกแล้วเหรอ? หลี่เจียเฟิ่งอุทานด้วยความตกใจ เขา
รีบเดินตามเสียงไปทันที ก็เห็นอันจิ่วเม่ยก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ที่หลุมดินที่
เธอเพิ่งขุด ภายในหลุมมีกล่องไม้เล็ก ๆ ขนาดเท่าฝ่ามือ
อันจิ่วเม่ยใช้จอบขุดกล่องไม้ออกมา แล้วเปิดฝาออกอย่าง
ตื่นเต้น “ปลา! มันคือทองที่เป็นรูปปลา!”
หลี่เจียเฟิ่งได้แต่ส่ายหน้า ‘นี่เธอก็หาสมบัติเจออีกแล้ว สมกับที่
เป็นปลาคาร์ฟตัวน้อยนำโชคจริง ๆ ‘
อันจิ่วเม่ยยิ้มกว้างอย่างดีใจ ก่อนจะรีบเก็บกล่องไม้ไว้ในตะกร้า
อย่างระมัดระวัง ‘คืนนี้ฉันจะได้ศึกษามันอย่างละเอียดเลย!’
หลังจากเก็บกล่องสมบัติเรียบร้อยแล้ว อันจิ่วเม่ยก็ตัดสินใจว่าจะ
กลับมาหาสมบัติใหม่ เพราะวันนี้เธอได้สมบัติติดมือมาแล้ว แถมยังมี
ธุระสำคัญที่ต้องไปทำอีก
อันจิ่วเม่ยหันไปหาหลี่เจียเฟิ่ง “เอ่อ… หลี่เจียเฟิ่ง พอดีวันนี้ฉันจะ
เข้าไปในเมืองซะหน่อย คุณอยากไปด้วยไหมคะ?”
แม้ปากจะเอ่ยชวน แต่สายตาของอันจิ่วเม่ยกลับจ้องมองหลี่เจีย
เฟิ่งด้วยแววตาหวาดหวั่น หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความกังวล
‘อย่าไปเลยนะ! ได้โปรด…’ อันจิ่วเม่ยภาวนาในใจ ถ้าหลี่เจียเฟิ่ง
ตัดสินใจไปกับเธอ แผนการไปตลาดมืดของเธอต้องพังพินาศแน่ ๆ
แต่หลี่เจียเฟิ่งที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีในฐานะทหาร ย่อมมี
ประสาทสัมผัสที่เฉียบคมกว่าคนทั่วไป เขาจับสังเกตเห็นท่าทาง
แปลก ๆ และความกังวลในแววตาของอันจิ่วเม่ยได้อย่างรวดเร็ว
เขาแย้มยิ้มมุมปาก “ฉันอยู่ที่นี่แหละ ยังมีงานที่ต้องทำอีกเยอะ
ทั้งจัดการพื้นที่ให้เรียบร้อย แล้วก็ต้องไปหาคนงานมาช่วยวางฐาน
รากบ้านด้วย”
อันจิ่วเม่ยแทบจะกระโดดโลดเต้นด้วยความโล่งอก “ค่ะ ฉันไปไม่
นานจะรีบกลับมานะคะ” เธอตอบรับอย่างรวดเร็วพร้อมรอยยิ้มกว้าง
ตามหลักแล้ว เธอควรจะอยู่ช่วยหลี่เจียเฟิ่งทำงาน แต่โชคชะตา
จากในหนังสือเล่มเก่ากำลังรอคอยให้เธอไปเปลี่ยนแปลง เธอจะ
ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไปไม่ได้เด็ดขาด!
“ขี่จักรยานไปเที่ยวให้สนุกนะ” หลี่เจียเฟิ่งพูดด้วยน ้าเสียงเรียบ
เฉย
“…ฮ่า ๆ ค่ะ” อันจิ่วเม่ยหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนจะโบกมือลา แล้วรีบ
เดินกลับบ้าน
ความโกรธที่เกิดจากเรื่องของย่าอันเมื่อคืนยังคงคุกรุ่นอยู่ในอก
เธอจึงไม่แวะไปหา แต่กลับเลือกที่จะซ่อนกล่องสมบัติปริศนาไว้ในที่
ปลอดภัย ให้พ้นสายตาของซื่อหง
จากนั้นเธอก็จัดเตรียมสิ่งของที่จำเป็นใส่ลงในตระกร้าไม้สาน
แล้วสะพายขึ้นด้านหลัง ก่อนจะขึ้นคร่อมจักรยานสีชมพูหวานแวว
ที่หลี่เจียเฟิ่งมอบให้เป็นของขวัญในวันแต่งงาน
ในยุคที่จักรยานยังเป็นของหายากยิ่งกว่าทองคำ การปรากฏตัว
ของอันจิ่วเม่ยและจักรยานคันงามจึงสร้างความฮือฮาให้กับเด็ก ๆ ใน
ละแวกนั้นไม่น้อย
“พี่สาว ขอหนูขี่จักรยานสวย ๆ ของพี่หน่อยได้ไหมคะ?” เสียงใส
ๆ ของเด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยถามขึ้นอย่างกล้า ๆ กลัวๆ
อันจิ่วเม่ยมองดูเด็กน้อย 7-8 คนที่ล้อมรอบเธออย่างตื่นเต้น เธอ
นึกในใจ ‘โอ้โห! ถ้าพาพวกเขาไปเที่ยวรอบหนึ่ง คงไม่ได้ไปเมืองแน่
ๆ’
อันจิ่วเม่ยจึงยิ้มแหย ๆ พลางบอกปัดว่า “โทษทีนะหนู ๆ วันนี้พี่มี
ธุระด่วน ไว้คราวหน้านะจ๊ะ”
แล้วอันจิ่วเม่ยก็รีบเผ่นแน่บ ทิ้งเสียงถอนหายใจผิดหวังของเด็ก
ๆ ไว้เบื้องหลัง พวกเขาสงสัยว่าเมื่อไหร่ ‘พี่สาวอันจิ่วเม่ย’ จะมีเวลา
พาขี่จักรยานเสียที
“โตขึ้นฉันต้องหาเงินซื้อจักรยานให้ได้สักคัน!” เด็กชายคนหนึ่ง
ประกาศ
“จักรยานน่ะเชย! ฉันจะซื้อมอเตอร์ไซค์เลย!” อีกคนโอ้อวด
“งั้นฉันจะซื้อรถยนต์! เท่กว่าเยอะ!” เด็กชายตัวเล็กสุดตะโกน
สุดเสียง
ขณะที่อันจิ่วเม่ยปั่นจักรยานคู่ใจมุ่งหน้าสู่เมือง เธอเริ่มวาง
แผนการค้นหาตลาดมืดที่เธอไม่เคยไปมาก่อน ในนิยายบอกเพียงว่า
มันตั้งอยู่ในตรอกเล็ก ๆ ทางตอนใต้ของเมือง
‘เอาล่ะ งานนี้ต้องใช้สกิลนักสืบแล้ว’ อันจิ่วเม่ยคิดในใจ
จักรยานคันใหม่เอี่ยมของอันจิ่วเม่ย ดึงดูดสายตาผู้คนไม่น้อย
ทั้งในหมู่บ้านและระหว่างทางที่เธอปั่นเข้าเมือง บางคนมองด้วย
สายตาโลภมาก จนอันจิ่วเม่ยรู้สึกกังวลใจเธอจะหาที่จอดจักรยานที่
ปลอดภัยจากพวกมิจฉาชีพได้ที่ไหนกัน