ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 252 ประกาศผลสอบแล้ว
หนึ่ง สามารถสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านที่มีรถม้า
สอง ต่อไปหีบหนังสือพลังเซียนยังต้องให้โรงงานของพวกนางส่งไปที่ท่าเรือเพื่อมอบให้ห้างการค้าฟู่หลงเอง
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ การฝึกฝนขบวนรถขนส่งนี้ไว้ล่วงหน้า ย่อมทำให้ต้นทุนและความปลอดภัยในภายหลังมีหลักประกันมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีความสะดวกสบายอีกมากมาย ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าดี
ฉินเหยาตบโต๊ะ “ตกลงตามนี้!”
เถ้าแก่ฟางงงไปเลย ยังทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ
หลังจากยืนยันกับฉินเหยาซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่านางต้องการจัดตั้งขบวนรถขนส่งรับผิดชอบเรื่องการขนส่งเอง เถ้าแก่ฟางก็ตกลงตามข้อเสนอของฉินเหยาด้วยสีหน้าที่ยากจะบรรยาย
เพราะสำหรับร้านค้าไม้ของเขาแล้ว นี่ก็ช่วยลดความยุ่งยากไปได้เช่นกัน
เพียงแต่ในใจมักจะรู้สึกไม่ถูกต้องอยู่ตลอด รู้สึกเหมือนว่าผลประโยชน์ทั้งหมดถูกฉินเหยาฉกเอาไปหมดแล้ว แปลกๆ ชอบกล
เมื่อตกลงเรื่องต่างๆ กันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ช่วงบ่าย ฉินเหยาก็ตามเถ้าแก่ฟางไปยังโกดังของพวกเขานอกเมืองเพื่อตรวจสอบคุณภาพไม้ หลังจากทั้งสองฝ่ายยืนยันว่าไม่มีปัญหาก็ลงนามในสัญญา ไปทำเอกสารรับรองที่ทางการ ทำตามขั้นตอนที่ควรจะทำจนครบถ้วน
สุดท้ายก็คือการจ่ายเงินมัดจำและจัดหาคนรอรับของ
ผ่านไปอีกสองวัน ฉินเหยาได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากหมู่บ้านตระกูลหลิวซึ่งส่งมาโดยคนของสำนักคุ้มภัย
ในจดหมายเป็นลายมือของผู้ใหญ่บ้าน เนื้อความบอกเล่าโดยช่างไม้หลิว ช่วงต้นส่วนใหญ่เป็นการแสดงความตื่นเต้นของเขาต่อการค้าที่ขนาดใหญ่นี้
จากนั้นก็แจ้งให้ฉินเหยาทราบว่าทางเขาได้รับเงินที่นางส่งมาแล้ว ในขณะที่นางได้รับจดหมายฉบับนี้ ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวก็กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการขยายโรงงาน
ในจดหมายที่ฉินเหยาส่งไปมีแบบร่างแผนการก่อสร้างโรงงานแนบไปด้วย ช่างไม้หลิวกล่าวว่าเขาและแกนนำโรงงานอย่างอวิ๋นเหนียง หลิวฉี ซุ่นจื่อ หลิวไป่ และคนอื่นๆ จะร่วมกันวิเคราะห์ตามสภาพพื้นที่จริงในหมู่บ้าน เพื่อนำแบบแปลนของนางไปปฏิบัติ
และกำชับให้ฉินเหยาซึ่งอยู่ที่เมืองหลวงของมณฑลวางใจได้ เขาจะทำหน้าที่รับมอบไม้และจัดซื้อเครื่องมือการผลิตอย่างเต็มที่
สุดท้ายเป็นข้อความที่ผู้ใหญ่บ้านเขียน ขอบคุณฉินเหยาที่นำโอกาสเช่นนี้มาสู่หมู่บ้านตระกูลหลิว เขาจะกำกับดูแลให้ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านร่วมมือกันอย่างแข็งขัน ทุกคนจะร่วมกันสร้างความมั่งคั่ง ก้าวไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น
บอกฉินเหยาไม่ต้องกังวล ถึงตอนนั้นเขาจะไปที่ทางการเพื่อดำเนินเรื่องขอเปิดโรงงานเป็นเพื่อนนาง ทุกอย่างรอเพียงนางกลับถึงหมู่บ้าน
ในช่วงสุดท้าย มีตัวอักษรโย้เย้บิดเบี้ยวอยู่บรรทัดหนึ่ง
‘ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง ซื่อเหนียง เอาของอร่อยมาฝากข้ากับจินฮวาและต้าเหมาด้วยนะ ทางฝั่งของท่านอาจารย์ ข้าไม่ได้พูดอะไรไปเลยสักคำ’
ลงชื่อด้วยตัวอักษรใหญ่สามตัว ‘หลิวจินเป่า’
มุมปากของฉินเหยากระตุกยิก “หลิวจินเป่า เจ้าเด็กคนนี้นี่ช่างเจ้าเล่ห์จริงๆ”
จากนั้นก็ยื่นจดหมายให้พวกต้าหลางสี่พี่น้องดู
เอ้อร์หลางแค่นเสียงหึทันที “ข่มขู่ นี่มันข่มขู่พวกเราอย่างโจ่งแจ้งเลย!”
