ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 246 เจ้าเก่งกาจยิ่งนัก
เจี่ยงเหวินหัวเราะ “นับถือๆ ไม่คาดคิดว่าฉินเหนียงจื่อจะคิดได้รอบคอบถึงเพียงนี้”
“อย่าเอาแต่กล่าวคำนับถือเลย สิ่งที่ข้าพูดไป ห้างการค้าของท่านทำได้หรือไม่” ฉินเหยายิ้มถาม
เจี่ยงเหวินผงกศีรษะ ข้อนี้ก็ไม่มีปัญหา แต่เขายังต้องการเพิ่มเงื่อนไขอีกข้อหนึ่ง
“หากถึงกำหนดเวลา พวกท่านส่งมอบสินค้าได้ไม่ครบตามจำนวน ไม่เพียงแต่สัญญาจะสิ้นสุดลง ยังต้องคืนเงินมัดจำทั้งหมดด้วย”
ฉินเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก นี่ต่างอันใดกับการพนันขันต่อ? เหมือนกันราวกับแกะ!
แต่หากลองเปลี่ยนมุมมอง ความเสี่ยงของห้างการค้าฟู่หลงที่ต้องจ่ายเงินมัดจำห้าส่วนในคราวเดียวก็มิใช่น้อยเช่นกัน
คิดอยู่ครู่หนึ่ง ฉินเหยาก็พยักหน้าด้วยสีหน้าขมขื่น “ได้ แต่รายการสั่งซื้อชุดนี้ต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นชิ้น!”
ครานี้เปลี่ยนเป็นเจี่ยงเหวินที่สูดหายใจเข้าลึกบ้าง ล้วนเป็นคนอำมหิตกันทั้งสิ้น อำมหิตทั้งต่อผู้อื่น ยิ่งอำมหิตต่อตนเอง!
หนึ่งหมื่นชิ้น เขากับผู้ดูแลใหญ่ยังคงลังเล กลัวว่าโรงงานเล็กๆ ของนางจะผลิตไม่ทัน
ใครจะคิดว่าอีกฝ่ายจะไม่เผื่อทางหนีทีไล่ให้ตัวเองแม้แต่น้อย เลือกจำนวนสูงสุดตรงๆ
“ได้! ฉินเหนียงจื่อช่างตรงไปตรงมา!” เจี่ยงเหวินก็ตัดสินใจจะเสี่ยงเช่นกัน ประสานมือถามอย่างเกรงใจ “เช่นนั้นพวกเรามาลงมือร่างสัญญาเดี๋ยวนี้เลยดีหรือไม่”
ฉินเหยาผงกศีรษะ เจี่ยงเหวินออกไปเรียกคนทันที ฉินเหยาก็ลุกขึ้นกลับไปยังลานหลังบ้านเพื่อตามคนเช่นกัน
“หา? ให้ข้าไปเขียนสัญญาหรือ”
หลิวลี่ที่ถูกเรียกออกมาจากห้องพักตกใจอย่างยิ่ง
นี่มีทั้งหีบหนังสือหนึ่งหมื่นใบ ทั้งเงินหลายพันตำลึง เขาทำความเข้าใจแทบไม่ทันแล้ว
หลิวจี้ได้ยินความเคลื่อนไหวก็รีบดันเด็กน้อยขี้สงสัยทั้งสี่กลับเข้าห้อง ตนเองวิ่งมา ถามอย่างตื่นเต้นว่า “เมียจ๋า เจรจาสำเร็จแล้วหรือ”
ฉินเหยาพยักหน้าส่งๆ แล้วกล่าวกับหลิวลี่ต่อ “เจ้ารู้กฎหมาย ดังนั้นจึงขอให้เจ้าช่วยดูทีว่าข้อตกลงมีช่องโหว่หรือมีส่วนใดไม่สอดคล้องกับกฎหมายหรือไม่ มีคนจากห้างการค้าฝ่ายนั้นเป็นผู้เขียน เจ้าไม่ต้องลงมือเขียนเอง”
เช่นนี้นี่เอง…หลิวลี่ถอนหายใจอย่างโล่งอก เช่นนั้นก็ไม่ตื่นตระหนกแล้ว
