ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 255 ความชั่วร้ายของมนุษย์
การจะออกไปนั้นง่ายดายมาก พวกเจ้าหน้าที่ของทางการแทบไม่ได้ซักถามอะไรก็เปิดช่องให้รถม้าผ่านไปได้
พอมีคนเห็นช่องก็คิดจะมุดเข้ามา พวกเจ้าหน้าที่ของทางการจึงชักดาบออกมา แล้วตะคอกห้ามเสียงดัง รอจนคณะของฉินเหยาผ่านไปแล้วถึงรีบกั้นรั้ว จึงควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้
ด้านหลังมีเสียงการเผชิญหน้ากันดังแว่วมา มีทั้งเสียงด่าทอ เสียงข่มขู่ วุ่นวายไปหมด
แต่เรื่องเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับพวกฉินเหยาอีกต่อไปแล้ว
พอออกมาจากด่าน ทิวทัศน์บนถนนก็แตกต่างไปอย่างเห็นได้ชัด มองเห็นเพียงสีเขียวในผืนดิน ส่วนผักป่าผลไม้ป่าที่ขึ้นอยู่ริมทาง ล้วนเหลือแต่กิ่งก้านโล้นๆ
ทุกๆ สามสิบสี่เมตร จะเห็นคนกลุ่มเล็กๆ บ้างนั่งบ้างนอนอยู่ริมถนน พวกเขามีทั้งชายและหญิง ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาววัยฉกรรจ์ที่พาลูกเล็กเด็กแดงมาด้วย บนตัวสะพายตะกร้าสานหรือห่อผ้าขนาดใหญ่ เสื้อผ้ามอมแมมสกปรก ใบหน้าเหลืองซีด รูปร่างผ่ายผอมยิ่งนัก
ทั้งเนื้อทั้งตัวเต็มไปด้วยคราบฝุ่น มีเพียงดวงตาทั้งสองข้างที่พอเห็นคนก็พลันเป็นประกายขึ้นมา นัยน์ตาวาววับไปด้วยแสงสีเขียวจางๆ ที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
ซานหลางกับซื่อเหนียงยังคงนอนหมอบอยู่ในตัวรถม้า มองทิวทัศน์ด้านนอกผ่านประตูหลังที่เปิดอยู่ ทันใดนั้นก็สบเข้ากับดวงตาเช่นนี้ สองพี่น้องพลันสูดลมเย็นเข้าปอดเสียงดังเฮือก
ต้าหลางเห็นเข้าจึงรีบปิดประตูหลังให้แน่นหนาในทันที
เอ้อร์หลางปีนมาทางประตูหน้าแล้วกระซิบรายงานกับฉินเหยา “ท่านแม่ สายตาของคนที่อยู่ริมถนนพวกนั้นน่ากลัวมาก เมื่อครู่ซานหลางกับซื่อเหนียงตกใจแทบแย่ แต่พี่ใหญ่ปิดประตูหลังแล้วขอรับ”
“ปิดแล้วก็ดี อย่ามองสุ่มสี่สุ่มห้า” ฉินเหยากำชับ
เอ้อร์หลางพยักหน้ารับรู้ ก่อนหน้านี้ตอนที่เจอชาวบ้านที่มาขอทานในเมือง ท่านแม่ก็เคยกำชับพวกเขาแล้ว
มีใจเมตตาได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ไม่เป็นภัยต่อความปลอดภัยของตนเอง
คนริมถนนพวกนี้สายตาน่ากลัวถึงเพียงนี้ ไม่กล้าให้พวกเขาเข้ามาใกล้อย่างเด็ดขาด!
ทว่าบทสนทนาของสองแม่ลูกเพิ่งจะจบลง รถม้าคันหน้าพลันก็หยุดลงอย่างกะทันหัน
ต้าจ้วงโผล่หน้าออกมาจากที่นั่งด้านหน้ารถม้าแล้วชี้ไปข้างหน้าพลางบอกว่า “มีคนคุกเข่าอยู่บนถนน รถม้าของนายน้อยติงหยุดลงแล้ว!”