ซื่อเหนียงค้นถุงผ้าเล็กๆ ที่พกติดตัว “แต่ข้าซื้อของเล่นเล็กๆ น้อยๆ ที่จะให้พี่จินฮวากับต้าเหมาแล้วนี่นา”
ต้าหลางลูบหัวเล็กๆ ของน้องสาว “ไม่เป็นไร ให้เอ้อร์หลางซื้อขนมเพิ่มอีกหน่อยก็พอ มีทั้งของกินของเล่น จะไม่ดีใจได้อย่างไร”
ซานหลางหัวเราะแหะๆ “พี่รอง ข้าก็อยากได้ของอร่อยด้วย!”
เอ้อร์หลางเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “หลายวันนี้กินดื่มไปทั่ว เจ้าเป็นหมูหรือยังไงยังกินไม่พออีกหรือ”
“ไม่…” ซานหลางเอาปลายนิ้วมาจิ้มกัน มองเอ้อร์หลางตาแป๋วแล้วพูดอ้อมแอ้มว่า “ข้าเป็นหมู”
เอ้อร์หลางเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาแล้ว เขาแหงนหน้ามองฟ้ากลั้นไว้อยู่ครู่หนึ่ง จึงตอบอย่างเสียไม่ได้ว่า “ได้ เอาเงินค่าขนมของเจ้าไปใช้ให้หมด ถึงตอนนั้นเจ้าอย่ามาร้องไห้ถามข้าว่าทำไมซื้อของอร่อยให้คนอื่นไม่ซื้อให้เจ้าแล้วเล่า”
ซานหลางได้ยินแค่ประโยคแรกก็ยิ้มหน้าบานพุ่งเข้ามากอดพี่รองทันทีเพื่อแสดงความดีใจของตน
เอ้อร์หลางหลบออกอย่างรังเกียจ พอเห็นซานหลางยังจะพุ่งเข้ามาอีกก็รีบวิ่งหนีไป
ซานหลางคิดว่าพี่ชายกำลังเล่นกับตนอยู่ก็วิ่งไล่ตามไปอย่างมีความสุข ต้าหลางกับซื่อเหนียงยืนเป็นเสาให้ทั้งสองวิ่งวนรอบ
ในห้องพลันกลายเป็นฉากที่กลุ่มคนวิ่งไล่กันไปมา เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้น คึกคักเป็นอย่างยิ่ง
หลิวลี่บังเอิญเดินผ่านหน้าประตู พอเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ทักทายสักคำก็รีบเผ่นหนีไป วิ่งเร็วยิ่งกว่ากระต่ายเสียอีก
หลิวจี้เย็บถุงผ้าสำหรับใส่เสบียงแห้งอย่างคล่องแคล่วไปพลาง ตอบอย่างสมน้ำหน้าไปพลางว่า “บางทีอาจจะกลัวการเลี้ยงเด็กไปแล้วกระมัง”
เพราะหลายวันนี้ที่ออกไปข้างนอก เขาก็พาหลิวลี่กับต้าจ้วงไปด้วยตลอด เพื่อให้พวกเขาได้สัมผัสกับ ‘ความสุข’ ของการมีลูกสี่คน
ฉินเหยาเลิกคิ้ว น่าสนใจนิดหน่อยแฮะ
นางก้มหน้าลง เขียนแผนการสร้างโรงงานเครื่องเขียนหมู่บ้านตระกูลหลิวต่อไป ความเคยชินกลายเป็นนิสัยไปแล้ว สมองประมวลผลเสียงดังจอแจด้านหลังให้กลายเป็นเสียงประกอบฉากที่ไม่เข้าหูไปโดยอัตโนมัติ
……
ในวันที่อากาศร้อนที่สุดของเมืองหลวงของมณฑล ผลสอบก็ถูกประกาศออกมา
หลิวจี้ตื่นเต้นเสียจนคืนก่อนหน้านี้แทบไม่ได้นอน พอถึงวันประกาศผลสอบ ก็แบกขอบตาดำคล้ำวิ่งตรงไปยังปากทางเข้าที่ว่าการอำเภอ
พวกต้าหลางสี่พี่น้องวิ่งตามหลังท่านพ่อของพวกเขาไปตลอดทางจนถึงจวนที่ว่าการมณฑลอย่างบ้าคลั่ง
มีเพียงฉินเหยาที่อยู่ด้านหลังเพียงลำพัง กินซาลาเปาเนื้ออบร้อนๆ ที่เพิ่งออกจากเตา เดินทอดน่องไปอย่างสบายอารมณ์
เพราะหลิวจี้ไม่มีทางสอบผ่านได้อย่างแน่นอน เว้นเสียแต่ว่าผู้ตรวจข้อสอบจะตาบอด
หลิวลี่และต้าจ้วงมาถึงเร็วกว่านั้น พวกเขาเบียดเสียดจนไปอยู่แถวหน้าสุดได้สำเร็จ รอเพียงทางการประกาศผล เงยหน้าขึ้นก็จะสามารถมองเห็นรายชื่อได้ทันที
เมื่อเห็นครอบครัวของฉินเหยาทั้งหกคน ต้าจ้วงก็โบกมือให้พวกนางอย่างตื่นเต้น “ทางนี้ ทางนี้!”
