ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 241 การเอาใจใส่ที่น่าตาย
ตอนที่ 241 การเอาใจใส่ที่น่าตาย
………………..
ห้าแม่ลูกกลับมาถึงโรงเตี๊ยมได้จังหวะพอดี หลิวจี้เพิ่งทำอาหารเสร็จ ยกสำรับกับข้าวขึ้นโต๊ะเรียบร้อย
ทางห้องครัวนั้นพอถึงตอนเย็นก็จะยุ่งมาก ไม่มีที่ว่างเลย ดังนั้นเขาจึงต้องไปเตรียมอาหารไว้ก่อน
ช่วงนี้ราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอาหารแพงเป็นพิเศษ แม้ว่าจะไม่ได้ขึ้นราคาอย่างรวดเร็ว แต่ก็ทำให้รู้สึกเจ็บปวดใจเมื่อต้องจ่าย
ราคาข้าวขาวหนึ่งจินแพงกว่าเดิมถึงห้าเท่า ผักสดกำเล็กๆ ก็ขายด้วยราคาถึงยี่สิบสามสิบเหวิน แถมยังต้องแย่งกันซื้อ ต้องนั่งรอจนประตูเมืองเปิด เมื่อชาวนาจากหมู่บ้านรอบนอกขนผักเข้ามาก็ต้องรีบเข้าไปซื้อ
วันนี้หลิวจี้ไปไม่ทันจึงไม่มีผักสดสีเขียวบนโต๊ะอาหาร มีเพียงผักดองสองจานและข้าวต้มขาวหม้อใหญ่
เพิ่งโดนซ้อมมา ร่างกายยังปวดเมื่อยไม่หาย พอคิดถึงการสอบเคอจวี่ที่กำลังจะมาถึงแล้วยังต้องรอผลอีกครึ่งเดือน ยามนี้หลิวจี้ก็อยากจะกลับบ้านเป็นพิเศษ
ทว่าอารมณ์หดหู่นี้ก็หายวับไปทันทีที่ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของห้าแม่ลูกดังมาจากนอกประตูห้องพัก
“กลับมาแล้วหรือ วันนี้พวกเจ้าไปไหนกันมา ทำไมตอนกลางวันก็ไม่กลับมาเล่า ตอนกลางวันหิวหรือเปล่า กินอะไรมาหรือยัง”
ทันทีที่ฉินเหยาเดินเข้าประตูมา หลิวจี้ก็รีบเข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น ถามคำถามมากมายติดต่อกัน
นางเหลือบมองเขาด้วยความสงสัย “มีอะไรหรือ”
“ไม่มีอะไร” หลิวจี้ส่ายหน้ายิ้มๆ พลางผลักหีบหนังสือของสี่พี่น้องไปวางไว้ที่มุมห้อง จากนั้นหันกลับมาชี้ไปที่สำรับกับข้าวที่ยังร้อนอยู่บนโต๊ะแล้วกล่าวว่า “ล้างมือแล้วมากินข้าวกันเถอะ ออกไปข้างนอกทั้งวันคงหิวกันแล้วใช่ไหม”
ห้าแม่ลูกส่งเสียงตอบรับพร้อมกัน เดินไปที่อ่างล้างหน้า ล้างมือด้วยน้ำที่เสี่ยวเอ้อร์ของร้านเตรียมไว้ให้ล่วงหน้าแล้วกลับมานั่งที่โต๊ะ
เก้าอี้ยังคงไม่พอ หลิวจี้และต้าหลางยืนกิน ส่วนฉินเหยาและเด็กเล็กอีกสามคนได้นั่งกิน
หลิวจี้ขยับไปมาระหว่างทุกคน เดี๋ยวก็เติมผักดองให้ฉินเหยา เดี๋ยวก็เช็ดน้ำข้าวที่หกเลอะเทอะให้คู่แฝด ทำเอาแม่ลูกทั้งหมดถึงกับมองเขาราวกับเห็นผี
หลิวจี้ลูบใบหน้าของตนเองเบาๆ พลางเอ่ยถามอย่างงุนงงว่า “เป็นอะไรกัน มองข้าแบบนี้ทำไม”
เอ้อร์หลางถามตรงๆ ว่า “ท่านพ่อ ท่านไปทำอะไรไม่ดีมาหรือเปล่า”
“ไม่ได้ทำ!” หลิวจี้ตะโกนเสียงดัง รีบหันไปอธิบายให้ฉินเหยาฟัง “ข้าถูกใส่ร้าย ข้าอ่านหนังสืออยู่ในห้องพักทั้งวัน ตอนบ่ายก็ออกไปทำอาหารที่ครัวแค่ครึ่งชั่วยาม แล้วพวกเจ้าก็กลับมาแล้ว ข้าจะเอาเวลาไหนไปก่อเรื่องได้เล่า แล้วจะไปทำเรื่องไม่ดีได้อย่างไรกัน!”
