ทะลุมิติมาเป็นภรรยาของตัวร้าย - ตอนที่ 553 สมน้ำหน้าจริง
ตอนที่ 553 สมน้ำหน้าจริง
เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวรีบออกมารอรับ เจ้าหน้าที่กระโดดลงจากหลังม้าอย่างตื่นเต้นยินดี ส่งหนังสือแจ้งข่าวมงคลไปที่มือเซี่ยอวิ๋นจิ่น
รอบข้างผู้คนไม่น้อยได้ยินเสียงเคลื่อนไหวก็พากันล้อมวงวิพากษ์วิจารณ์
“สวรรค์ ใช่จวี่เหรินที่ก่อนหน้านี้ถูกคนวางเพลิงเผาบ้านหรือไม่ คิดไม่ถึงว่าเป็นคนมีความสามารถแท้จริง”
“ร้ายกาจ ร้ายกาจ สามอันดับแรกแน่นอนแล้ว”
“ไม่แน่ว่าสอบเคอจวี่ครั้งนี้จะได้ตำแหน่งจ้วงหยวน”
“ข้ารู้สึกว่าฝ่าบาทอาจจะเลือกให้เขาเป็นทั่นฮวา เขาหน้าตาดีเกินไป”
“ข้ารู้สึกว่าน่าจะได้เป็นจ้วงหยวน คนเขาได้อันดับหนึ่งของการสอบหุ้ยซื่อ ไม่ได้เป็นจ้วงหยวนใช้ได้ที่ไหนกัน”
ทุกคนล้วนวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวไม่ได้สนใจ ทั้งสองคนสั่งการพ่อบ้านเซียวเชิญเจ้าหน้าที่แจ้งข่าวมงคลไปดื่มน้ำชา
แต่เจ้าหน้าที่แจ้งข่าวมงคลไม่ได้อยู่ต่อ กล่าววาจาตามมารยาทแล้วก็ขอตัวไปแจ้งข่าวที่ตระกูลอื่นก่อน เพราะเซี่ยอวิ๋นจิ่นสอบได้อันดับหนึ่งของการสอบหุ้ยซื่อ ดังนั้นคนแรกที่พวกเขามาแจ้งก็คือตระกูลเซี่ย ยังมีคนที่ต้องไปแจ้งอีกหลายคน
พ่อบ้านเซียวรีบนำตั๋วแลกเงินออกมาส่งให้ นอกจากหัวหน้าแล้ว เจ้าหน้าที่อื่นได้ซองแดงคนละซอง
ทุกคนกลับไปอย่างดีอกดีใจ
ตระกูลเซี่ยเพิ่งเริ่มจุดประทัด พ่อบ้านเซียวก็สั่งการให้คนนำเหรียญทองแดงออกไปโปรย นอกจากเหรียญทองแดงแล้ว ยังมีขนมน้ำตาลก้อน สรุปคือบรรยากาศล้วนครึกครื้นอย่างไม่อาจบรรยาย
เจิ้งจื้อซิ่งยิ่งมองก็ยิ่งปวดใจ จู้เป่าจูกลับรู้สึกดีใจกับเซี่ยอวิ๋นจิ่นและลู่เจียวด้วยใจจริง
“เจียวเจียว ท่านพี่เจ้าเป็นจิ้นซื่อแน่นอนแล้ว ดีจริงเลย ในที่สุดพวกเจ้าก็มีหน้ามีตาแล้ว”
“วันหน้าเจ้าก็ได้เป็นฮูหยินขุนนาง แต่แม้เจ้าเป็นฮูหยินขุนนาง ก็อย่าแสร้งทำเป็นไปรู้จักข้าล่ะ ข้ามาหาเจ้า เจ้าก็ห้ามไม่สนใจข้า”
ลู่เจียวยิ้มมองจู้เป่าจูกล่าวว่า “วางใจ พวกเราเป็นเพื่อนกัน ไม่ว่ายามใด ข้าก็จะไม่มีทางไม่สนใจเจ้า”
จู้เป่าจูเป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมาจิตใจบริสุทธิ์อย่างที่สุด ลู่เจียวชอบนางมาก
มีเพียงเจิ้งจื้อซิ่งที่อยู่ไม่ไกลนักรู้สึกไม่พอใจ เขารู้สึกว่าท่าทางจู้เป่าจูเช่นนี้ราวกับสุนัขสอพลอเจ้าของ ภาพนี้ทำให้เขารู้สึกบาดตาบาดใจ ในใจเขาอัดอั้นอย่างบอกไม่ถูก เหตุใดจึงได้แต่งสตรีที่น่าขายหน้าเช่นนี้มาได้
เจิ้งจื้อซิ่งครุ่นคิดแล้วก็ก้าวเดินตรงหน้าจู้เป่าจู ยื่นมือไปคว้านางไว้ กล่าวน้ำเสียงแข็งกระด้างว่า “เอาละ พวกเราควรกลับได้แล้ว”
