ทะลุมิติมาเป็นภรรยาของตัวร้าย - ตอนที่ 472 ความสามารถยิ่งใหญ่เพียงไร ยกชามข้าวยิ่งใหญ่เพียงนั้น
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นภรรยาของตัวร้าย
- ตอนที่ 472 ความสามารถยิ่งใหญ่เพียงไร ยกชามข้าวยิ่งใหญ่เพียงนั้น
ตอนที่ 472 ความสามารถยิ่งใหญ่เพียงไร ยกชามข้าวยิ่งใหญ่เพียงนั้น
พอลู่เจียวกล่าวจบ เฝิงจือก็ลงคุกเข่ากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจยิ่งว่า “ขอบคุณเหนียงจื่อที่คิดเพื่อบ่าว บ่าวขอบอกความในใจกับเหนียงจื่อ บ่าวไม่คิดไปจากเหนียงจื่อ หากแต่งงาน บ่าวต้องการแต่งกับคนในบ้านเหนียงจื่อเท่านั้น วันหน้าจะได้คอยรับใช้ข้างกายเหนียงจื่อต่อไป”
ลู่เจียวคาดไม่ถึง นางคิดว่าเฝิงจือไม่แต่งเพราะไม่ต้องใจชายบ้านนาเช่นลู่กุ้ย แต่หากแต่งกับบ่าวรับใช้ในจวน การเลือกลู่กุ้ยไม่ใช่ว่าดีกว่าเลือกบ่าวรับใช้ในจวนหรือ
“แม้แต่บ่าวรับใช้ในจวน เจ้าก็ยอมแต่ง เหตุใดไม่ยอมแต่งกับน้องชายข้า”
กล่าวถึงเรื่องนี้ ขอบตาเฝิงจือก็แดงขึ้นมาเล็กน้อย “บ่าวหน้าตาเช่นนี้ เหมาะแต่ทำงานในจวน ไม่เหมาะไปเปิดเผยหน้าตาต่อภายนอก ชีวิตในตอนนี้นับว่าดีมาก บ่าวไม่อยากเปลี่ยนแปลงสิ่งใดทั้งสิ้น แม้ว่าแต่งกับพ่อบ้านลู่จะไม่เลว แต่บ่าวขอถามเหนียงจื่อสักคำ หากวันหน้าออกไปแล้วมีคนต้องตาบ่าว พ่อบ้านลู่จะปกป้องบ่าวได้หรือ บ่าวไม่ต้องทำลายใบหน้าตัวเองอีกครั้งหรือ
ลู่เจียวพลันเข้าใจขึ้นมาในบัดดล หากเฝิงจือติดตามลู่กุ้ย ลู่กุ้ยไม่อาจปกป้องนาง นางมีหน้าตางดงามมาก อยู่ในเรือนยังดี ขอเพียงนายผู้ชายไม่คิดอันใดกับนาง นางก็จะปลอดภัย
หากออกไป อย่าว่าแต่ขุนนางใหญ่ แม้แค่คนมีเงินสักหน่อยต้องตานาง คิดอันใดกับนาง ลู่กุ้ยจะปกป้องนางได้หรือ
สุดท้ายได้แต่ก่อเกิดภัยภายนะ ไม่เพียงแต่ทำร้ายเฝิงจือ ยังทำร้ายลู่กุ้ย
โลกสมัยนี้ไม่ใช่โลกสมัยนาง บางครั้งใบหน้าสตรีก็นำมาซึ่งภัยหายนะ
ลู่เจียวพยักหน้า “อืม ข้ารู้แล้ว เจ้าทำงานต่อไปอย่างสบายใจได้ หากวันหน้ามีคนในจวนที่เหมาะสม ข้าก็จะเลือกให้เจ้าสักคน”
“ขอบคุณ เหนียงจื่อ”
เฝิงจือลุกขึ้นไปทำงานของตน
ลู่เจียวเพิ่งเก็บเสื้อผ้าเสร็จ ลู่กุ้ยก็ผลุบเข้ามาถามว่า “พี่เจียว เป็นอย่างไรบ้าง เป็นอย่างไรบ้าง”
เฝิงจือเห็นเขามาก็หลบออกไปที่ห้องครัวแล้ว
ลู่เจียวมองลู่กุ้ย ถามว่า “ข้าอยากถามเจ้าคำหนึ่ง หากมีนายท่านมีเงินสักคนต้องตาเฝิงจือ เจ้าปกป้องนางได้หรือ”