“เมียจ๋า เมียจ๋า!” เพราะทนไม่ได้ที่ตนเองถูกมองข้าม หลิวจี้จึงรีบร้องเรียกสองครา เสนอตัวเอง “ข้าทำได้นะ เมียจ๋า ข้าก็ช่วยเจ้าได้ พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนี่ เหตุใดต้องใช้คนนอกด้วย”
หลิวลี่กลับไม่โกรธที่เขากล่าวเช่นนั้น ถามเขากลับ “เจ้าหลิวสาม เจ้ารู้จักกฎหมายแคว้นเซิ่งหรือไม่”
ฉินเหยาก็กลอกตาใส่หลิวจี้คราหนึ่ง ในใจคิดว่าหากเจ้าพึ่งพาได้สักหน่อย ข้ายังต้องไปร้องขอผู้อื่นอีกหรือ
หลิวจี้ “…”
รู้จักกฎหมายแคว้นเซิ่งแล้วเจ้าวิเศษมากนักหรือ!
“ไปกันเถิด” ฉินเหยายิ้มบางๆ ให้หลิวลี่ เชิญเขาไปยังโถงใหญ่
สำรับอาหารถูกจัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว กินตอนยังร้อนๆ ย่อมอร่อยกว่า
หันไปทางหลิวจี้ที่ถูกพูดจนจุกอกก็เชิดคางขึ้นเล็กน้อย “เจ้าก็ตามมาเรียนรู้ไว้บ้างเถิด”
อย่างไรเสียก็เป็นครอบครัวเดียวกัน เรื่องเช่นนี้ภายหน้ายังมีอีกมาก ฝึกฝนไว้ให้ดี วันหน้าใช้งานก็จะได้สะดวก
หลิวจี้พลันยิ้มหน้าบาน ยังแค่นเสียงใส่หลิวลี่อย่างได้ใจ คนนอกอย่างไรก็คือคนนอก
หลิวลี่รู้สึกว่าเขาช่างไร้เดียงสานัก เดิมตัวเขาเองก็เป็นคนนอกอยู่แล้ว มีเรื่องอันใดให้เขาได้ใจกัน?
ขี้เกียจจะสนใจหลิวจี้ที่กำลังทำตัวบ้าๆ บอๆ หลิวลี่สอบถามรายละเอียดการร่างสัญญาจากฉินเหยาอย่างละเอียด รวมถึงความต้องการของฉินเหยาว่าคือสิ่งใด เพื่อสะดวกแก่เขาในการตรวจสอบหาข้อบกพร่องและเติมเต็มส่วนที่ขาด
ทั้งสามคนกลับมานั่งที่โถงใหญ่ครู่หนึ่ง หลังจากปรึกษาหารือรายละเอียดกันจนชัดเจนแล้ว เจี่ยงเหวินก็นำคนของห้างการค้ามาถึงพอดี
เขาพาคนมาสองคน คนหนึ่งถือลูกคิดและหีบเงิน อีกคนถือพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึก ล้วนเป็นผู้มีประสบการณ์โชกโชน พอนั่งลง ยังไม่ทันได้กินข้าวก็เริ่มคำนวณแล้ว
เจี่ยงเหวินเอ่ยขึ้นคราหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายแนะนำตัวกันรอบหนึ่ง กินข้าวอิ่มแล้วจึงเริ่มร่างสัญญา
เจี่ยงเหวินเป็นผู้อ่าน ผู้เขียนก็เขียน เสมียนบัญชีก็คิดคำนวณอยู่ข้างๆ
ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็ร่างสัญญาฉบับร่างเสร็จ ยื่นให้ทางฉินเหยาตรวจดู