เขากล่าวจบก็ไม่รอให้จู้เป่าจูเอ่ย เงยหน้ามองไปยังเซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวกล่าวว่า “อวิ๋นจิ่น พี่สะใภ้ พวกเราก็ควรกลับไปรอแจ้งข่าวแล้ว”
ก่อนหน้านี้คนรับใช้ตระกูลเจิ้งไม่ได้บอกว่าเจิ้งจื้อซิ่งสอบได้ที่เท่าไร แต่เจิ้งจื้อซิ่งรู้ดีว่าตนเองสอบได้ลำดับไม่สูงมากแน่
แม้ว่าเขาได้อันดับที่เมืองหนิงโจวไม่เลว แต่บัณฑิตที่เข้าเมืองหลวงมาสอบครั้งนี้ ล้วนเป็นผู้มีความสามารถในท้องที่ตน ดังนั้นลำดับเขาไม่นับว่าสูงมาก หากไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้เซี่ยอวิ๋นจิ่นเผยให้เขารู้เรื่องหัวหน้าคุมสอบ หากเขาไม่รู้อะไรสักอย่าง เกรงว่าปีนี้คงสอบไม่ติด
เจิ้งจื้อซิ่งครุ่นคิดในใจแล้วก็ยิ่งรู้สึกปวดใจ เห็นชัดว่าชาติกำเนิดเช่นเดียวกัน ไม่สิ ชาติกำเนิดเซี่ยอวิ๋นจิ่นยังสู้เขาไม่ได้ ส่วนเขาล่ะ อย่างไรก็เป็นคนฐานะดีมีหน้ามีตาในท้องที่ ส่วนเซี่ยอวิ๋นจิ่นล่ะ เป็นแค่ชายบ้านนอก เริ่มแรกแม้แต่เงินเรียนหนังสือก็ไม่มี
แต่พริบตาเดียว คนเขาก็สอบได้หุ้ยหยวน จากนี้ก็เป็นจิ้นซื่อแน่นอนแล้ว ส่วนเขาล่ะ
เจิ้งจื้อซิ่งครุ่นคิดแล้วก็ไม่รอเซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวตอบ ก็รีบดึงจู้เป่าจูจากไปทันที
เซี่ยอวิ๋นจิ่นด้านหลังหรี่ตามองตามพวกเขาไป ลู่เจียวขมวดคิ้วกล่าวอย่างเป็นห่วงว่า “ข้ากลัวจริงๆ ว่าเจิ้งจื้อซิ่งสอบจิ้นซื่อได้แล้วจะรังเกียจเป่าจู หากรู้เช่นนี้…”
ลู่เจียวไม่ได้กล่าวต่อว่า หากรู้เช่นนี้ พวกนางก็จะไม่บอกรายละเอียดหัวหน้าคุมสอบให้เจิ้งจื้อซิ่ง ไม่แน่ว่าเจิ้งจื้อซิ่งสอบจิ้นซื่อไม่ได้ ก็จะไม่คิดมากเช่นนั้น
คนเราไม่ว่ายามใดไม่ควรขาดสติยโสในตัวเอง เส้นทางวันหน้ายังอีกยาวไกล
เซี่ยอวิ๋นจิ่นได้ฟังคำพูดลู่เจียว ก็ยื่นมือไปกุมมือนาง กล่าวว่า “ไม่ต้องไปสนใจพวกเขา นี่เป็นเรื่องในครอบครัวพวกเขา พวกเราทำในสิ่งที่ควรทำแล้ว ไม่ผิดต่อศีลธรรมในใจก็พอแล้ว”
ลู่เจียวครุ่นคิดแล้วก็พยักหน้า
ตอนบ่าย มีคนมาแสดงความยินดีที่ตระกูลเซี่ยกันมากมาย จวนตระกูลฉี จวนขุนพลหวัง จวนอู่กั๋วกง จวนองค์หญิงใหญ่ ยังมีจวนตระกูลหลิวเองก็ส่งของขวัญมา
เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวรีบถามหมัวมัวผู้ดูแลงานในตระกูลหลิวอย่างห่วงใย “จื่อเหยียนสอบครั้งนี้เป็นอย่างไรบ้าง ”
หมัวมัวมีสีหน้าดีใจ กล่าวว่า “คุณชายใหญ่สอบได้ดีมาก การสอบหุ้ยซื่อครั้งนี้ได้ที่หกสิบแปด แม้ว่าลำดับไม่สูง แต่นายท่านดีใจมาก”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวได้ฟังก็ดีใจมาก หลิวจื่อเหยียนอายุเพียงสิบแปด ก็สอบหุ้ยซื่อได้ที่หกสิบแปด เป็นหนุ่มน้อยมีความสามารถหายากโดยแท้