ลู่กุ้ยนิ่งอึ้งไปทันที แม้เขาไม่ฉลาด แต่ก็ไม่ได้โง่ พริบตาก็เข้าในเรื่องหนึ่งได้ทันที เขาไม่อาจปกป้องเฝิงจือได้
ลู่เจียวถามอีกคำ “เฝิงจือบอกว่า ถึงตอนนั้นจะต้องให้นางทำลายใบหน้าตนเองอีกครั้งหรือ”
ลู่กุ้ยฟังจนนิ่งอึ้งไปทันที ในสมองของเขาพลันนึกถึงคำที่มารดาเขาเคยกล่าว
คนเราควรรู้ว่าตนเองรับน้ำหนักได้เพียงใด มีความสามารถเพียงใด อย่าได้ยกชามใหญ่เกินตัว อย่าได้ไม่รู้จักประมาณตน
เขาช่างไม่รู้จักประมาณตนเอง คิดเอื้อมคว้าเฝิงจือ ไม่เพียงแต่เฝิงจือ ไม่ว่าสตรีหน้าตาดีผู้ใดก็ล้วนไม่เหมาะกับเขา เพราะเขาเป็นแค่ชายบ้านนา แม้เขาแต่งสตรีเช่นนั้นได้ก็ไม่อาจปกป้องนางได้ ถึงตอนนั้นคงได้แต่ทำร้ายนาง
ในใจลู่กุ้ยเจ็บปวดมาก ในที่สุดก็รู้กระจ่างได้เรื่องหนึ่ง ระยะนี้ได้ติดตามมาทำงานให้พี่สาวและพี่เขย ความจริงไม่ใช่เพราะความสามารถ เขายังคนเป็นชายบ้านนา
ลู่กุ้ยเศร้าใจ มองลู่เจียวกล่าวว่า “พี่เจียว ข้าหวังสูงไปจริงๆ ไว้ข้าฝากคนไปบอกท่านแม่ แต่งกับหญิงหมู่บ้านที่ได้ดูตัวกันก่อนหน้านี้ก็ได้ คนพวกนั้นจึงจะเป็นคนที่ข้าควรแต่งด้วย”
ลู่เจียวรีบรั้งเขาไว้ “อย่าเพิ่ง หญิงเหล่านั้นไม่ได้ พวกนางเติบโตในหมู่บ้านแต่เล็ก ไม่เคยเห็นโลกกว้าง แต่งไม่ได้ หากแต่งมา พวกนางรังแต่จะเป็นตัวถ่วงเจ้า เราหาสตรีในอำเภอนี้ก็แล้วกัน เรื่องนี้เจ้าวางใจ พี่จะหาหญิงสาวที่เหมาะกับเจ้าให้เจ้าเอง”
ลู่กุ้ยขอบคุณลู่เจียวแล้วก็เดินคอตกออกไป ก่อนออกไปยังมองไปทางเรือนด้านหลังทีหนึ่ง อาจเพราะอยากมองเฝิงจือสักครั้ง
ลู่เจียวถอนหายใจ น้องชายผู้น่าสงสาร ชอบผู้หญิงครั้งแรกก็ต้องผิดหวังปวดใจเช่นนี้
พอลู่เจียวกลับถึงบ้าน วันรุ่งขึ้นทุกคนในบ้านก็กลับคืนสู่สภาวะปกติ เซี่ยอวิ๋นจิ่นเริ่มไปอ่านตำราที่ห้องหนังสือเรือนด้านหน้า เจ้าหนูน้อยทั้งสี่ก็ไปเรียนหนังสือกับอาจารย์
กลับมาครั้งนี้ลู่เจียวเริ่มสอนให้พวกเขาช่วยเหลือตนเอง ไม่ว่าทำสิ่งใดก็ล้วนให้พวกเขาลงมือทำเอง แม้แต่สหายติดตามพวกเขาก็ห้ามช่วยเหลือ ดีที่เจ้าหนูน้อยทั้งสี่เชื่อฟังมาก ทำทุกอย่างอย่างเบิกบานใจ
ลู่เจียวอยู่บ้านรอหันถงกับสวีโต้วมาพบ
หันถงมารายงานเรื่องร้านขนส่งสินค้าเหนือใต้ให้ลู่เจียวฟังรอบหนึ่ง
“ขบวนพ่อค้านำสินค้ากลับมาแล้ว ตอนนี้ในร้านก็นำสินค้าออกวางขายแล้ว ไว้เจ้ามีเวลาก็ไปดูที่ร้านได้ อยู่ที่ถนนชิงสุ่ย”
ลู่เจียวมาอำเภอได้ครึ่งปี พอจะคุ้นเคยกับอำเภอชิงเหอแล้ว ดังนั้นนางรู้ว่าถนนชิงสุ่ยเป็นถนนที่รุ่งเรืองที่สุดในอำเภอชิงเหอ
