ทะลุมิติมาเป็นภรรยาของตัวร้าย - ตอนที่ 562 ความรุนแรงในครอบครัว
ตอนที่ 562 ความรุนแรงในครอบครัว
มุมปากเจิ้งจื้อซิ่งกระตุกทีหนึ่ง ยิ้มกล่าวว่า “วันนี้นางไม่ค่อยสบาย ดังนั้นจึงไม่ได้มา”
ลู่เจียวเห็นสีหน้าเขาก็รู้สึกว่าดูแปลก ในใจนางนิ่งคิด จากนั้นก็พาคนเดินออกไป
นักเรียนในห้องโถงต่างเอ่ยชมลู่เจียว “พี่อวิ๋นจิ่น พี่สะใภ้เป็นสตรีที่หาได้ยากยิ่ง ไม่เพียงแต่มีความรู้ ยังมีความสามารถ ที่สำคัญคือยังหน้าตางดงามมาก”
“ใช่ ไม่เหมือนคนจากหมู่บ้านห่างไกลแม้สักนิด”
“ใช่แล้ว สตรีสองคนข้างกายพี่สะใภ้ก็คือสาวใช้ในจวนหรือ”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นพยักหน้าเล็กน้อย “ใช่”
เขาเพิ่งกล่าวจบ ก็มีคนเสียงดังขึ้นว่า “พี่อวิ๋นจิ่น วาสนาเรื่องสตรีไม่ธรรมดา”
วาจานี้กล่าวแทบจะชัดเจนว่า เซี่ยอวิ๋นจิ่นจะเก็บสาวใช้ทั้งสองไว้ให้ตนเองในวันหน้า
เซี่ยอวิ๋นจิ่นได้ฟังวาจาคนผู้นี้ก็มีสีหน้าเย็นเยียบไม่พอใจ แต่ก็ขี้เกียจจะถกเถียงกับคนเหล่านี้
ลู่เจียวไม่รู้วาจาผู้ชายในห้องโถง นางพาเฝิงจือกับหร่วนจู๋ออกมาก็สั่งการหร่วนจู๋ว่า “เจ้าไปตระกูลเจิ้ง พาเป่าจูกับเจิ้งเมี่ยวมา”
นางรู้สึกว่าท่าทางเจิ้งจื้อซิ่งก่อนหน้านี้ดูผิดปกติอยู่สักหน่อย จู้เป่าจูมีนิสัยชอบความครึกครื้น ตามหลักการแล้ววันนี้ควรมางานตระกูลเซี่ยถึงจะถูก แต่นางไม่ได้มา แสดงว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น
ก่อนหน้านี้ลู่เจียวเคยพาหร่วนจู๋ไปบ้านเช่าตระกูลเจิ้ง หร่วนจู๋รู้ ดังนั้นนางจึงรับคำเดินออกไป ลู่เจียวพาเฝิงจือไปห้องครัวตรวจดูการทำงานในห้องครัว
ฮวาเสิ่นกับยายเฒ่าชิวและหลิ่วอันกำลังง่วนกับงานครัว พอเห็นลู่เจียวมา หลายคนก็เข้ามาคุยกับลู่เจียว
“เหนียงจื่อมีอันใดจะสั่งการ?”
