ทะลุมิติมาเป็นภรรยาของตัวร้าย - ตอนที่ 932 เคล็ดลับ
ตอนที่ 932 เคล็ดลับ
เรือนหย่าหรงเป็นเรือนรูปแบบหมู่บ้านโบราณเจียงหนาน มีสะพานและสายน้ำไหล ไม่เพียงแต่ในเรือนมีความงามอ่อนช้อย แม้แต่บ่าวหญิงก็ยังสวมชุดกี่เพ้าพอดีตัว ในเรือนยังมีเวทีแสดงงิ้ว ด้านล่างเวทีมีโต๊ะแกะสลักงดงามหลายตัว มีคนกำลงนั่งชมงิ้วอยู่
นอกจากงิ้วบนเวที อีกด้านยังมีคนเล่านิทาน
ฮ่องเต้จ้าวเหิงได้ชมแล้วก็รู้สึกดื่มด่ำ สถานที่แห่งนี้น่าสนใจจริง
ดูท่าโรงบ้านไป้เยว่นี้มีลูกเล่นไม่ธรรมดา
จ้าวเหิงเดินตามหลังหลันซิ่งเข้าไปในเรือนหย่าหรง พอเข้าไปในห้องหนึ่ง หลันซิ่งก็สั่งการให้บ่าวหญิงมาต้อนรับแขก
บ่าวหญิงสองคนนี้สวมชุดกี่เพ้า ชุดกี่เพ้าเข้ารูปเอวคอด แม้ว่าจ้าวเหิงได้เห็นสตรีมากมาย แต่ก็ยังอดมองอีกสองสามทีไม่ได้ เสื้อผ้าพวกนี้เขาไม่เคยเห็นมาก่อน น่าสนใจจริง ไว้กลับเข้าวัง เขาจะให้สตรีในวังแต่งแบบนี้ให้เขาดูบ้าง
จ้าวเหิงกำลังคิดอยู่ เสียงหลันซิ่งก็ดังขึ้นนอกประตู “นายหญิง แขกรออยู่ด้านในเจ้าค่ะ”
มีเสียงอ่อนโยนดังแว่วเข้ามา “อืม”
จากนั้น นอกประตูก็มีเงาร่างสตรีนางหนึ่งปรากฏตัวขึ้น วงหน้านางงดงามกระจ่างดังที่กล่าวขานกัน แม้นางสวมชุดกระโปรงผ้าธรรมดา แต่ทว่าไม่เหมือนบรรดาบ่าวหญิง เอวคอดอรชร นางสวมกระโปรงยาวสีม่วงทรงบานทั้งชุดบนล่างติดกัน ยามย่างก้าวก็ให้ความรู้สึกอิสรเสรี คล่องแคล่วว่องไว กิริยาท่าทีแลดูสูงสง่า
จ้าวเหิงอดมองอีกสองสามทีไม่ได้ หญิงผู้นี้มีสง่าราศีไม่ด้อยไปกว่าบรรดาฮองเฮาและพระสนมในวัง ถึงกับแลดูทรงสง่าราศียิ่งกว่าพวกนาง
จ้าวเหิงอมยิ้มมองลู่เจียวจนตกในภวังค์
ลู่เจียวไม่แข็งกร้าวจนดูเย่อหยิ่งและไม่ถ่อมตัวจนดูต่ำต้อย คำนับเขาทีหนึ่ง “ฉินเหยาถวายบังคมฝ่าบาท”
จ้าวเหิงอดยิ้มตบมือไม่ได้ กล่าวว่า “ได้ยินว่าเหยาเหนียงแห่งโรงบ้านไป้เยว่เป็นหญิงงามที่เพียบพร้อมด้วยรูปโฉมและปัญญา วันนี้ได้พบ สมดังคำร่ำลือ เหยาเหนียง เชิญนั่ง”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
ลู่เจียวค่อยๆ นั่งลงอย่างไม่รีบร้อน ยกมือขึ้นชงชาให้จ้าวเหิง ท่าทางบรรจงประณีต ทำให้จ้าวเหิงมองจนตกในภวังค์
“เหยาเหนียง แม้แต่ท่วงท่าชงชาก็งดงามน่าหลงใหล”
ลู่เจียวยิ้มกล่าวว่า “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงชมเพคะ”
แม้ว่าปากกล่าวเช่นนี้ แต่แววตากลับไม่ได้ตื่นเต้นดีใจ จ้าวเหิงเห็นแล้วก็แปลกใจมาก สตรีในวังไม่น้อยเห็นเขาก็พากันพยายามแย่งเป็นคนโปรดของเขา แต่ไรมาไม่เคยเห็นสตรีที่วางท่าทีนิ่งเฉยต่อเขาเช่นนี้
