ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! - บทที่ 91 ประชุมที่ลานนวดข้าว
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน!
- บทที่ 91 ประชุมที่ลานนวดข้าว
อันจิ่วเม่ยจัดการอาหารเสร็จในพริบตา ก่อนจะพาย่าอันมาที่
ลานนวดข้าวอย่างรวดเร็ว ราวกับมีไฟลนก้น!
พอมาถึง ก็พบว่าที่นั่นคลาคล ่าไปด้วยผู้คนที่มารวมตัวกันแน่น
ขนัด
เหวินฟู่เพิ่งเล่าเรื่องราวคร่าวๆ จบหมาดๆ เป็นเรื่องง่ายๆ แค่ว่า
หมู่บ้านกำลังจะจับมือกับสหกรณ์ เริ่มส่งผักให้ตั้งแต่พรุ่งนี้ โดยมี
อันจิ่วเม่ยเป็นคนเจรจามา
แต่ใครจะเชื่อล่ะ! ชาวบ้านต่างคิดว่าผู้นำหมู่บ้านกำลังเล่นมุก
ตลกเกินไป นี่มันกลางวันแสก ๆ ทำไมถึงฝันเฟื่องขนาดนี้
ขณะที่ทุกคนกำลังงงงวย อันจิ่วเม่ยก็โผล่มาพอดิบพอดีพร้อม
กับย่าอัน
“นั่นไง อันจิ่วเม่ยมาแล้ว! ไปถามเธอเลย” เสียงชาวบ้านคนหนึ่ง
ตะโกนขึ้น
“เฮ้ อันจิ่วเม่ย! ผู้นำหมู่บ้านบอกว่าเธอเจรจาการค้าครั้งใหญ่ให้
หมู่บ้านเรา เป็นเรื่องจริงหรอ” อีกเสียงร้องถาม
สายตาทุกคู่จ้องมาที่เธอ เสียงซุบซิบดังระงม ใบหน้าแต่ละคน
เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งตกตะลึง งุนงง ดูแคลน หรือ
แม้กระทั่งเยาะเย้ย บางคนอาจคิดว่าอันจิ่วเม่ยเป็นตัวตลกที่มาร่วมมือ
กับ ผู้นำหมู่บ้านมาหลอกพวกเขา
แต่อันจิ่วเม่ยไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย เธอตอบกลับอย่าง
มั่นใจ
“แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริง ผู้นำหมู่บ้านเคยโกหกพวกคุณเหรอ?”
ว่าแล้วเธอก็เดินไปยืนข้าง ๆ เหวินฟู่ ซึ่งตอนแรกท่านตื่นเต้น
มาก แต่พอพูดไปแล้วคนพวกนี้กลับไม่เชื่อ
ทำเอาท่านโมโหจนหน้าแดงก ่า โวยวายไม่หยุดอยู่ตรงนั้น
“จิ่วเมย่ เธอมาพอดีเลยหนูน้อย! มาเล่าเรื่องนั้นอีกทีสิ พวกนี้ไม่
เชื่อฉันเลย!” เหวินฟู่ตะโกนเสียงดัง ใบหน้าแดงก ่าราวกับเพิ่งดื่ม
เหล้ามา
อันจิ่วเม่ยยิ้มน้อยๆ ก่อนตอบเสียงเบา “ไม่เป็นไรหรอกคุณลุงเห
วิน ใครไม่เชื่อก็ช่างเขา เราส่งโอกาสทองมาถึงปากแล้ว ถ้าไม่รู้จัก
คว้าไว้ก็อย่าโทษใครเลย”
คำพูดนั้นทำเอาทุกคนอึ้งไป แต่ยังไม่ทันได้โต้ตอบอันจิ่วเม่ยก็
พูดต่อทันที
“พรุ่งนี้เช้ารถสหกรณ์จะมารับผัก ฉันคุยกับผู้นำหมู่บ้านแล้ว
เขาให้ราคาตามมาตรฐานโรงงาน ไม่ว่าจะมากหรือน้อย และทุกคน
ต้องส่งให้หมู่บ้านคนละหนึ่งเหมา ที่เหลือเป็นของตัวเอง”
“นี่คือธุรกิจที่ส่งมาถึงหน้าบ้าน ใครอยากร่วมก็มาลงชื่อกับฉัน
เดี๋ยวฉันจะไปดูผักในแปลงของทุกคน เป็นครั้งแรกที่เราร่วมมือกับ
สหกรณ์ ต้องแสดงความจริงใจ ผักคุณภาพไม่ดีแน่นอนว่าใช้ไม่ได้”
ยังไม่ทันที่ใครจะตอบ พ่อของยวี่เฟยยกมือขึ้นก่อน
“บ้านผมร่วมแน่นอน! แปลงผักบ้านผมใหญ่มาก กินไม่หมดอยู่
แล้ว ได้เงินก็ดีสิ!”
