ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 169 ความขยันบัดซบ
ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นอย่างหงุดหงิดแล้วกล่าวด้วยเสียงเรียบนิ่ง
“เก็บความคิดของเจ้าไปเสีย วัตถุดิบหลักคือไขมันหมู พวกเราทำการค้านี้ไม่ไหวหรอก อีกทั้งตำรับนี้ข้าจะต้องใช้ทำอย่างอื่น เจ้าเลิกความคิดนั้นเถอะ มันไม่สามารถทำให้บ้านเราร่ำรวยได้”
พอได้ยินว่าวัตถุดิบต้องใช้ไขมันหมู หลิวจี้ก็ร้องขึ้นในใจว่าให้ตายเถอะ
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมันถึงใช้ดีนัก ที่แท้มันทำจากไขมันหมูนี่เอง
แต่ว่า…
“เมียจ๋า เจ้าจะเก็บตำรับนี้ไว้ทำอะไร” หลิวจี้ถามด้วยความอยากรู้
ฉินเหยาเหลือบตามองเขาแวบหนึ่ง “เรื่องของข้า เจ้าอย่ามายุ่งให้มากนัก!”
หลิวจี้ยิ้มน้อยๆ “ได้สิ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน เมียจ๋ารีบพักผ่อนเถอะ ตอนกลางคืนอย่าอ่านบัญชีมากไปนัก ระวังสายตาจะเสีย”
เขารีบถอยหนีไปอย่างรวดเร็วด้วยสัญชาตญาณเอาตัวรอด
ก่อนออกจากห้อง เขาเดินไปที่ครัว หยิบชามดินเผาเก่าๆ ใบหนึ่ง แล้วโรยขี้เถ้าลงไปเป็นชั้นบางๆ จากนั้นคีบถ่านติดไฟใส่ลงไปอีกสองสามก้อน กันไม่ให้ตัวเองหนาวตายในคืนนี้
ที่จริงแล้ว เรื่องเครื่องนอน ฉินเหยาไม่เคยตระหนี่กับเขาเลย ผ้านวมหนาๆ ในห้องก็มีพร้อม
แต่บ้านที่ไม่มีคนอยู่มานานย่อมชื้นและเย็นเฉียบ ตอนกลางคืนอากาศหนาวแทรกซึมเข้ามาในผ้าห่มทีละนิด หากไม่จุดไฟให้ห้องอบอุ่นเสียหน่อยจริงๆ คงหนาวจนป่วยเป็นแน่
ฉินเหยาวางแผนว่า ปีหน้าเมื่อมีเวลาว่าง นางจะปูพื้นไม้ในห้องให้หมด เพื่อสร้างพื้นที่พักผ่อนที่สะดวกสบายยิ่งขึ้นสำหรับตัวเอง
ถ้ามีเวลามากกว่านั้นก็จะสร้างห้องเพิ่มอีกสักห้อง เสริมคอกม้าให้แข็งแรงขึ้น และสร้างโรงเก็บรถม้าขึ้นมาอีกสักหลัง
อ้อ จริงสิ! เรื่องสอนต้าหลางขี่ม้านั้นเป็นเรื่องเร่งด่วน พอพ้นปีใหม่ไปแล้ว ต้องเร่งฝึกฝนเป็นการด่วน!