ดังนั้นเขาจึงผ่านไปไม่ได้
ถนนหลวงนั้นรถม้าสองคันสามารถวิ่งขนาบข้างกันไปได้อย่างไม่มีปัญหา แต่พวกเขามากันเป็นกลุ่มคณะ ย่อมไม่ควรแซงรถม้าตระกูลติงไป
“เกิดอะไรขึ้น!” ฉินเหยาปีนขึ้นไปดูบนหลังคาตัวรถม้า ที่แท้ก็มีคนหลายคนคุกเข่าอยู่หน้ารถม้าของตระกูลติง โขกศีรษะขออาหารไม่หยุด
สารถีใจอ่อนยวบ ลืมคำกำชับของฉินเหยาเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้นจึงหยุดรถม้าลง
ฉินเหยาเม้มปาก พูดไม่ออก
หลิวจี้หันกลับไปมอง คนที่นอนอยู่ริมทางพลันพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง เคลื่อนเข้ามาล้อมพวกเขาไว้อย่างหยั่งเชิง จากนั้นโดยไม่ทันให้ตั้งตัว มือสกปรกข้างแล้วข้างเล่าก็ยื่นเข้ามา เกือบจะจิ้มถูกหน้าอกเขา
“นายท่านใหญ่ผู้นี้ โปรดเมตตา ให้ทานอาหารเราสักคำเถิด พวกเราหนีภัยมาตลอดทาง พอมาถึงเขตนี้ เสบียงในมือก็หมดไปนานแล้ว เด็กๆ หิวจนร้องไห้จ้า โปรดสงสารพวกเราด้วยเถิด…”
“ของที่ท่านไม่ต้องการแล้วก็ได้ ของเหลือก็ยังดี ที่สำคัญคือเด็กๆ ทนหิวไม่ไหวแล้ว หากไม่มีอะไรกินอีก เด็กน้อยจะต้องตายแน่ๆ โปรดสงสารพวกเราด้วยเถิด นายท่านใหญ่!”
หลิวจี้ตกใจจนรีบปัดมือที่ยื่นเข้ามาเหล่านั้นออกไปพลางตวาดว่า “ไปๆๆ! ไปให้พ้น! ข้าเองก็ยังไม่มีจะกินเลย!”
“ท่านแม่!” เสียงกรีดร้องของซื่อเหนียงดังมาจากในตัวรถม้า “พวกเขาขโมยหีบหนังสือของพวกเราไป!”
“ฟิ้ว!” ลูกธนูดอกหนึ่งยิงลงมาจากบนหลังคารถ เจาะทะลุมือข้างหนึ่งที่กำลังเอื้อมไปด้านหลังตัวรถม้า
“อ๊า!” เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น ชายหลายคนที่กำลังยื่นมือไปหยิบหีบเดินทางด้านหลังตัวรถม้าพลันเงยหน้าขึ้นอย่างตื่นตระหนกแล้วสบเข้ากับแววตาเย็นชาของฉินเหยา พวกเขาพลันรีบหันหลังวิ่งหนีไปอย่างลนลานทันที
คนที่เหลือเห็นฉินเหยาถึงกับนำอาวุธแหลมคมออกมาก็รีบถอยหลังไปหลายก้าว
ฉินเหยาตะโกนไปด้านหน้าอย่างเกรี้ยวกราดว่า “ติงซื่อ!”
เมื่อเห็นรถม้าที่หยุดอยู่ข้างหน้าเริ่มเคลื่อนที่ พวกผู้คุ้มกันก็เข้าไปขับไล่คนที่มาขวางทาง นางจึงกระโดดลงจากรถตัวม้า แล้วเก็บหีบเดินทางที่ถูกดึงตกลงมาขึ้นมาผูกไว้ที่ท้ายตัวรถม้าตามเดิม ตบประตูตัวรถม้า เร่งให้หลิวจี้ขับออกไป
หลิวลี่ที่รถม้าวิ่งอยู่ตรงกลางเองก็ตกใจเช่นกัน ไม่คิดว่าแค่หยุดรถเพียงชั่วครู่ ผู้อพยพที่ดูบางตาริมทางจะมารวมตัวกันได้มากถึงเพียงนี้
ส่วนติงซื่อที่อยู่หัวขบวน เวลานี้กำลังนั่งยองๆ อยู่ข้างประตูรถ ด่าสารถีอย่างสาดเสียเทเสีย
สารถีรู้ตัวว่าทำผิดไปจึงก้มหน้าลงขับรถม้า พุ่งผ่านวงล้อมกลุ่มคนที่มาคุกเข่าเหล่านั้นไป
ที่แท้ก็กลัวตายเช่นกัน พอเห็นรถม้าพุ่งเข้ามาก็รีบหลบเปิดทางให้อย่างเร็วรี่
ประกอบกับมีผู้คุ้มกันคอยขับไล่อยู่สองข้างทาง ผู้อพยพริมทางเหล่านั้นเห็นว่าพวกเขาไม่ใช่คนพวกที่ตนจะหาเรื่องได้ง่ายๆ จึงสบถด่าออกมา ด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายที่สุดเท่าที่จะนึกออก
ไม่ว่าจะเป็นคำว่าไร้มนุษยธรรม ไร้คุณธรรมไร้หัวใจ พวกคนรวยชาติสุนัขดีแต่รังแกชาวบ้านตาดำๆ แสดงความเกลียดชังต่อคนรวยอย่างรุนแรงออกมาจนหมด