ช่วงนี้อันจิ่วเม่ยมักไปดูลูกสุนัขที่บ้านเขาบ่อยๆ ทำให้พวกเขารู้
ว่าเธอเป็นเด็กที่น่าเชื่อถือมาก อีกทั้ง ผู้นำหมู่บ้านก็สนับสนุนแล้ว
แสดงว่าต้องเป็นเรื่องจริงแน่ๆ โอกาสดีขนาดนี้ มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะ
ปฏิเสธ
พอมีคนเริ่มต้นคนอื่นๆ ก็เห็นด้วยตาม ๆ กันอันจิ่วเม่ย เห็นคนที่
เพิ่งนินทาเธอยกมือด้วย จึงพูดทันทีว่า
“ฉันเป็นคนใจแคบนะ ใครที่เคยมีเรื่องกับฉัน หรือนินทาฉัน ฉัน
ไม่รับทั้งนั้น”
พูดแบบนี้ทำเอาทุกคนวิพากษ์วิจารณ์กันใหญ่ รู้สึกว่าอันจิ่วเม่ย
ทำเกินไปแล้ว
“บอกแล้วไงว่านี่เป็นเรื่องของหมู่บ้าน ทำไมต้องให้เด็กผู้หญิงตัว
จิ๋วอย่างเธอมาตัดสินใจด้วย? ผู้นำหมู่บ้านยังไม่ได้พูดเลยนะ!”
จู่ ๆ ก็มีชาวบ้านคนหนึ่งตั้งคำถามขึ้นมาทันที อันจิ่วเมย่แค่น
เสียงเย็นชา และโต้กลับอย่างฉับไว
“ก็เพราะความร่วมมือนี้ฉันเป็นคนเจรจามาเองไง ฉันถึงได้มั่นใจ
ขนาดนี้”
“เฮอะ”อีกฝ่ายแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ “ยายหนูนี่จะเลือกแต่พวก
พ้องตัวเอง แล้วผักจะพอส่งร้านสหกรณ์งั้นเหรอ? ฉันอยากรู้จริง ๆ
ว่าจะไปอธิบายกับเขายังไง!”
อันจิ่วเม่ยยิ้มมุมปาก ตอบกลับอย่างมั่นใจ “ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ
ฉันจะไปร่วมมือกับหมู่บ้านอื่น พวกเราจะทำให้สำเร็จด้วยกัน ดีกว่า
มารับความไม่พอใจจากพวกคุณตรงนี้ไหมล่ะ?”
ในใจของอันจิ่วเม่ยนั้นมีแผนการอยู่แล้ว เธอรู้ดีว่าการทำแบบนี้
จะทำให้หมู่บ้านอื่นอิจฉา บางทีอาจถึงขั้นแย่งธุรกิจของเธอด้วยซ ้า
เธอเลยมีแผนจะชวนหมู่บ้านรอบ ๆ มาร่วมกันนอกจากจะการัน
ตีปริมาณผักให้สหกรณ์แล้ว ยังทำให้หมู่บ้านอื่น ๆ รู้สึกเป็นหนี้
บุญคุณหมู่บ้าน อีกทั้งยังรักษาสัมพันธ์กับสหกรณ์ไว้ได้อีกด้วย ช่าง
เป็นแผนที่ดีจริง ๆ
แม้ยังไม่ได้ปรึกษากับผู้นำหมู่บ้านแต่เธอมั่นใจว่าเขาต้องเห็น
ด้วยแน่
และเป็นอย่างที่คิดจริง ๆ เหวินฟู่ที่เคยกังวลเรื่องปริมาณผัก ก็
รู้สึกตื่นเต้นกับความคิดนี้ทันที
‘ถ้าเป็นแบบนี้ ฉันก็จะเหนือกว่าผู้นำหมู่บ้านคนอื่นๆ สิ!’ ผู้นำ
หมู่บ้านคิดในใจ พลางรู้สึกใจเต้นแรงขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น
ในขณะเดียวกันชาวบ้านหลายคนกลับโกรธหนัก
“นี่มันอะไรกัน! ไม่ช่วยคนในหมู่บ้านตัวเอง แต่กลับไปช่วยคน
หมู่บ้านอื่น นี่มันทรยศชัด ๆ !”
“ผู้นำหมู่บ้าน!” ชาวบ้านคนหนึ่งตะโกน “พูดอะไรบ้างสิ! หรือจะ
ปล่อยให้เด็กสาวคนนี้ตัดสินใจคนเดียวจริง ๆ ? ”
บรรยากาศในหมู่บ้านร้อนระอุราวกับไฟลุกท่วม เมื่อความโกรธ
แค้นของชาวบ้านพุ่งสูงจนควบคุมไม่อยู่เหวินฟู่จึงต้องออกโรงดับไฟ
ด้วยน ้าเสียงหนักแน่น
“ถูกต้องแล้ว! เรื่องนี้อันจิ่วเม่ยต้องรับผิดชอบทั้งหมด เพราะเธอ
เป็นคนเจรจามาเอง”
เขาประกาศก้อง ก่อนจะหันมาเตือนผู้ที่อยู่รอบวง
“ใครอยากพัฒนาชีวิตไปพร้อมพวกเรา ก็ต้องจริงใจหน่อย ทำดี
ๆ กับอันจิ่วเม่ยด้วย อย่าเป็นพวกอกตัญญู กินข้าวแล้วด่าเจ้าของ
ข้าว มันน่าเกลียด!”