ถ้ามีเงื่อนไขเพียงพอ บ้านเราควรหาม้าแคระสักตัวเพื่อให้สะดวกในการส่งลูกๆ ไปเรียน
เหล่าหวงตัวสูงใหญ่เกินไป สำหรับต้าหลางและเอ้อร์หลางแล้ว ไม่เป็นมิตรต่อความสูงของพวกเขาเลย ถ้าหากวันไหนตกจากหลังม้า มีหวังสะโพกได้แตกเป็นสองซีกแน่
ตอนแรกที่ตั้งใจสร้างรถม้าก็เพื่อความสะดวกในการไปเรียน แต่การขับรถม้าต้องมีผู้ใหญ่เป็นสารถี ฉินเหยาพึ่งรู้ตัวในภายหลังว่า นางไม่สามารถรับส่งพวกเขาไปสำนักศึกษาทุกวันได้
เพราะสุดท้ายแล้ว นางเองก็มีเรื่องที่ต้องทำอีกมาก ทั้งงานติดตั้งเครื่องโม่หินของโรงโม่น้ำ และงานเกษตรในไร่ล้วนต้องให้นางลงมือเอง
ทว่า หากต้องการทำให้ความคิดเหล่านี้เป็นจริงก็ต้องมีเงินอยู่ในมือเสียก่อน
ฉินเหยาถอนหายใจลึกๆ เมื่อคนที่ทำให้ขวางหูขวางตาออกไปหมดแล้ว ในที่สุดก็ได้ความสงบคืนมา นางก้มหน้าลง ตั้งใจทำบัญชีต่อ
คราวนี้ เมื่อบัญชีคำสั่งซื้อของเถ้าแก่อู่เรียบร้อยแล้ว ได้เงินมาห้าสิบตำลึง หักต้นทุนออกไป เหลือกำไรยี่สิบตำลึง นางแบ่งครึ่งกับช่างไม้หลิวคนละสิบตำลึง
เงินสิบตำลึงนี้ รวมกับเงินเดิมของบ้านที่มีอยู่แล้วสองร้อยหกตำลึงแปดเฉียน รวมเป็นสองร้อยสิบหกตำลึงแปดเฉียน
ช่วงปลายปี บ้านได้ซื้อของใช้สำหรับปีใหม่มาไม่น้อย รวมถึงหมูครึ่งซีกนั้นด้วย คงเหลือเงินอีกสองร้อยสิบสี่ตำลึงพอดี
ส่วนเงินจากโรงโม่น้ำนั้น แทบจะใช้หมดทุกเดือนจึงไม่นับรวมเข้าไป
เรื่องการซื้อที่ดิน ฉินเหยาวิ่งเต้นตั้งแต่เดือนสิบจนถึงปลายปีก็ยังซื้อไม่ได้ เพราะบางแห่งก็อยู่กระจัดกระจาย บางแห่งก็ไม่ใช่ที่ดินดี แต่เป็นเพียงที่ดินระดับกลาง
ผลผลิตจากที่ดินระดับกลาง ยังไม่สู้นางเช่าปลูกในที่ดินดีของหลิวต้าฝูต่อไปเลย
แต่ว่าที่ดินที่นางเล็งไว้ หลิวต้าฝูกลับไม่ยอมปล่อยขาย นางก็จนปัญญา คงต้องรอดูต่อไป เรื่องใหญ่อย่างเช่นการซื้อที่ดินนี้ไม่อาจเร่งรีบได้
หลิวเหล่าฮั่นก็คิดเช่นนี้ เขาช่วยฉินเหยาสอบถามจากหลายๆ บ้านก็ยังไม่เจอที่ดินที่เหมาะสมอื่นจึงบอกให้นางรอต่อไป เพราะการเร่งซื้ออาจทำให้ขาดทุนได้
อีกทั้งปีหน้าจะเป็นอย่างไรยังไม่มีใครรู้ ปีนี้หิมะตกน้อยนัก บนพื้นมีเพียงชั้นบางๆ ของเกล็ดหิมะที่คล้ายเม็ดเกลือ ไม่นานก็ละลายหายไป หลิวเหล่าฮั่นเพิ่งกินข้าวเสร็จ เดินออกไปดูหิมะโปรยปรายเบาบางนอกเรือน ใบหน้าฉายแววกังวล
หิมะที่ตกหนักจึงจะเป็นลางบอกเหตุถึงปีอันอุดมสมบูรณ์ แต่หากหิมะตกน้อยเกินไป แมลงศัตรูพืชในไร่นาจะไม่หนาวจนตาย ปีหน้าผลผลิตย่อมได้รับผลกระทบ
หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น อาจถึงขั้นเกิดภัยตั๊กแตนระบาด
หลิวไป่และคนอื่นๆ คิดว่าท่านพ่อกังวลเร็วเกินไป นี่เป็นเพียงหิมะแรกของปี อีกสองวันข้างหน้าอาจตกหนักกว่านี้ก็เป็นได้
นับไปสามรอบแล้วยิ่งนับยิ่งติดใจ ถ้าไม่ใช่ว่าง่วงจนตาจะปิด ฉินเหยาคงจะนับต่ออีกหลายรอบ
เมื่อวางแผนทรัพย์สินใหม่ แบ่งเงินหนึ่งร้อยแปดสิบตำลึงไว้สำหรับซื้อที่ดินไม่ให้แตะต้อง ส่วนที่เหลืออีกสามสิบสี่ตำลึง ใช้ซื้อม้าอีกตัว ส่วนเงินที่เหลือจัดสรรไว้เป็นค่าเล่าเรียน และใช้ซ่อมแซมต่อเติมบ้าน
ปีหน้าไม่รู้ว่าโรงโม่น้ำจะสามารถรับคำสั่งซื้อได้เท่าไร แต่แค่รับงานเล็กๆ น้อยๆ บ้าง ประกอบกับขายชิ้นส่วนโม่น้ำเป็นครั้งคราว นางกับช่างไม้หลิวก็ยังพอมีรายได้สำหรับค่าใช้จ่ายประจำวัน
อาจเป็นเพราะปัจจัยพื้นฐานด้านอาหารและที่อยู่ได้รับการปรับแก้ให้ดีขึ้นแล้ว บวกกับนิสัย ‘มีความสุขกับปัจจุบัน’ ที่ติดตัวมาจากในวันสิ้นโลก ฉินเหยาจึงไม่ค่อยกังวลเรื่องอนาคตเท่าใดนัก
นางนำสมุดบัญชีเก็บเข้าที่ มองดูเงินอันน่ารักเหล่านั้นอีกครั้ง แล้วกลับห้องดับไฟนอนหลับไปอย่างเป็นสุข
นานทีปีหนจะได้หยุดพักในช่วงปีใหม่ ไม่ต้องตื่นเช้ามาทำงาน แถมงานในไร่ก็เสร็จหมดแล้ว นางจะนอนขี้เกียจให้เต็มที่ ต่อให้เง็กเซียนฮ่องเต้มาเรียกก็ไม่ตื่น!
ฉินเหยาเข้านอนอย่างสบายใจ แต่ทางด้านหลิวจี้กลับนอนไม่หลับเลย
เมื่อครู่เขา ‘บังเอิญ’ ได้ยินเสียงพึมพำในห้องโถงว่า ‘สองร้อยสิบสี่ตำลึง’ หัวใจของเขาก็เต้นแรงขึ้นสองจังหวะทันที!
หลิวจี้รู้ว่าฉินเหยามีเงินอยู่ไม่น้อย แต่เขาไม่เคยรู้จำนวนที่แน่ชัด
การคาดเดาเอาเองกับการได้ยินจากปากของฉินเหยาโดยตรง ความรู้สึกที่ได้รับนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
บ้านนี้มีเงินกว่าสองร้อยตำลึง!
สองร้อยตำลึงเชียวนะ! เมื่อก่อนต่อให้นำตัวเขามาชั่งและขายก็ยังไม่อาจได้เงินมากขนาดนี้
กวาดตามองไปทั่วทั้งหมู่บ้านก็มีเพียงบ้านของหลิวต้าฝูเท่านั้นที่มีเงินมากเพียงนี้
พอคิดถึงตัวเลขสองหนึ่งสี่นี้ หลิวจี้ก็ตื่นเต้นจนข่มตาไม่ลง ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ต่อให้ฉินเหยาจะทุบตีเขาจนตาย เขาก็จะไม่มีวันออกจากบ้านหลังนี้เป็นอันขาด!
นอนอยู่ในผ้านวมหนานุ่ม หลิวจี้แทบอยากตบหน้าตัวเองสักฉาด
ให้ตายเถอะ! ตอนนั้นเจ้าคิดอะไรอยู่ถึงไปหาเรื่องนางกัน!? หากตอนนั้นปฏิเสธฝานซิ่วไฉเสียตั้งแต่แรก ตั้งใจเรียนตามตารางที่นางให้มาอย่างเคร่งครัด ป่านนี้ก็คงได้อยู่สุขสบายไปนานแล้ว!