ติงซื่อฟังจนเหงื่อเย็นไหลท่วมตัว คนที่เมื่อครู่ยังอ้อนวอนขอความเมตตาจากเขาอย่างน่าสงสาร เพียงพริบตากลับกลายเป็นใบหน้าที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ ชายหนุ่มที่เพิ่งเคยประสบกับสถานการณ์เช่นนี้เป็นครั้งแรกจึงตกตะลึงอย่างยิ่ง
เวลานี้เอง เขาถึงได้เข้าใจว่าเหตุใดเมื่อครู่ฉินเหยาจึงกำชับเช่นนั้น
เพราะความชั่วร้ายของมนุษย์นั้น เจ้ามิอาจจินตนาการได้เลยจริงๆ
เมื่อเห็นว่าพวกเขามีทั้งผู้คุ้มกันและยังมีฉินเหยาผู้ลงมือเด็ดขาด คนเหล่านั้นจึงไม่ไล่ตามมาอีก
คณะของฉินเหยาเดินทางออกไปได้สิบกว่าลี้ ความเร็วจึงค่อยๆ ช้าลง
แต่ยิ่งห่างจากเมืองหลวงของมณฑลออกไป ผู้อพยพที่ปรากฏบนท้องถนนก็ยิ่งมีมากขึ้น
ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะหยุดพักอยู่ใกล้หมู่บ้านหรือเมืองเล็กๆ แห่งใดแห่งหนึ่ง แล้วขออาหารจากชาวบ้านในท้องถิ่น
พอผู้อพยพเหล่านี้มาถึง ผักที่ปลูกในนา ผลไม้ที่ปลูกบนเขา ก็แทบจะถูกขโมยถูกเก็บไปจนเกลี้ยง
เพื่อปกป้องทรัพย์สินและอาหารของตนแต่ละหมู่บ้านจึงได้รวมกำลังคนจำนวนมากไปเฝ้าอยู่ตามเส้นทางจำเป็นที่จะเข้าหมู่บ้าน คอยระแวดระวังผู้อพยพเหล่านี้
แต่เมื่อถึงช่วงที่อารมณ์เดือดพล่าน ทั้งสองฝ่ายก็จะลงไม้ลงมือกัน ผู้อพยพที่ดูน่าสงสารเหล่านี้ พอลงมือโหดเหี้ยมขึ้นมาก็ไม่ต่างไปจากโจรภูเขาเท่าใดนัก น่ากลัวมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายฉกรรจ์ที่เดินทางตามลำพัง จะกล้าได้กล้าเสียยิ่งกว่าพวกที่พาเด็กและคนชรามาด้วย หากเห็นขบวนผู้อพยพที่มีแต่ผู้ชายล้วนก็ยิ่งต้องระวังให้มาก
รถม้าที่เดินทางอยู่บนถนน มักจะถูกสกัดกั้นได้ง่ายแล้วถูกบังคับรีดไถเอาเงินทอง
เนื่องจากทางฝั่งจังหวัดจื่อจิงยังคงมีเสบียงอาหารขายอยู่ เงินทองจึงกลายเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของคนเหล่านี้
ทางการเองก็ไม่ได้มีกำลังคนมากพอที่จะออกมาจัดการกับผู้อพยพจากต่างมณฑลที่ทะลักเข้ามาในเขตแดนอย่างกะทันหันจึงทำได้เพียงปล่อยปละละเลย ให้ท้องถิ่นจัดการตามสถานการณ์กันเอง
ท่าทีเช่นนี้ของทางการ ทำให้จิตใจของผู้คนยิ่งโหดเหี้ยมขึ้น บางครั้งภายในกลุ่มผู้อพยพกันเองก็จะมีการแย่งชิงทรัพยากรอาหารกัน จนมีคนตายไปบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
หลิวจี้ดูมาตลอดทาง ไม่กล้าสงสัยความจริงของข่าวที่ฉินเหยาไปสืบมาอีกต่อไป กลับเป็นกังวลถึงสถานการณ์ในหมู่บ้านขึ้นมา
“หมู่บ้านของเราคงไม่ถูกผู้อพยพล้อมเช่นนี้หรอกนะ” หลิวจี้มองฉินเหยาอย่างกังวล
ในยุ้งฉางที่บ้านมีข้าวสาลีเก็บไว้ถึงหนึ่งหมื่นจินเชียวนะ ตอนนี้ที่บ้านไม่มีคนดูแล หากข้าวสาลีที่เขาอุตส่าห์ลำบากขนกลับมาถูกขโมยไป เขาต้องใจสลายแน่!
ฉินเหยากล่าวอย่างสงบ “หมู่บ้านเราไม่น่าจะมีปัญหา ต่อให้มี ข้าก็เชื่อว่าคนหนุ่มสาวในหมู่บ้านของเราจะรับมือได้”
“ท่านพ่อกับพี่ใหญ่พวกเขาก็อยู่บ้าน ต้องช่วยดูแลเสบียงของเราอย่างแน่นอน”