“อืม ข้ารู้แล้ว”
ลู่เจียวก้มหน้าอ่านสมุดบัญชีในมือตนเอง ในสมุดจดบันทึกสินค้าที่วางขายในร้านค้าบนถนนชิงสุ่ย ล้วนเป็นสินค้าที่ขนมาจากทางเหนือ ส่วนใหญ่เป็นขนสัตว์และอัญมณี
ลู่เจียวอ่านสมุดแล้วก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย หันถงรีบถามว่า “มีอะไรหรือ”
“สถานที่เช่นอำเภอชิงเหอ ขนสัตว์ขายไม่ดี พวกเราอยู่ทางใต้ อากาศไม่หนาว ใช้ขนสัตว์น้อยมาก อย่างมากก็เป็นพวกหญิงสาวจำนวนหนึ่งที่ซื้อเพราะชื่นชอบ”
หันถงพยักหน้า “ข้าก็พบปัญหานี้ ก่อนหน้านี้บอกกับพวกเขาแล้ว นี่เป็นครั้งแรก พวกเขาทำได้ไม่ดีนัก อีกหน่อยก็น่าจะดีขึ้น”
คนนำขบวนการค้าเป็นคนเลือกขนสินค้ากลับมา ไม่ใช่หันถงไปเลือกด้วยตนเอง เขาจ้างผู้ดูแลไปเลือกสินค้า ทำงานครั้งแรก ยังไม่ค่อยรู้ว่าควรทำเช่นไร
ลู่เจียวพยักหน้า เลิกคิ้วเหมือนครุ่นคิดแล้วก็กล่าวว่า “แม้ว่าสินค้าเหล่านี้ไม่เลว แต่ไม่งามสะดุดตาพอ พวกเราควรจัดตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อคิดค้นสินค้าใหม่ๆ เช่นนี้ร้านค้าพวกเราจึงจะดำเนินกิจการได้ยาวนาน”
ลู่เจียวยิ่งพูดยิ่งรู้สึกว่าได้ เพราะสมองนางคิดถึงข้าวของเครื่องใช้ในภพก่อนขึ้นมาได้มากมาย แม้ว่านางทำเองไม่เป็น แต่ก็พูดออกมาให้คนในกลุ่มที่จัดตั้งนี้คิดค้นทำขึ้นมาได้ ความคิดในสมองนางย่อมก้าวหน้ากว่าคนในยุคสมัยนี้
พอลู่เจียวกล่าวความคิดตนเองออกมา แววตาหันถงก็ส่องประกายทันที นี่เป็นความคิดที่ไม่เลว พี่สะใภ้สมองดีจริง มิน่าจึงทำดำเนินกิจการสามโรงผลิตได้ ยังได้เป็นรองประธานสมาคมการค้าชิงเหอ
“ความคิดพี่สะใภ้ไม่เลว ทำตามพี่สะใภ้ว่า”
ลู่เจียวพยักหน้าเสนอว่า “กลุ่มที่จัดตั้งขึ้นมานี้จะให้ดีก็ให้เป็นช่างจากหลากหลายหมู่ ให้มีผู้ดูแลที่มีไหวพริบอีกสักคน ทุกคนร่วมมือกันคิดค้นสินค้าใหม่ออกมา บอกเจ้าตามตรง ความจริงในความคิดข้าก็มีแนวคิดแปลกใหม่ไม่น้อยแล้ว เพียงแต่ข้าทำไม่เป็น ข้าสามารถพูดออกมาให้ทุกคนไปคิดค้นวิธีทำมาได้”
“ขอเพียงทำของเหล่านี้ออกมาได้ ชื่อเสียงร้านขนส่งสินค้าเหนือใต้เราก็จะขจรไปไกล แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งรีบร้อน”
หันถงยิ่งฟังก็ยิ่งตื่นเต้น แทบจะรีบกลับไปจัดตั้งกลุ่มคนเช่นนี้ทันที
“ไม่รีบๆ ข้ากลับไปเตรียมตัวก่อน”
ปากบอกว่าไม่รีบ แต่ใจร้อนลุกขึ้นจะเดินออกไปแล้ว
“พี่สะใภ้ เช่นนั้นข้ากลับก่อน”