“แล้วเจ้าเอาใจใส่พวกเรามากขนาดนี้ทำไม” ฉินเหยามองเขาด้วยความสงสัย
เมื่อวานเพิ่งโดนซ้อม วันนี้กลับดีกับนางขนาดนี้ เป็นพวกชอบถูกทำร้ายหรือ
หลิวจี้เบิกตากว้าง “ข้าเอาใจใส่ไม่ดีหรือ นี่พวกเจ้าออกไปทั้งวันเพิ่งกลับมา ข้าคิดถึงพวกเจ้า อยากจะดีกับพวกเจ้าหน่อยไม่ได้หรือ”
ฉินเหยาขนลุกซู่ สะบัดไหล่แล้วมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อยืนยันว่าสีหน้าของเขาไม่มีพิรุธแม้แต่น้อยจึงค่อยพยักหน้าอย่างเรียบเฉย “รู้แล้ว กินข้าวต่อเถอะ”
หลิวจี้ฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ จากนั้นก็ใช้หัวตะเกียบเคาะศีรษะเอ้อร์หลางเบาๆ สองครั้ง “เจ้าหนู กินข้าวดีๆ” อย่าพูดจาเหลวไหล!
เอ้อร์หลางแอบทำหน้าทะเล้น ล้อเลียนจนคู่แฝดอดหัวเราะไม่ได้
มื้อนั้นกินกันอย่างครึกครื้น ครั้นเสร็จสิ้น หลิวจี้ก็ลากตัวเอ้อร์หลางไป สองพ่อลูกช่วยกันยกจานชามไปเก็บในครัว
การพักในโรงเตี๊ยมก็มีข้อดีหลายอย่าง ไม่ต้องล้างหม้อไห จานชามสกปรกโยนลงในอ่างล้างจานในครัวก็จะมีคนมาล้างให้
ออกไปตั้งแผงขายของทำการตลาดมาทั้งวัน ตอนนี้ทานอาหารเสร็จ เด็กทั้งสี่ก็ง่วงจนหาวหวอด เตรียมตัวล้างหน้าเข้านอน
เมื่อหลิวจี้กับเอ้อร์หลางกลับมาแล้วปิดประตูห้อง กางที่นอนบนพื้น ครอบครัวหกคนก็เข้านอนแต่หัวค่ำ
ทว่าหลิวจี้นอนพลิกไปพลิกมาอยู่พักใหญ่ก็ยังไม่อาจข่มตาหลับได้ จึงหันหน้าเข้าหาเตียงแล้วเอ่ยถามฉินเหยาเสียงเบาว่าตอนกลางวันไปทำอะไรมา
“ปฏิบัติการทางสังคม” ฉินเหยากล่าวอย่างขอไปที
หลิวจี้เพิ่งจะล้วงความจริงจากเอ้อร์หลางมาได้ เมื่อได้ยินคำตอบนี้ก็แอบกลอกตาในความมืดโดยไม่ให้ฉินเหยาเห็น
โชคดีที่ในห้องมืดสนิท มิเช่นนั้นคงถูกฉินเหยาสั่งสอนด้วยกำปั้นเป็นแน่แท้
“หมู่บ้านตระกูลหลิวอยู่ห่างจากเมืองหลวงของมณฑลออกปานนี้ ใครกันจะดั้นด้นมาซื้อหีบหนังสือจากหมู่บ้านเราเล่า” หลิวจี้เอ่ยถามเสียงอ่อน
ฉินเหยาลูบใบหน้าอันนุ่มนิ่มของซื่อเหนียงที่แนบอยู่ในอ้อมอกแล้วตอบเสียงเบาว่า “ตราบใดที่ยังมีกำไร เส้นทางแค่นี้จะนับเป็นอะไร”
“ได้ยินมาว่าเจ้าคิดจะทำการจัดกลุ่มร่วมซื้อหรือ แถมยังจะส่งของให้ถึงบ้านด้วย”
ฉินเหยามองไปยังเงาดำที่พื้น “เจ้ารู้มากทีเดียวนะ”
ทว่าสิ่งที่หลิวจี้สนใจไม่ใช่การค้าของนาง หากแต่เป็นจำนวนเงินที่นางทำกำไรได้ และผลประโยชน์ที่เขาจะได้รับจากตรงนั้นต่างหาก
ดังนั้น นางจะบอกเขาไปเพื่ออันใดเล่า
บุรุษน่ะ ควรตั้งใจอ่านหนังสือ เข้าสอบให้ได้ยศถาบรรดาศักดิ์ หาใช่กังวลเรื่องเงินทองภายในเรือนไม่