เหวินฟู่ กวาดตามองรอบวงอย่างดุดัน “ส่วนพวกที่ชอบนินทา
ฉันกับอันจิ่วเม่ยลับหลัง ระวังตัวไว้ให้ดี! อันจิ่วเม่ยวิ่งวุ่นทั้งวันเพื่อ
พัฒนาหมู่บ้าน แต่พวกคุณกลับนินทา แบบนี้ยังจะหวังให้เธอพาไป
หาเงินด้วยกันได้อย่างไร?”
ทุกคนต่างก้มหน้างุด ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ว่าถูกพาดพิง แต่ เหวินฟู่
รู้ทันเกมนี้ดี เขาไม่มีทางปล่อยให้พวกนี้ได้เปรียบแน่
ด้วยความฉลาดหลักแหลมเหวินฟู่ไม่ได้ตัดสินทุกคนด้วยไม้
บรรทัดเดียวกัน การบอกให้ทุกคนมีท่าทีดี ๆ กับอันจิ่วเม่ยก็เท่ากับ
เปิดโอกาสให้คนที่สำนึกผิดได้กลับตัว
ในที่สุด การพัฒนาต้องทั่วถึง ไม่ใช่แค่คนนอก แต่ต้องรวมถึง
คนในหมู่บ้านด้วย
คำพูดนี้เป็นการเตือนทั้งชาวบ้านและอันจิ่วเม่ยให้รู้จัก
ประนีประนอม อย่าใจแคบเกินกว่าเหตุ
อันจิ่วเม่ยเข้าใจความหมายดี เธอจะไม่ยอมเฉพาะคนที่ทำ
เกินไปจริง ๆ ส่วนคนอื่นขอแค่สำนึกผิดก็พอ เธอไม่อยากถูกมองว่า
หยิ่งยโสเพราะได้รับความโปรดปราน
ทันทีที่เข้าใจความหมายของผู้นำหมู่บ้านคนหน้าหนาคนหนึ่งก็
รีบออกมาขอโทษ อันจิ่วเม่ยต่อหน้าทุกคน
“อันจิ่วเม่ย ป้าคนนี้ปากไม่มีหูรูด แต่ใจไม่ได้เลวร้ายนะ เคยพูด
ถึงหนูไม่ดีไปบ้าง อย่าถือสาป้าเลยนะ คืนนี้ป้าจะเอาไข่ไก่ไปให้ที่บ้าน
เป็นการขอโทษ ดีไหมจ๊ะ?”
“พวกเราพูดผิดไปแล้ว!”เสียงโห่ร้องดังขึ้นจากฝูงชน “อันจิ่วเม่ย
อย่าโกรธเราเลยนะ เราเป็นเพื่อนบ้านกันนี่นา ต่อไปมีอะไรบอกมา
เลย พวกเราจะช่วยเต็มที่แน่นอน!”
คำขอโทษและเสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว อันจิ่วเม่ย ฉวยจังหวะ
นี้สร้างความประทับใจให้ชาวบ้านได้อย่างงดงาม ราวกับเป็นนางเอก
ในละครน ้าเน่า!
แต่ในมุมมืดเพ่ยอิงยืนกอดอกด้วยสีหน้าบูดบึ้ง เธอคิดว่าจะได้
เห็นอันจิ่วเม่ยถูกรุมประณาม แต่กลับกลายเป็นว่าสถานการณ์พลิก
ผันในชั่วพริบตา!
ด้วยความอิจฉา เธอพ่นคำพูดเสียดสีออกมา “หึ! แค่อาศัยเส้น
สายกับผู้นำหมู่้บานทำข้อตกลงเล็กๆ น้อย ๆ เท่านั้นเอง ทำเป็นวีร
สตรีไปได้!”
แม้เสียงจะไม่ดังนัก แต่ในความเงียบ คำพูดนั้นก็ลอยเข้าหูอันจิ่ว
เม่ยอย่างชัดเจน
อันจิ่วเม่ยหันมายิ้มเยาะ “ใช่แล้วล่ะ ฉันกำลังอวดความเป็นวีรสตี
ของหมู่บ้าน ถ้าคิดว่ามันง่ายนัก ก็ลองไปทำดูสิ หลานสะใภ้ผู้
เก่งกาจ!”
อันจิ่วเม่ยยืนอกผายไหล่ผึ่ง ยิ้มกริ่มอยู่ในใจ เดิมทีเธอกำลังรอ
โอกาสทองที่จะตัดหางปล่อยวัดกับบ้านใหญ่ตระกูลหลี่ แต่จู่ ๆ เพ่ยอิง
ก็โผล่มาให้เห็นราวกับเทพเจ้าส่งมาเป็นของขวัญ