ลู่เจียวไม่ได้คิดสนใจความคิดจ้าวเหิง นางชงชาเสร็จก็ส่งไปตรงหน้าจ้าวเหิง “ฝ่าบาท เชิญเสวยน้ำชาเพคะ”
พอจ้าวเหิงรับน้ำชาไป ลู่เจียวก็เอ่ยถามว่า “ฝ่าบาทเสด็จมาครั้งนี้เพื่อการใดเพคะ”
จ้าวเหิงวางแก้วน้ำชาลงมองนาง “ได้ยินว่าอ๋องฉินมีสตรีที่ชอบ เราในฐานะพี่ชาย ย่อมต้องมาดูสักหน่อย”
ลู่เจียวอึ้งไปครู่หนึ่ง นางกับจ้าวเซียวเป็นเพียงผู้ร่วมการค้า นับว่าเป็นสหายกระมัง แต่เขาชอบนางเมื่อใดกัน คิดไกลเกินไปแล้ว
“ฝ่าบาท ข่าวลือนี้มาจากที่ใดกัน หม่อมฉันกับอ๋องฉินเป็นผู้ร่วมการค้าเท่านั้น”
จ้าวเหิงได้ฟังคำพูดลู่เจียวเหมือนมิได้กล่าวเท็จ ดูท่านางกับอ๋องฉินเป็นเพียงผู้ร่วมการค้า ฮ่องเต้อดแย้มสรวลไม่ได้ “เช่นนั้นเจ้าคิดว่าร่วมมือกับอ๋องฉินดี หรือว่าร่วมมือกับเราดี”
ลู่เจียวอึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยิ้มเอ่ยว่า “หากได้ร่วมมือกับฝ่าบาท ย่อมเป็นเกียรติของหม่อมฉัน หากฝ่าบาททรงพึงพระทัยหม่อมฉัน พึงพระทัยโรงบ้านไป้เยว่”
พอลู่เจียวกล่าว จ้าวเหิงก็หัวเราะดัง “เช่นนั้นเราไม่ใช่ว่ากลายเป็นอันธพาลยึดครองของผู้อื่นหรือ”
เขากล่าวจบ ลู่เจียวไม่ทันได้พูดอะไร นอกประตูก็มีเสียงไม่พอใจดังขึ้น “น้าหง ท่านแม่ข้าต้อนรับแขกอยู่ใช่หรือไม่”
หงซิ่งยิ้มรับคำ “เจ้าค่ะ คุณชาย”
ในห้องลู่เจียวย่อมได้ยินเสียงพูดคุยด้านนอก จึงยิ้มให้จ้าวเหิง กล่าวว่า “เป็นบุตรชายข้าเอง ฟางม่อ”
นางกล่าวจบก็ส่งเสียงออกไปด้านนอก “ม่อเอ๋อร์ เข้ามาสิ”
จ้าวเหิงได้ฟังคำพูดลู่เจียว ก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งทันที จากนั้นก็คิดถึงคำพูดน้องชายได้ว่านางเป็นสตรีออกเรือนแล้ว
ดังนั้นนางออกเรือนแล้วจริงๆ แม้แต่บุตรชายก็มีแล้ว
ในใจจ้าวเหิงรู้สึกสลดลงอย่างบอกไม่ถูก
นอกประตู ฉินม่อน้อยก้าวเข้ามา ฉินม่อน้อยอายุแปดขวบ แต่กิริยาท่าทางสุภาพมีสง่าราศีไม่ธรรมดา สีหน้าอ่อนโยนสุภาพ กอปรกับวงหน้ากระจ่างใส ทำให้คนที่ได้เห็นต่างต้องมองเขาอย่างไม่อาจละสายตา มองออกว่าเด็กคนนี้ไม่ธรรมดา
ฉินม่อน้อยก้าวเข้ามาก็มองประเมินจ้าวเหิงก่อน จากนั้นก็โค้งกายคำนับนอบน้อม สุดท้ายเขาจึงได้หันไปยิ้มมองลู่เจียว เอ่ยเรียกอย่างเบิกบาน “ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว”
ตอนนี้เขาได้คารวะท่านชิงอวิ๋นที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงเป็นอาจารย์แล้ว ทุกวันไปเรียนที่บ้านอาจารย์
สามปีมานี้ เด็กน้อยเติบโตขึ้นมาก กิริยาท่าทางดังคุณชายตระกูลเก่าแก่ แลดูสง่างามสูงส่ง
