ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 265 ธัญพืชราคาสูง
ตอนที่ 265 ธัญพืชราคาสูง
………………..
หลิวจี้ยกโต๊ะเตี้ยออกมาที่ลาน ฉินเหยายกอาหารเย็นที่เพิ่งทำเสร็จสดๆ ร้อนๆ ออกมา คนทั้งหกในครอบครัวหยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วเริ่มกินอย่างเงียบๆ ในลานได้ยินเพียงเสียงสูดเส้นบะหมี่ดัง “ซู๊ด ซู๊ด”
กลุ่มคนเรือนเก่ารายล้อมอยู่ด้านหลังครอบครัวทั้งหกคน พอเห็นสภาพน่าสังเวชของพวกเขาแล้วก็ทั้งขบขันทั้งสงสาร
เห็นฉินเหยากินหมดไปชามหนึ่ง นางเหอและนางชิวก็รีบเติมให้ทันที บะหมี่น้ำหม้อใหญ่ทั้งหม้อ ถูกครอบครัวทั้งหกคนกินจนหมดเกลี้ยง
กินข้าวเสร็จ เด็กทั้งหกคนก็รีบจุดโคมดอกไม้ที่นำมาจากเมืองหลวงของมณฑล วิ่งเล่นซุกซนกันเต็มลาน
เดิมทียามนี้ต้าเหมาควรจะนอนแล้ว แต่ตอนนี้กลับตื่นเต้นอย่างยิ่ง น่าเสียดายที่ยังวิ่งไม่ได้พูดไม่ได้จึงทำได้เพียงชูกำปั้นเล็กๆ ที่อ้วนท้วนขึ้นส่งเสียง “แอ้ แอ้” ตาม ท่าทางอยากจะตามพวกพี่ๆ ไปเล่นด้วย
มาตรฐานความเป็นอยู่ที่เรือนเก่าดีขึ้น เจ้าตัวเล็กก็ถูกนางชิวเลี้ยงดูจนขาวอวบอ้วนท้วน มองดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดู
ฉินเหยารับมาอุ้มไว้ในอ้อมแขนครู่หนึ่ง ลูบแก้มเล็กๆ หอมมือเล็กๆ ประกอบกับรอยยิ้มไร้เดียงสาของเจ้าตัวเล็ก ช่างผ่อนคลายความเครียดได้ดียิ่งนัก
“ท่านแม่ ท่านส่งต้าเหมาให้ข้าเถิด” เอ้อร์หลางขยับเข้ามาใกล้ ด้านหลังตามมาด้วยซื่อเหนียงและจินฮวาที่จะมารับน้องชายไปเล่นโคมดอกไม้ด้วยกัน
ฉินเหยาไหนเลยจะกล้ามอบเด็กที่เล็กถึงเพียงนี้ให้กับเจ้าพวกตัวแสบเหล่านี้ได้ จึงบอกให้พวกเขาสามคนไปเล่นกันเองทางโน้น
รับลมเย็นเสร็จแล้วอุ้มต้าเหมาที่ง่วงเหงาหาวนอน กลุ่มผู้ใหญ่ก็ย้ายกันเข้าไปในโถงกลางบ้าน
ฉินเหยาส่งสายตาให้หลิวจี้ หลิวจี้ก็ยิ้มลึกลับให้กับทุกคนแล้วเอ่ยว่า “ท่านพ่อ ท่านทายสิว่าธัญพืชข้างนอกขายกันจินละเท่าใดแล้ว?”