แม้ว่ารอบดวงตายังมีรอยคล้ำจากการอดนอน ดวงตาขาวยังมีเส้นเลือดแดงกระจายอยู่บ้าง แต่ประกายในตากลับสดใสเป็นพิเศษ
เขาลุกจากเตียง ใส่เสื้อผ้า จุดเชิงเทียนแล้วหยิบตำราออกมากางบนโต๊ะเล็ก ขณะนั้นเองเขาถึงได้สติ ตื่นเต็มตา
หลิวจี้ยกมือขึ้นกุมหน้าผาก ความขยันบัดซบของเขานี่?
แต่ไหนๆ ก็อุตส่าห์ตื่นขึ้นมาแล้ว เช่นนั้นก็ท่องตำราต่อเถอะ
ภายนอกหน้าต่างมืดสนิท หิมะเมื่อคืนหยุดตกไปตั้งแต่กลางดึก หิมะตกบางเบา พอลงถึงพื้นก็ละลายกลายเป็นน้ำหมดแล้ว แสงเทียนสะท้อนออกไปกระทบหยดน้ำเป็นแสงระยิบระยับเล็กๆ ท่ามกลางความมืด
ความหนาวเย็นพัดเข้ามา หลิวจี้พ่นลมหายใจออกมาเป็นไอขาว หนาวแทบขาดใจ
ถ่านที่ใส่ไว้เมื่อคืนยังเหลืออยู่นิดหน่อย เขารีบไปที่ห้องโถง หยิบถ่านมาเติมลงไป ใช้พัดกระดาษพัดให้ไฟลุกโชนขึ้นอีกครั้ง จากนั้นก็จุดเตาถ่านในห้องโถง เติมน้ำเต็มกามาตั้งไฟไว้
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จ หลิวจี้ก็กลับเข้าห้อง นั่งข้างเตาถ่านพลางท่องตำราเบาๆ
ท่องไปได้สองประโยคก็รู้สึกว่ามันไม่เข้าถึงจิตใจจึงหยิบผ้าคาดผมจากห่อของออกมาผูกไว้ ได้รับพลังจาก ‘ดาวเหวินฉวี่คุ้มครองข้า’ บันดาลพรให้รู้แจ้งขึ้นมาทันที
จนกระทั่งขอบฟ้าเริ่มมีแสงแรกของวัน เขาจึงวางตำราลง เดินเข้าครัว จุดไฟในเตา เตรียมอาหารเช้าสำหรับทุกคนในบ้าน
ระหว่างที่ของในหม้อยังไม่เดือด เขาก็คว้าถังน้ำออกไป ตักน้ำกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่าจนกระทั่งโอ่งน้ำเต็ม
ต้าหลางตื่นขึ้นมาออกกำลังกายตอนเช้า พอเห็นแสงไฟในครัวและห้องโถงก็รู้สึกแปลกใจ จึงเดินเข้าไปดู ภายในห้องโถง เตาถ่านเผาไฟจนอบอุ่น บนโต๊ะมีน้ำร้อนที่เพิ่งต้มเสร็จใหม่ๆ วางอยู่
“ต้าหลาง ล้างหน้าบ้วนปากใช้น้ำอุ่นบนโต๊ะ ฟันจะได้ไม่เย็นเกินไป” หลิวจี้ที่อยู่ในครัวกำชับเสียงเบา
เอ้อร์หลางกระโดดออกมาจากห้อง แต่หลิวจี้รีบทำเสียงชู่วทันทีแล้วชี้ไปทางห้องนอนใหญ่ “อย่าส่งเสียงดัง รบกวนการนอนของแม่เลี้ยงเจ้า”
พี่น้องทั้งสองเงยหน้ามองท้องฟ้าพร้อมกัน วันนี้พระอาทิตย์ไม่ได้ขึ้นจากทิศตะวันตกแน่หรือ?