ฉินเหยาดูหนึ่งรอบก่อน หลิวลี่ก็รับไปดูต่อ สุดท้ายจึงถึงมือหลิวจี้…อ่านแล้วตาลายพร่ามัวไปหมดจริงๆ
เดิมทีหลิวจี้คิดจะยอมแพ้ แต่พอหันกลับไปเห็นสายตาเคลือบแคลงของหลิวลี่ที่ราวกับจะถามว่า ‘เจ้าอ่านเข้าใจหรือไม่’ ก็ถูกกระตุ้นในทันที เขาตั้งสติแล้วอ่านสัญญาฉบับร่างนั้นอย่างเชื่องช้าแต่ละเอียดรอบคอบ
ฉินเหยามิได้รีบร้อน ปล่อยให้เขาดูไป ยิ่งดูช้ายิ่งดี เพื่อให้ทางห้างการค้าเข้าใจผิดคิดว่านางหาคนที่เชี่ยวชาญอย่างยิ่งมาถึงสองคน จะได้ไม่กล้าหลอกลวงนาง
ทางด้านเจี่ยงเหวินและอีกสองคนรอจนร้อนใจ ถามแล้วถามอีกถึงสามครั้งว่าดูเสร็จแล้วหรือยัง หลิวจี้ก็ไม่สนใจ ก้มหน้าก้มตาอ่านของตนเองต่อ ไม่ยอมพลาดแม้แต่ตัวอักษรเดียว
แคว้นเซิ่งไม่มีเครื่องหมายวรรคตอน ตัวอักษรล้วนเขียนติดกันแน่นขนัด ผู้ที่ใส่ใจจะเว้นวรรคเพื่อแบ่งประโยค ส่วนคนเกียจคร้านก็จะเขียนติดกันไปหมด เป็นการทดสอบความอดทนและระดับความรู้ของผู้คนอย่างยิ่ง
นี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมชาวบ้านธรรมดาสามัญจึงมักไม่กล้าทำการค้า การไม่รู้หนังสือก็ยากลำบากพอแล้ว หากเจอพ่อค้าเจ้าเล่ห์เข้าอีก ผู้ที่ถูกหลอกจนต้องขายบุตร สิ้นเนื้อประดาตัวก็มีอยู่ไม่น้อย
ด้วยเหตุนี้เอง ผู้คนที่ทุกคนไว้วางใจที่สุดจึงเป็นญาติร่วมสายเลือด เครือญาติในตระกูลก็จะรวมกลุ่มกัน ร่วมกันต่อต้านคนภายนอก
การที่หลิวลี่และหลิวจี้ไม่ลงรอยกันเป็นเรื่องส่วนตัว เมื่อเผชิญหน้ากับห้างการค้า พวกเขาก็คือญาติร่วมสายเลือดตระกูลเดียวกัน ความใกล้ชิดสนิทสนมเห็นได้ชัดเจนในทันที
“พี่สามอ่านหนังสือช้าไปบ้าง แต่เป็นคนละเอียดรอบคอบ ถือโอกาสช่วยห้างการค้าดูว่ามีข้อผิดพลาดตกหล่นหรือไม่ พวกเราทำการค้าร่วมกัน ต่อไปก็จะเปรียบเสมือนครอบครัวเดียวกัน ดูให้ละเอียดหน่อย ย่อมดีต่อทางห้างการค้าเช่นกัน”
เมื่อหลิวจี้ถูกเร่งรัด หลิวลี่ก็แก้ต่างให้เขาอย่างเป็นธรรมชาติ ผู้ที่ไม่รู้คงคิดว่าเขากับหลิวจี้สนิทสนมกันมาก
ฉินเหยาเหลือบมองเล็กน้อย มองดูท่าทางจริงจังของหลิวลี่ ในใจก็คิด ที่แท้เจ้าก็เป็นหลิวลี่แบบนี้นี่เอง
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาล้อเลียนของฉินเหยา หลิวลี่ก็กะพริบตาถี่ๆ อย่างรู้สึกกระอักกระอ่วน ชายหนุ่มไม่ได้มีความหน้าหนาเท่าหลิวจี้ เมื่อโป้ปดจึงรู้สึกอึดอัด