พวกเขาช่วยจองที่ไว้ให้แล้ว
หลิวจี้พาเด็กๆ เบียดเสียดเข้าไป ยิ้มเจิดจ้าให้กับต้าจ้วง “ออกมาหรือยัง”
ต้าจ้วงส่ายหน้า “ยังเลย แต่ก็น่าจะใกล้แล้วล่ะ”
หลิวลี่ชะเง้อมองไปทางประตูที่ว่าการอำเภอ เห็นเจ้าหน้าที่ถือป้ายรายชื่อ ถือถังกาวเดินเข้ามา ก็ตะโกนขึ้นอย่างตื่นเต้น
“มาแล้ว มาแล้ว มาแล้ว!”
ฉินเหยาปัดเศษแป้งในมือ เช็ดมือด้วยผ้าเช็ดหน้าอย่างใจเย็น ราวกับต้นไม้ที่หยั่งรากลึกในดิน ไม่ว่าคนรอบข้างจะผลักดันเบียดเสียดเพียงใดก็ยังคงนิ่งสงบดุจภูผา คุ้มครองให้เด็กทั้งสี่คนสามารถยืนรออยู่ใต้ป้ายประกาศนั้นได้อย่างปลอดภัย
หลิวจี้ก็ไม่ว่างเช่นกัน พอเห็นใครเบียดเข้ามาก็เอ็ดคนเหล่านั้นทันที บอกว่ามีเด็กอยู่ ถ้าเบียดจนเกิดเรื่องขึ้นมาต้องชดใช้ค่าเสียหายด้วย
ในเวลาอันสั้น ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นก็รู้ว่ามีครอบครัวหนึ่งที่ไม่น่ายั่วยุอย่างยิ่ง จึงต่างจงใจหลีกเลี่ยง
เจ้าหน้าที่ของทางการล้อมฝั่งที่จะติดประกาศผลสอบเอาไว้แล้ว รอจนสหายร่วมงานติดประกาศผลสอบเสร็จเรียบร้อย ถึงถอยออกไป
พอพวกเขาออกไป ฝูงชนก็กรูกันเข้ามาดูรายชื่อ
เพื่อไม่ให้สับสน ข้อมูลของผู้ที่สอบผ่านบนประกาศผลสอบนั้นจึงถูกเขียนไว้อย่างชัดเจนมาก มีทั้งภูมิลำเนา จำนวนคนในครอบครัว บิดามารดาคือใคร ภรรยาคือใคร เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดความเข้าใจผิดเนื่องจากชื่อและแซ่ซ้ำกัน
ซื่อเหนียงถูกหลิวจี้อุ้มขึ้นขี่คอ มือเล็กๆ ชี้ไปที่ชื่อบนป้ายทีละแถว ตอนแรกนางส่งเสียงร้องอย่างดีใจ จากนั้นก็ก้มหน้าถอนหายใจใส่ท่านพ่อเฮือกหนึ่ง
“เป็นท่านลุงลี่!” ต้าหลางก็เห็นชื่อในประกาศที่ขึ้นต้นด้วยอำเภอไคหยาง เมืองจินสือ หมู่บ้านตระกูลหลิวแล้ว
โดยสัญชาตญาณก็เหมือนกับซื่อเหนียง คิดว่าเป็นท่านพ่อของตนเอง แต่จริงๆ แล้วกลับเป็นชื่อของหลิวลี่
หลิวลี่ยังไม่ทันเห็น แต่พอได้ยินก็ดีใจมาก ทว่าไม่กล้าแน่ใจ จึงรีบตามต้าจ้วงให้มาดูประกาศเพื่อยืนยันอีกเสียง
“นายน้อย เป็นท่านจริงๆ!” ต้าจ้วงตะโกนอย่างดีใจ
เสียงเช่นนี้ดังขึ้นรอบๆ ติดๆ กัน ผู้ที่สอบผ่านต่างก็ดีใจกันยกใหญ่
ฉินเหยานับอันดับ อันดับหนึ่งของขั้นหนึ่งเขียนชื่อฉีเซียนกวน จากนั้นก็เป็นคนอื่นๆ ที่ไม่รู้จัก ส่วนขั้นสองอันดับที่สามเห็นชื่อของติงซื่อ แต่คนในที่นั้นเยอะเกินไป จึงไม่อาจหาตัวเจ้าของนามเพื่อเอ่ยคำแสดงความยินดีได้
………………..