ลู่เจียวมองการทำงานในห้องครัวแล้วก็โบกมือกล่าวว่า “พวกเจ้าทำงานไปเถอะ ข้ามาดูหน่อยเท่านั้น”
นางกล่าวไปก็นำเฝิงจือเข้าช่วยงาน
คนในห้องครัวชินเสียแล้ว เหนียงจื่อพวกนางเป็นคนคิดทำสิ่งใดก็ทำ ยามว่างก็จะมาช่วยทำอาหาร เก็บกวาดบ้าน แต่ไรมาไม่เคยวางท่าทางเป็นเจ้านาย
ลู่เจียวทำงานไปก็คุยกับคนในห้องครัวไป “ทำอาหารเพิ่มอีกสองอย่าง นักเรียนที่มาวันนี้ก่อนหน้านี้พักอยู่โรงเตี๊ยม อาหารการกินไม่ค่อยดี ดังนั้นงานเลี้ยงวันนี้ทำอาหารเนื้อเป็นหลัก”
ฮวาเสิ่นรีบยิ้มรับคำกล่าวว่า “เจ้าค่ะ เหนียงจื่อ”
ลู่เจียวนำเฝิงจือช่วยงานได้ครู่หนึ่ง หร่วนจู๋ก็มาตามลู่เจียว “เหนียงจื่อข้าพาจู้เหนียงจื่อสองแม่ลูกมาแล้ว”
หร่วนจู๋กล่าวจบก็คิดอยากพูดแต่ก็หุบปากลง
ลู่เจียวเห็นท่าทางนางก็รู้ว่าเกิดเรื่องกับจู้เป่าจู จึงถามว่า “เป็นอะไรหรือ”
หร่วนจู๋อดโมโหไม่ได้ “จู้เหนียงจื่อหน้าบวมไปครึ่งซีก มุมปากมีเลือดออก ข้ามองแล้วก็ดูออกว่านางเหมือนถูกคนตบมา”
ถูกผู้ใดตบ? หร่วนจู๋ไม่ได้พูด แต่คนในห้องครัวทุกคนล้วนคาดเดา คงไม่ใช่คุณชายเจิ้งตบกระมัง
สีหน้าลู่เจียวค่อยๆ แปรเปลี่ยน แต่ก็ไม่ได้กล่าวอันใดมาก ลุกขึ้นล้างมือเดินไปเรือนบุปผาทางฝั่งตะวันออก
เฝิงจือกับหร่วนจู๋รีบตามไป
ทุกคนเพิ่งจะเดินถึงหน้าประตูเรือนบุปผา ก็ได้ยินเสียงเจิ้งเมี่ยวในเรือนบุปผาเอ่ยอย่างหวาดกลัว
“ท่านแม่ ท่านแม่เจ็บหรือไม่ เมี่ยวเมี่ยวนวดให้ท่านแม่”
เสียงจู้เป่าจูดังแผ่วเบาแว่วออกมา “แม่ไม่เจ็บ ไม่เป็นไร”
“ท่านแม่ ท่านพ่อน่ากลัวมาก เมี่ยวเมี่ยวกลัว”
จู้เป่าจูยื่นมือไปกอดบุตรสาว สองแม่ลูกกอดกันร่ำไห้
นอกประตู ลู่เจียวนำคนเดินเข้ามา จู้เป่าจูได้ยินเสียงก็เงยหน้ามองไป เห็นลู่เจียวพาเฝิงจือกับหร่วนจู๋เข้ามา จู้เป่าจูรีบเช็ดน้ำตา จากนั้นก็ก้มหน้าเช็ดน้ำตาให้เจิ้งเมี่ยว
ลู่เจียวเดินเข้ามาเห็นใบหน้าบวมเป่งของจู้เป่าจู ข้างแก้มเห็นรอยนิ้วมืออย่างเห็นได้ชัด ใบหน้านางถูกคนตบมาจริงๆ หากไม่เหนือความคาดหมาย คนที่ตบนางก็คือเจิ้งจื้อซิ่ง
ลู่เจียวอดถามไม่ได้ “เป่าจู หน้าเจ้าไปโดนอันใดมา”
จู้เป่าจูรีบฉีกยิ้มตอบว่า “ไม่ทันระวังชนขอบกำแพงเข้า ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร”
ผู้ใดจะรู้ว่านางเพิ่งกล่าวจบ เมี่ยวเมี่ยวก็เสียงดังว่า “ท่านน้าลู่ ท่านพ่อข้าตบ เขาตบท่านแม่ข้า”
เจิ้งเมี่ยวเรียนอนุบาลที่ตระกูลเซี่ยมานาน มีความผูกพันกับลู่เจียวมาก ดังนั้นพอได้ฟังลู่เจียวถาม นางก็ตอบเสียงดังออกมาทันที
จู้เป่าจูคิดอุดปากเจิ้งเมี่ยวด้วยสัญชาตญาณ เจิ้งเมี่ยวก็วิ่งไปตรงหน้าลู่เจียวแล้ว นางเงยหน้ามองลู่เจียวกล่าวว่า “ท่านน้าลู่ ท่านพ่อเขาน่ากลัวมาก ข้ากลัว”
ลู่เจียวอดขมวดคิ้วไม่ได้ จู้เป่าจูรีบลุกขึ้นมาดึงเจิ้งเมี่ยวไป “พี่ลู่ ไม่มีอันใด พี่อย่าไปฟังเมี่ยวเมี่ยวพูดจาเหลวไหล”