หากครั้งนี้เขาไม่เข้าสอบหุ้ยซื่อ รออีกสามปีก็ย่อมต้องไปเป็นจ้วงหยวนอย่างแน่นอน น่าเสียดายชายหนุ่มผู้นี้ยืนยันจะร่วมสอบหุ้ยซื่อครั้งนี้
เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวรู้ความคิดเขา เขาไม่ได้สนใจเรื่องการสอบ เขาเพียงแค่คิดใช้โอกาสนี้กลับเมืองหลวงมาพิสูจน์สาเหตุการตายของมารดาเขาในปีนั้น
“คุณชายใหญ่พวกเจ้าเก่งกาจมาก วันหน้าต้องได้เป็นคนเหนือคนเป็นแน่”
“ใช่ จื่อเหยียนเป็นคนเก่งกาจมากจริงๆ”
ลู่เจียวกล่าวจบมองไปยังหมัวมัว “เจ้ากลับไปแสดงความยินดีกับจื่อเหยียนแทนพวกเราด้วย”
พวกเขาไม่อยากไปตระกูลหลิว เพราะเกรงว่าท่านหญิงหลันหยางจวิ้นจู่จะแก้แค้นอีก
ลู่เจียวเพิ่งคิดจบหมัวมัวก็เหมือนรู้ความคิดนาง รีบกล่าวว่า “ตระกูลหลิวพวกเราตอนนี้มีเหล่าไท่ไท่ดูแลจวน เหล่าไท่ไท่บอกว่าหลังการสอบเตี้ยนซื่อเสร็จสิ้น ก็จะจัดงานเลี้ยงใหญ่เลี้ยงแขก ถึงตอนนั้นก็ขอเรียนเชิญใต้เท้าเซี่ยกับลู่เหนียงจื่อไปร่วมงานเลี้ยง”
ลู่เจียวพอได้ฟังคนรับใช้กล่าววาจานี้ ก็รู้ว่าท่านย่าหลิวจงใจให้หมัวมัวผู้นี้มาบอกกับนางเช่นนี้
นึกอยากรู้ว่าตอนนี้ท่านหญิงหลันหยางจวิ้นจู่เป็นอย่างไรบ้าง
ลู่เจียวถามหมัวมัว “ฮูหยินพวกเจ้าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง”
“เรียนลู่เหนียงจื่อ ก่อนหน้านี้ฮูหยินเรามีปากเสียงกับใต้เท้า เพราะโมโหมากเกินไปจึงล้มป่วย ตอนนี้พูดไม่ได้ นายท่านเชิญหมอมาดูอาการนาง ตอนนี้นางยังออกมาไม่ได้ ได้แต่อยู่แต่ในจวนรักษาตัว ดังนั้นจวนตระกูลหลิวตอนนี้มอบให้เหล่าไท่ไท่ดูแล”
ท่านย่าหลิวก็แค่กำกับดูแล เรื่องในจวนตระกูลหลิวล้วนมีผู้ดูแลคอยจัดการงานในจวน
ลู่เจียวได้ฟังหมัวมัวตระกูลหลิวก็อดเม้มมุมปากไม่ได้ ในที่สุดท่านหญิงหลันหยางจวิ้นจู่ก็ประสบคราวเคราะห์ร้ายแล้ว สมน้ำหน้า
นางครุ่นคิดแล้วก็กล่าวกับหมัวมัวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “รอให้จื่อเหยียนสอบจิ้นซื่อได้ จวนตระกูลหลิวจัดเลี้ยง พวกเราย่อมต้องไปเป็นแขกที่จวนเป็นแน่”
หมัวมัวพอได้ฟัง ก็รับคำอย่างดีใจ “เจ้าค่ะ พวกเราจะรอใต้เท้าเซี่ยกับลู่เหนียงจื่อมาเยือนจวนตระกูลหลิว”
หมัวมัวนำคนจากไป ลู่เจียวคิดแล้วก็สั่งการเฝิงจือไปเลือกของขวัญในห้องเก็บสมบัติมาสองสามชิ้นส่งไปตระกูลหลิว
เฝิงจือรับคำไปจัดการเรื่องนี้ ลู่เจียวอารมณ์ดีมาก มองเซี่ยอวิ๋นจิ่นกล่าวว่า “ท่านหญิงหลันหยางจวิ้นจู่ล้มป่วยแล้ว กรรมตามสนองจริงๆ”
ที่หญิงผู้นี้ล้มป่วยก็เพราะลู่เจียววางยานาง หากไม่วางยา หญิงผู้นี้ก็ไม่ป่วย ย่อมคิดหาทางจัดการพวกนาง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่สู้ให้นางล้มป่วยก็แล้วกัน