“ข้าบอกเจ้าแล้ว หน้าที่ของเจ้าคือตั้งใจอ่านหนังสือแล้วสอบผ่านจนได้ตำแหน่งขุนนาง ส่วนเรื่องกินเรื่องใช้ ข้าย่อมไม่ให้เจ้าต้องขาดตกบกพร่อง เรื่องจุกจิกเหล่านี้เจ้าไม่ต้องกังวล มีข้าดูแลอยู่” ฉินเหยากล่าวด้วยรอยยิ้มบางๆ น้ำเสียงเอาใจใส่ราวกับว่าเจ้ามีหน้าที่เพียงอ่านหนังสือกับมีความสุขก็พอแล้ว
หลิวจี้ลอบทุบผ้าห่มเบาๆ การเอาใจใส่ที่น่าตายนี่ ใครอยากได้ก็เอาไปเถอะ
ทว่าก็รู้ว่าถ้าถามต่อไปคงโดนวางยาจนพูดไม่ได้ หลิวจี้จึงแสร้งถอนใจออกมา ก่อนกล่าวอย่างห่วงใยว่า
“เมียจ๋า เจ้าลำบากแล้ว เป็นแค่สตรีอ่อนแอคนหนึ่งยังต้องดูแลครอบครัวใหญ่ขนาดนี้ สามีรู้สึกผิดจริงๆ ที่ไม่สามารถช่วยแบ่งเบาความเหนื่อยยากของเจ้าได้”
ฉินเหยากล่าวว่า “ข้าไม่รู้สึกเหนื่อย นอนเถอะ ข้าง่วงแล้ว”
“…ถ้าเช่นนั้นก็ฝันดี” หลิวจี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงเค้นคำพูดสามคำนี้ออกมาจากไรฟัน
นอนแต่หัวค่ำก็ตื่นแต่เช้าตรู่
ฉินเหยาอยู่เป็นเพื่อนเด็กๆ อ่านหนังสือตอนเช้าและฝึกวรยุทธ์พื้นฐานของต้าหลางจนเสร็จ ทานอาหารเช้าง่ายๆ ที่หลิวจี้ทำให้ เสร็จแล้วห้าแม่ลูกก็พกหีบหนังสือและกล่องเครื่องเขียนออกไปตั้งแผงขายของอีกครั้ง
อีกไม่กี่วันก็จะสอบเคอจวี่ หลิวจี้จึงต้องอยู่ในห้องพักอ่านหนังสือ จะหาเหตุผลตามออกไปดูว่าฉินเหยาขายของอย่างไรก็หาไม่ได้จริงๆ
หลิวลี่ไม่ได้คิดจะออกไปไหน ก่อนสอบเขาต้องทำจิตใจให้สงบ แถมยังมีตัวแทนที่จะมาติดต่อเรื่องเอกสารต่างๆ อีกจึงวุ่นวายไม่น้อย
อาจเป็นเพราะใกล้สอบเคอจวี่ วันนี้บัณฑิตบนท้องถนนจึงน้อยกว่าเมื่อวานเล็กน้อย แต่ผลของการประชาสัมพันธ์ก็ยังดี บรรดาผู้ปกครองของบัณฑิตหลายคนต่างก็สนใจหีบหนังสือพลังเซียนมาก และมีความต้องการที่จะซื้อด้วย
เพียงแต่ข้อเสนอการสั่งซื้อแบบกลุ่มตั้งแต่ห้าสิบชิ้นขึ้นไปของฉินเหยา คนทั่วไปรู้สึกว่ายุ่งยาก จึงได้แต่เก็บความกระตือรือร้นของตนเองไว้
ครอบครัวที่มีญาติอยู่ที่อำเภอไคหยางก็คิดจะเขียนจดหมายฝากให้ญาติช่วยซื้อ ซึ่งก็เป็นวิธีที่ดีในการลดต้นทุน
วันนี้จำนวนลูกค้าเป้าหมายลดลง ห้าแม่ลูกจึงเก็บแผงลอยกลับโรงเตี๊ยมตั้งแต่ช่วงบ่ายแก่ๆ
ในช่วงนั้น ต้าหลางรับจ้างเขียนจดหมายสองฉบับ เก็บค่าเขียนสองเหวินต่อสิบตัวอักษร ได้ค่าพู่กันและหมึกมาหกเหวิน
ชาวบ้านต้องการความคุ้มค่า ไม่ได้คาดหวังลายมือของต้าหลางมากนัก ลูกค้าที่ได้รับจดหมายไปก็พอใจกันทุกคน
เพราะหาเงินได้ สี่พี่น้องจึงปรึกษากันว่าจะมาอีกในภายหลัง
ฉินเหยาเห็นพวกเขาสนุกสนานก็อดไม่ได้ที่จะเตือนว่า “ค่าแผงวันละสามเหวินนะ”
แม้ว่าวันนี้จะเป็นนางที่จ่ายค่าแผง แต่ก็ไม่สามารถลืมต้นทุนนี้ได้
ซานหลางและซื่อเหนียงถอนหายใจทันที “หาเงินช่างยากเย็นยิ่งนัก”