ในที่สุดหลิวจี้ก็อ่านสัญญาฉบับร่างจนจบ เขาวางมันลงอย่างเชื่องช้าเป็นระเบียบ จากนั้นพยักหน้าให้ฉินเหยา ไม่ได้เอ่ยคำใด วางท่าได้เก่งยิ่งนัก
หลิวลี่จึงเอ่ยปาก ชี้แจงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่มีปัญหาอยู่หนึ่งหรือสองแห่ง หลังจากทั้งสองฝ่ายยืนยันว่าถูกต้องไม่มีข้อผิดพลาดแล้ว จึงลงนามในสัญญาอย่างเป็นทางการ จากนั้นฉินเหยาและเจี่ยงเหวินก็เดินทางไปยังที่ว่าการของเมืองหลวงของมณฑลด้วยตนเอง ใช้เงินไปห้าตำลึงเพื่อขึ้นทะเบียนสัญญานี้
การค้าทั่วไปไม่จำเป็นต้องทำขั้นตอนนี้ และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องการสิ้นเปลืองเงินห้าตำลึงเป็นสินน้ำใจนี้ แต่ห้างการค้าก็คือห้างการค้า ต่อให้เป็นการค้าเล็กน้อยเพียงใดก็ต้องทำสิ่งที่ควรทำให้ครบถ้วน เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย
สัญญาและเอกสารรับรองถูกทำขึ้นสองฉบับ ซึ่งก็สะดวกแก่ฉินเหยาเมื่อถึงเวลาที่จะนำไปขึ้นทะเบียนที่ว่าการอำเภอไคหยาง ดำเนินการตามขั้นตอนทางการ
เมื่อจัดการขั้นตอนต่างๆ เสร็จสิ้นแล้ว ฟ้าก็มืดค่ำแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างปฏิเสธที่จะนัดกินข้าว ต่างแยกย้ายกันไปเตรียมการของตนอย่างเร่งรีบ
มองส่งกลุ่มของเจี่ยงเหวินจากไปไกล ฉินเหยาก้มมองหีบไม้ใบเล็กในมือ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย “ตอนนี้พวกเราก็เป็นผู้ที่ต้องเสียภาษีการค้าแล้วนะ”
เมื่อหลิวลี่เสร็จธุระก็กลับเข้าห้องไปทบทวนตำราต่อ ขณะนี้มีเพียงหลิวจี้ที่ยังยืนอยู่ข้างหลังฉินเหยา พอได้ยินดังนั้นก็ยิ้มหน้าบาน ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะเกาะขาทองคำที่อยู่ตรงหน้านี้ไว้ให้แน่นไม่ยอมปล่อยมือ
เสี่ยวเอ้อร์ของร้านเดินมาเพื่อคิดบัญชี เขากล่าวแสดงความยินดีก่อนแล้วจึงยื่นใบค่าอาหารมาให้
อาหารมื้อกลางวันมื้อนั้น ใช้เงินไปถึงสิบสองตำลึง
“สิบสองตำลึง?” หลิวจี้กระทืบเท้า ชี้หน้าด่าเสี่ยวเอ้อร์ของร้าน “อาหารอันใดกันต้องใช้เงินมากมายเพียงนี้? ปล้นกันหรือไร!”
เสี่ยวเอ้อร์ของร้านมองออกนานแล้วว่าครอบครัวนี้ แท้จริงแล้วผู้ใดเป็นผู้ตัดสินใจ จึงไม่ถือสาเขา เพียงยิ้มมองไปทางฉินเหยา
ฉินเหยาบอกให้เสี่ยวเอ้อร์ของร้านตามตนเองกลับไปเอาเงินที่ห้อง