ลู่เจียวถอนหายใจ “เอาละ เจ้าอย่าได้อธิบาย ข้ารู้ว่าเกิดเรื่องอันใด”
ลู่เจียวกล่าวจบก็เดินไปข้างกายจู้เป่าจู นั่งลงมองนางกล่าวว่า “เจ้าคิดจัดการเรื่องนี้อย่างไร”
จู้เป่าจูไม่เข้าใจ จึงเงยหน้ามองลู่เจียว “อะไร หมายความอย่างไร”
ลู่เจียวค่อยๆ กล่าวว่า “เขาลงมือตบตีเจ้าแล้ว มีครั้งแรกก็ย่อมมีครั้งสอง วันหน้าพอไม่พอใจก็จะตบตีเจ้าระบายอารมณ์ หรือว่าเจ้าจะทนไปเช่นนี้หรือ”
จู้เป่าจูได้ฟังคำพูดลู่เจียวก็อดหดคอลงไม่ได้ จากนั้นก็ส่ายหน้าปฏิเสธ “คงไม่ ท่านพี่คงไม่ตบตีข้าอีก เขารับรองกับข้าแล้วว่าจะไม่ตบตีข้าอีก ก่อนหน้านี้อารมณ์ไม่ดีจึงได้ตบตีข้า เขายอมรับผิดกับข้าแล้ว”
ลู่เจียวมองจู้เป่าจูแล้วก็ไม่ได้กล่าวอันใดต่อ นี่คือเรื่องของเจิ้งจื้อซิ่งกับจู้เป่าจู นางไม่อาจเข้าแทรกแซง เรื่องของผู้อื่น
“หากเจ้าต้องการความช่วยเหลือก็บอกข้าได้”
จู้เป่าจูได้ฟังคำพูดลู่เจียว รีบพยักหน้าเต็มแรง “ข้ารู้แล้ว พี่ลู่”
ลู่เจียวสั่งการเฝิงจือพาเจิ้งเมี่ยวไปเล่นกับเจ้าหนูน้อยทั้งสี่ นางกลับห้องไปเอายามาทาหน้าให้จู้เป่าจูไม่นานใบหน้าจู้เป่าจูก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดเหมือนก่อนหน้า รู้สึกเย็นสบายอย่างมาก
จู้เป่าจูอดชมลู่เจียวไม่ได้ “พี่ลู่ร้ายกาจจริง ได้ยานี้ทา ใบหน้าก็ไม่เจ็บแล้ว”
“อืม อีกสักครู่ก็ไม่บวมมากแล้ว วันหน้าระวังหน่อย หากเขาตบตีเจ้าอีก จำไว้หนีไปให้ไกล อย่าปล่อยให้ตนเองกับลูกต้องเสียเปรียบ”
เรื่องอื่นนางไม่ได้กล่าวมากความ อย่างไรก็คงไม่อาจกล่อมให้ผู้อื่นหย่ากระมัง
จู้เป่าจูได้ฟังคำพูดลู่เจียว ในใจก็ปวดปลาบ หากก็ยังคงยิ้มกล่าวว่า “ข้ารู้แล้ว พี่ลู่วางใจ”
ลู่เจียวมองนาง พบว่าดวงตานางไม่รู้ว่าหลับลงตอนไหน แลดูสีหน้ากลัดกลุ้ม สตรีที่เคยไร้เดียงสาร่าเริงคนเดิมไม่รู้ว่าถูกทำลายลงไปเมื่อใด ความไร้เดียงสาร่าเริงเช่นนั้นหายไปแล้ว
ลู่เจียวไม่ได้พูดอันใดมากอีก เลือกคุยในเรื่องที่จู้เป่าจูสนใจ คุยกับนางต่อไปอีกครู่หนึ่ง
นักเรียนเมืองหนิงโจวล้วนชอบงานเลี้ยงตระกูลเซี่ยมาก มีสุรา มีเนื้อ มีขนม มีผลไม้ ทุกคนกินกันอย่างดีอกดีใจ สุดท้ายยังมีคนดื่มจนเมา พอคนดื่มเมาแล้วก็ลากเซี่ยอวิ๋นจิ่นมากล่าวว่า “พี่อวิ๋นจิ่น ชีวิตพี่ช่างสมบูรณ์พร้อม ภรรยาดีมีความสามารถ มีบุตรชายให้ท่านถึงสี่คน ท่านยังสอบจ้วงหยวนได้ วันหน้ามีเงินมีทอง มีภรรยาคนงามเป็นเพื่อน ชีวิตนี้ขึ้นไปอีกขั้นแล้ว พวกข้าเร่งฝีเท้าอย่างไรก็ไล่ตามพี่ไม่ทันแล้ว”
“ใช่แล้ว วันหน้าพี่อวิ๋นจิ่นก้าวขึ้นไปแล้ว อย่าลืมดึงน้องชายเช่นพวกเราขึ้นไปด้วยนะ เราเป็นชาวเมือง หนิงโจวเหมือนกัน วันหน้าจะต้องให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันนะ”