ทะลุมิติมาเป็นภรรยาของตัวร้าย - ตอนที่ 560 ที่แท้นางคิดมากไปแล้ว
ตอนที่ 560 ที่แท้นางคิดมากไปแล้ว
ใบหน้าเซี่ยอวิ๋นจิ่นราวกับมีแสงสีดำพาดผ่าน มองซื่อเป่าอย่างไม่ค่อยพอใจ เลิกคิ้วแค่นเสียงฮึเยียบเย็นกล่าวว่า “ซื่อเป่า เจ้าปีนี้อายุเท่าไรแล้ว จะมานอนกับท่านพ่อท่านแม่”
ซื่อเป่ายู่ปากกล่าวว่า “ข้ารู้ว่าตนเองโตแล้ว ข้าก็ไม่ได้นอนกับท่านพ่อท่านแม่แล้ว แต่นี่เพราะดีใจไม่ใช่หรือ วันนี้ทุกคนล้วนดีใจมาก นอนคุยกันให้ดีใจไม่ดีหรือ”
ซื่อเป่ากล่าวจบหันไปมองต้าเป่าเอ้อร์เป่ากับซานเป่า “พวกเจ้าว่าข้าพูดถูกหรือไม่ หรือว่าทุกคนนอนด้วยกันเบิกบานครึกครื้นกันสักหน่อย ไม่ดีหรือ”
ต้าเป่ารู้สึกว่าบิดาเหมือนไม่พอใจ ส่ายหน้ากล่าวว่า “ไม่เอาดีกว่า”
แต่เอ้อร์เป่ากับซานเป่ากลับเห็นด้วย เด็กสองคนร้องตื่นเต้นว่า “ดี ดี คืนนี้เราทุกคนนอนด้วยกัน”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นไม่พอใจ “เตียงเดียวนอนหกคนไม่ได้”
ตอนนี้เจ้าหนูน้อยทั้งสี่ตัวสูงใหญ่ไม่น้อย ดังนั้นเตียงใหญ่เพียงใดก็นอนรวมหกคนไม่ได้
แต่ไม่เกินความสามารถซื่อเป่า เขายิ้มตาหยีมองเซี่ยอวิ๋นจิ่นกล่าวว่า “ท่านพ่อ ท่านก็นอนเก้าอี้นอนในห้อง พวกเราก็นอนเตียงกับท่านแม่”
เช่นนี้ก็ได้แล้วไหม
เซี่ยอวิ๋นจิ่นมองซื่อเป่าอย่างไม่อยากจะเชื่อ บุตรชายคนนี้กำลังจัดการเขาหรือ
วันนี้เป็นวันดียิ่งใหญ่ของเขา บุตรชายจัดการเขาเช่นนี้ได้อย่างไร
“ซื่อเป่า เจ้ารู้สึกว่าเจ้าทำเช่นนี้ดีหรือ ให้พ่อนอนเก้าอี้นอน เจ้ากับท่านแม่นอนเตียง?”
ซื่อเป่าไม่สนใจเซี่ยอวิ๋นจิ่น หันไปมองลู่เจียว ปกติเขากินข้าวก็นั่งข้างลู่เจียว ดังนั้นยามนี้หันหน้าไปมองลู่เจียวแล้ว
“ท่านแม่ วันนี้ดีใจมาก พวกเรานอนด้วยกันดีหรือไม่ ทุกคนจะได้คุยกัน ไม่ใช่เรื่องดีมากหรอกหรือ”
ลู่เจียวนึกขำมองซื่อเป่า แล้วก็เงยหน้ามองเซี่ยอวิ๋นจิ่น
นางรู้แผนการเซี่ยอวิ๋นจิ่นคืนนี้ เขาคิดจะร่วมหอกับนาง ปรากฏถูกซื่อเป่าแทรกตัวเข้ามา มิน่าเขาจึงมีสีหน้าดำทะมึน
ลู่เจียวไม่ทันได้พูดอะไร ซื่อเป่ายื่นมือออกไปแกว่งแขนนาง “ท่านแม่ ท่านรับปากนอนด้วยกันไหม พวกเราไม่ได้นอนกับท่านแม่นานมากๆ แล้ว ท่านพ่อเอาแต่นอนกับท่านแม่ นี่มันไม่ยุติธรรม? วันดีหาได้ยากเช่นนี้ พวกเรานอนในห้องตนเองย่อมนอนไม่หลับ ดังนั้นทุกคนนอนคุยกันให้ครึกครื้นๆ ดีกว่า!”
ลู่เจียวมองเขาอย่างไร้วาจาจะกล่าว คิดจะนอนกับนาง ก็หาเหตุผลที่เหมือนจะสมเหตุสมผลเช่นนี้ออกมา
เจ้าหมอนี่ไม่ใช่ซื่อเป่าตัวน้อยอ่อนแอดังเช่นเมื่อก่อนแล้ว หลังได้รับการอบรมสั่งสอนจากลู่เจียวกับเซี่ยอวิ๋นจิ่น ตอนนี้ซื่อเป่าไม่เพียงแต่ฉลาด ยังปากหวาน ความคิดก็คล่องแคล่วว่องไว มีความคิดมากมาย
“ท่านแม่ ท่านไม่ได้บอกว่าชอบซื่อเป่าหรือ ไม่ได้บอกว่าข้าเป็นของรักของล้ำค่าหรือ ในเมื่อชอบซื่อเป่า เหตุใดตัดใจทำร้ายจิตใจซื่อเป่าได้ลงคอ”
กล่าวจบก็กะพริบตาปริบๆ ท่าทางน่าสงสาร
“เมื่อก่อนล้วนเป็นพวกเราได้นอนกับท่านแม่ ตอนนี้ท่านพ่อเอาท่านแม่ไปครองคนเดียว ซื่อเป่าน่าสงสาร ซื่อเป่าไม่มีคนมารักแล้ว”
ซื่อเป่ากล่าวจบก็เริ่มแกล้งร้องไห้ ลู่เจียวไร้วาจาจะกล่าว “เอาละ อย่าได้แกล้งร้องไห้ นอนด้วยกันก็นอนด้วยกัน”
ยากที่เจ้าตัวน้อยจะเสนอออกมา หากยืนยันไม่ไปนอนด้วยกัน ก็คงทำให้เขาเสียใจมาก
แต่ลู่เจียวก็ไม่ได้ตามใจเขา มองเขากล่าวน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “คืนนี้นอนด้วยกัน วันหน้าอย่าคิดอีก เจ้าอายุหกขวบแล้ว ไม่ควรมานอนกับท่านพ่อท่านแม่แล้ว”
“ข้ารู้แล้ว ท่านแม่วางใจ ซื่อเป่าจะเป็นเด็กดีเชื่อฟัง”
เขากล่าวจบหันหน้าไปยิ้มตาหยีมองไปยังเซี่ยอวิ๋นจิ่น “ท่านพ่อ รีบกินข้าว กินเสร็จก็ไปนอนกัน”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นเริ่มกัดฟันกรอด สีหน้าดำทะมึน น่าเสียดายซื่อเป่าไม่รู้สึกกลัวสักนิด เขารู้ว่าเซี่ยอวิ๋นจิ่นรักพวกเขา ดังนั้นแม้เขาหน้าดำทะมึนก็ไม่กลัว
ต้าเป่าลำบากใจ สักครู่จ้องมองเซี่ยอวิ๋นจิ่น สักครู่จ้องมองซื่อเป่า บิดาแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่อยากนอนกับพวกเขา แต่ซื่อเป่าก็แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะนอนกับมารดา เขาลำบากใจแท้
ลู่เจียวเห็นเซี่ยอวิ๋นจิ่นสีหน้าไม่ดีนัก กลัวว่าเขาจะโมโหซื่อเป่า จึงรีบคีบอาหารให้เขา ยิ้มกล่าวว่า “วันดีๆ ยังอีกยาวนาน คืนนี้ก็เป็นเพื่อนลูกทั้งสี่นะ”
ลู่เจียวยังกล่าวเช่นนี้แล้ว เซี่ยอวิ๋นจิ่นจะกล่าวอันใดได้ ได้แต่อดทนกัดฟันกรอด ในใจแอบสบถบ่นบุตรชายนี่มาทวงหนี้แท้
ตกค่ำทั้งครอบครัวก็นอนด้วยกันในห้อง ลู่เจียวนอนกับเจ้าหนูน้อยทั้งสี่บนเตียง เซี่ยอวิ๋นจิ่นนอนเก้าอี้นอน
เซี่ยอวิ๋นจิ่นตัวสูง นอนบนเก้าอี้นอนไม่สบาย ลู่เจียวเห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ “อวิ๋นจิ่น เจ้าไปนอนเรือนด้านหน้าเถอะ”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นกลับไม่ไป ยกเท้าพาดโครงเก้าอี้นอนตรงหน้า กล่าวว่า “ไม่เป็นไร คืนนี้ยากจะมีความสุขกันเช่นนี้ ได้เฝ้าพวกเจ้าไว้ข้าก็ดีใจ”
ใช่แล้ว ได้เห็นภรรยาและบุตรชายเบิกบานใจเช่นนี้ เขาก็รู้สึกว่าชีวิตสมบูรณ์แล้ว ในใจรู้สึกเติมเต็ม
บนเตียง ต้าเป่าเห็นบิดานอนท่าทางไม่สบาย ก็รู้สึกปวดใจ หันไปมองซื่อเป่ากล่าวว่า “ซื่อเป่า ดูท่านพ่อท่าทางนอนไม่สบายเห็นไหม ครั้งหน้าห้ามเอ่ยจะนอนกับท่านแม่อีกนะ”
ซื่อเป่าหันไปมองเซี่ยอวิ๋นจิ่นแล้วก็ปวดใจตาม พลิกตัวลุกขึ้นนั่งกล่าวว่า “เช่นนั้น พวกเรากลับไปนอนห้องเราดีกว่า”
ลู่เจียวยื่นมือไปดึงเขาให้ลงนอน กล่าวว่า “เอาละ ทุกคนยากจะได้เบิกบานใจกันเช่นนี้ ให้ท่านพ่อเจ้าอดทนสักคืน วันหน้าพวกเจ้าโตแล้ว อย่าได้มานอนกับแม่อีก แต่ท่านพ่อเจ้าได้ ดังนั้นคืนนี้ให้เขาอดทนสักคืน”
เอ้อร์เป่ารีบพยักหน้าเต็มแรง “ใช่ วันหน้าพวกเราไม่มานอนกับท่านแม่แล้ว ท่านพ่อนอนได้ ดังนั้นคืนนี้ให้ท่านพ่ออดทนหน่อย”
ในที่สุดเจ้าหนูน้อยทั้งสี่ก็ไม่วุ่นวายใจกับเรื่องนี้อีก หันไปถามเรื่องการสอบเตี้ยนซื่อกับเซี่ยอวิ๋นจิ่น เช่นว่าฮ่องเต้หน้าตาน่าตกใจหรือไม่ ท่านพ่อตกใจหรือไม่ ท่านพ่อสอบได้ที่หนึ่ง วันหน้าต้องเป็นขุนนางอะไร ตอนไหนจะได้เป็นโส่วฝู่แห่งแคว้นต้าโจว เป็นต้น
เซี่ยอวิ๋นจิ่นอดทนตั้งใจฟังคำถามของลูกทั้งสี่ และตอบกลับพวกเขาบ้างเป็นระยะ
ลู่เจียวอมยิ้มฟังพ่อลูกคุยกัน
บรรยากาศในห้องอบอุ่นอย่างมาก จนเที่ยงคืนเจ้าหนูน้อยทั้งสี่จึงได้เหนื่อยจนหลับไป
ลู่เจียวเองก็สะลึมสะลือหลับไป จนกระทั่งถูกคนจุมพิต นางลืมตามองเห็นเซี่ยอวิ๋นจิ่นที่ย่อตัวอยู่ข้างเตียงจุมพิตนาง
ลู่เจียวตื่นขึ้นทันที ลืมตามองแก้มเซี่ยอวิ๋นจิ่นที่อยู่ใกล้กัน ค่อยๆ แดงก่ำลามไปทั่ว
เซี่ยอวิ๋นจิ่นคงไม่ได้คิดร่วมหอกระมัง
แต่ตอนนี้ลูกๆ นอนอยู่ตรงนี้ พวกเขาจะร่วมหอได้อย่างไร หากไปที่อื่น จะดูตั้งใจเกินไปหรือไม่
ลู่เจียวยิ่งคิดก็ยิ่งคิดมาก สุดท้ายใบหน้าแดงราวกับสีชาด
เหนือศีรษะ เซี่ยอวิ๋นจิ่นเห็นนางตื่นแล้วก็จุมพิตนางลุ่มลึก กล่าวน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “นอนเถอะ”
ลู่เจียวเบิ่งตาโตจ้องมองเขา ดังนั้นจุมพิตนางจนตื่นเพียงเพื่อจะจุมพิตนางเท่านั้นหรือ
เซี่ยอวิ๋นจิ่นข้างเตียงเห็นท่าทางนาง รู้สึกว่านางน่ารักอย่างบอกไม่ถูก ก้มกายลงจุมพิตนางอีกครั้ง สุดท้ายเขาพยายามระงับใจเอ่ยว่า “การร่วมหอของพวกเราไม่ควรทำอย่างเร่งรีบ ควรค่อยๆ จัดให้ดีหน่อย ดังนั้นคืนนี้นอนเถอะ”
กล่าวจบก็ลุกขึ้นออกไป ครั้งนี้ไม่ได้ไปนอนบนเก้าอี้นอน แต่ออกไปสงบจิตใจด้านนอก
ลู่เจียวมองเขาจากไปก็เบ้ปากอย่างไร้วาจาจะกล่าว ความจริงนางเองก็ไม่ได้พิถีพิถันอันใดนัก
แต่ในเมื่อคนเขากล่าวเช่นนี้ นางก็นอนดีกว่า อย่าคิดเหลวไหลไป