ในห้องรับรอง จ้าวเหิงอดเอ่ยชมไม่ได้ “เด็กน้อยผู้นี้กิริยางดงาม”
จ้าวเหิงกล่าวจบก็อดมองอีกสองสามทีไม่ได้ บุตรชายของเขายามเผชิญหน้ากับเขาล้วนไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ แต่เจ้าหมอนี่เผชิญหน้าเขากลับไม่แข็งกร้าวจนดูเย่อหยิ่งและไม่ถ่อมตัวจนดูต่ำต้อย ไม่เสียมารยาท และไม่เคร่งเครียด
ใช้ได้
จ้าวเหิงมองเขาแล้วก็ลอบถอนหายใจ เหตุใดบุตรชายตนเองจึงไม่ได้มีราศีเช่นนี้ ไม่แข็งกร้าวจนดูเย่อหยิ่งและไม่ถ่อมตัวจนดูต่ำต้อย
ลู่เจียวมองเห็นเหงื่อบนใบหน้าเขา ก็ควักผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเหงื่อให้เขา จากนั้นก็กล่าวกับเขาว่า “แม่มีแขกต้องต้อนรับ เจ้าไปทบทวนตำราก่อน อีกสักครู่ค่อยมากินข้าวกับแม่”
“ขอรับ บุตรชายไปทบทวนตำราก่อน”
ฉินม่อน้อยกล่าวจบก็โค้งคำนับจ้าวเหิง ก่อนจะค่อยๆ ถอยออกไป พอเดินถึงหน้าประตูก็หันหลังออกไป
ตั้งแต่ต้นจนจบไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัว และไม่ได้มีท่าทีไร้มารยาทเสียกิริยา
พอเขาไปแล้ว จ้าวเหิงก็อดเสนอไม่ได้ “เหยาเหนียง บุตรชายเจ้าฉลาดมาก จะเข้าไปเรียนในสำนักกั๋วจื่อเจี้ยนเป็นสหายเรียนกับองค์ชายเราได้หรือไม่”
ลู่เจียวได้ยินก็ดีใจมาก หากคบหากับบรรดาองค์ชายแต่เล็ก วันหน้าย่อมเป็นผลดีต่อฉินม่อ แต่พอลู่เจียวคิดถึงว่าฉินม่อในนิยายได้เป็นขันทีประจำข้างกายองค์ชายสาม นางก็ไม่อยากให้ฉินม่อน้อยเข้าวัง
แต่สุดท้ายยังคงไม่ได้ตัดสินใจปฏิเสธ แต่กล่าวกับจ้าวเหิงว่า “อีกสักครู่ หม่อมฉันถามม่อเอ๋อร์ดู หากเขาอยากเข้าวังไปเป็นสหารร่วมเรียนกับองค์ชาย หม่อมฉันก็จะให้เขาเข้าวัง หากเขาไม่ยินดี หม่อมฉันก็ไม่บังคับเขา”
จ้าวเหิงแปลกใจเอ่ยถามลู่เจียว “เจ้าจะต้องตามใจเขาหรือ”
จ้าวเหิงเป็นผู้ปกครองแคว้นอวิ๋นฉินที่ดี ไม่สังหารคนส่งเดช ไม่ปกครองโหดร้าย แม้ไม่ได้มีผลงานยิ่งใหญ่ แต่ก็ไม่ได้เกิดข้อผิดพลาดใหญ่อันใด
เขาเองก็นับว่าเป็นฮ่องเต้ที่ดี แต่บรรดาองค์ชายในวังกลับไม่เป็นที่พึงพอใจของเขา
ไม่ใช่ถูกตามใจจนเสียคนไร้ความยำเกรง ก็เป็นพวกขี้ขลาดไม่อาจออกหน้าออกตา ไม่ก็ต่อหน้าอย่าง ลับหลังอย่าง สรุปตอนนี้องค์ชายทุกคน เขายังมองไม่ออกว่าจะให้ผู้ใดสืบทอดตำแหน่งของเขา หากเป็นเช่นนี้ต่อไป แคว้นอวิ๋นฉินย่อมตกอยู่ในภาวะวิกฤต
ยามได้เห็นฉินม่อน้อย ในใจจ้าวเหิงยิ่งคิดก็ยิ่งบอกไม่ถูก อดมองไปยังลู่เจียวไม่ได้ “เหยาเหนียงสอนบุตรชายเป็นจริงๆ ไม่รู้ว่าเจ้ามีเคล็ดลับอบรมสั่งสอนบุตรอย่างไรบ้าง”