เรื่องนี้หลิวเหล่าฮั่นไม่รู้จริงๆ พวกเขาอยู่ในหมู่บ้านก็สามารถพึ่งพาตนเองได้ เว้นเสียแต่เมื่อที่บ้านขาดของจึงจะออกไปตลาดนัดใหญ่สักครั้ง
แต่พี่น้องหลิวไป่ทั้งสามคน ช่วงครึ่งเดือนกว่ามานี้ตามช่างไม้หลิวออกไปวิ่งเต้นข้างนอกตลอด จึงพอจะรู้เรื่องอยู่บ้าง
“ข้าวหยาบเหมือนจะราคาสี่สิบเหวินต่อหนึ่งจินแล้วกระมัง?” หลิวจ้งพูดอย่างไม่แน่ใจ
นางจางแม่สามีและลูกสะใภ้ทั้งสองพอได้ยินดังนั้นก็สูดลมหายใจเย็นเยียบ นางเหอถามต่อเสียงดังว่า “สี่สิบเหวินต่อหนึ่งจินรึ นี่ใครจะซื้อไหวกัน! พ่อค้าธัญพืชช่างใจดำอำมหิต ราคานี้พวกเขากล้ากล่าวออกมาได้อย่างไร”
ชีวิตจะไม่มีเหลืออยู่แล้ว จะต้องการเงินมากมายไปเพื่ออันใดกัน
หลิวจี้กล่าว “ตอนพวกเรากลับมาวันนี้เห็นทางการกำลังแจกจ่ายธัญพืชช่วยเหลือให้ชาวบ้านในอำเภออยู่ ราคาธัญพืชในเมืองน่าจะลดลงบ้างแล้ว แต่สำหรับชาวบ้านธรรมดาอย่างพวกเรา ต่อให้ลดลงอย่างไรก็ยังคงเป็นราคาที่แพงเสียดฟ้าอยู่ดี”
หลิวไป่ขมวดคิ้วถาม “แล้วเจ้าอยากจะพูดอันใดกันแน่?”
ราคาธัญพืชนี้จะขึ้นหรือลงอย่างไร พวกเขาก็ไม่ซื้ออยู่แล้ว ที่บ้านมีพอกินอยู่แล้ว
หลิวจี้กลอกตาใส่พี่ใหญ่ทีหนึ่ง “ว่าท่านเป็นพวกเท้าติดดิน ท่านก็เป็นจริงๆ เสียด้วย ราคาธัญพืชตอนนี้ พวกท่านไม่คิดจะทำอันใดบ้างเลยรึ”
หลิวไป่คุ้นชินกับปากเสียๆ ของเขามานานแล้วจึงขี้เกียจจะถือสาหาความ เขาถามอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “พวกเราจะทำอันใดได้ ธัญพืชที่บ้านมีพอกินแล้ว รอถึงช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง ราคาธัญพืชย่อมลดลงเอง ไม่ต้องรีบร้อนซื้อ”
“ท่านคิดแต่จะซื้อรึ” หลิวจี้ถามกลับอย่างไม่อยากจะเชื่อ
คำพูดนี้ทำให้หลิวไป่ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็เข้าใจในทันที เขามองฉินเหยาที่กำลังหยอกเด็กน้อยเล่นอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“พวกเจ้าคิดจะขายธัญพืชรึ”
ฉินเหยาพยักหน้า หลิวจี้รีบกล่าวต่ออย่างตื่นเต้น “ตอนแรกที่พวกเราซื้อมา รวมค่ารถม้าแล้วหนึ่งจินก็แค่สามเหวินกว่าๆ เท่านั้น แต่ตอนนี้ข้างนอก ข้าวสาลีติดเปลือกเช่นนี้ล้วนถูกขายในราคาธัญพืชชั้นกลาง ราคาตั้งหนึ่งร้อยเหวินต่อหนึ่งจินเชียวนะ!”
หลิวจี้ให้พี่น้องลองคำนวณกันดูเองว่านี่มันเพิ่มขึ้นกี่เท่า!
“สามสิบสามเท่า?” หลิวเฝยคำนวณคำตอบออกมา ใจก็ถึงกับสั่นสะท้านไปชั่วขณะ
หลิวเหล่าฮั่นสูดลมหายใจเย็นเยียบ ร้อง “ซี๊ด” เสียงดัง หากขายธัญพืชตามราคานี้จริงๆ ข้าวสาลีหนึ่งพันจินที่พวกเขาใช้เงินเพียงสามตำลึงซื้อกลับมาตอนนั้น มิใช่ว่าจะขายได้ถึงหนึ่งร้อยตำลึงหรอกรึ?
ทั้งครอบครัวทำงานกันทั้งปีก็เก็บเงินได้เพียงเจ็ดแปดตำลึง นี่ก็เพราะตอนนี้ทำงานตามสะใภ้สามหรอกจึงได้เงินมากถึงเพียงนี้
หากเป็นเมื่อก่อน ปีหนึ่งเก็บได้สี่ตำลึงก็นับว่าสุดยอดแล้ว
เงินหนึ่งร้อยตำลึงนี้ เทียบเท่ากับเงินเก็บถึงยี่สิบห้าปี!
ตัวเลขที่แม่นยำถูกคำนวณออกมาในใจ มือของหลิวเหล่าฮั่นที่ถือถ้วยชาอยู่ก็ถึงกับอดสั่นไม่ได้
น้ำชาหกออกมาจนเสื้อผ้าเปียกชื้น เขาจึงรีบวางถ้วยชาลงอย่างลนลาน ยังไม่ค่อยเชื่อเท่าใดนัก พอลองคิดคำนวณดูอีกสองครั้ง ยืนยันแล้วว่าเป็นเงินจำนวนเท่านี้จริงๆ จึงมองไปยังสองสามีภรรยาฉินเหยาอย่างตกตะลึง “พวกเรา พวกเราก็สามารถขายในราคาหนึ่งร้อยเหวินต่อหนึ่งจินได้รึ”
ยามนี้นางเหอไม่พูดเรื่องพ่อค้าธัญพืชใจดำอะไรทำนองนั้นแล้ว กลืนน้ำลายลงไปอึกใหญ่ แล้วรีบรินน้ำชาให้ตัวเองหนึ่งถ้วยเพื่อระงับความตกใจ
น่าเสียดายที่ลืมไปว่านี่คือชาขมของท่านผู้เฒ่า ดื่มเข้าไปได้อึกเดียวก็ขมจนใบหน้ายับย่นไปหมด ในปากรู้สึกไม่สบายจนต้องอาเจียนแห้งๆ ออกมา
หลิวไป่จนปัญญา รีบไล่นางไปยังห้องครัว “ดื่มน้ำเยอะๆ หน่อย ดูเจ้าสิเจ้าร้อนใจเสียจน…”
นางชิวและหลิวจ้งมองหน้ากัน รู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง “ขายแพงขนาดนี้จริงๆ มันจะไม่ใจดำไปหน่อยรึ”
นางจางเองก็กล่าวว่า “เงินที่ได้มาอย่างไม่สุจริตเช่นนี้ถือไว้ในมือ ยามค่ำคืนคงนอนไม่หลับ”
หลิวเฝยก็พยักหน้าเห็นด้วย
หลิวจี้กลอกตาสองครั้งอย่างพูดไม่ออก “พวกเราย่อมไม่อาจทำเรื่องใจดำอำมหิตเช่นนี้ได้ ขายแค่ห้าสิบเหวินต่อหนึ่งจินก็พอแล้ว!”
“พรวด~” หลิวเหล่าฮั่นที่เพิ่งยกชาขมขึ้นดื่มพ่นน้ำชาเต็มปากออกมา โชคดีที่ทุกคนยืนอยู่ห่างออกไปจึงไม่มีใครโดนน้ำชาที่พ่นออกมา
แล้วห้าสิบเหวินต่อหนึ่งจินนี่ไม่ใจดำแล้วรึ
แต่ดูจากปฏิกิริยาของทุกคนที่เรือนเก่าแล้ว ต่างก็ยอมรับโดยปริยายที่จะนำธัญพืชที่กักตุนไว้หนึ่งพันจินนั้นออกมาขายตามสองสามีภรรยาฉินเหยาในช่วงที่ราคาแพงเช่นนี้
หลิวจี้เหลือบมองฉินเหยาแวบหนึ่ง เห็นนางไม่มีปฏิกิริยาใดๆ จึงกล่าวต่อ “ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นห้าสิบเหวิน ผ่านไปสองวันข้างนอกยังไม่รู้จะขึ้นเป็นราคาเท่าใด อย่างไรเสีย ขอเพียงพวกเราขายถูกกว่าพวกพ่อค้าหน้าเลือดใจดำเหล่านั้น ย่อมต้องขายได้อย่างแน่นอน ไม่ต้องกังวล”
ในเวลาเช่นนี้ ธัญพืชย่อมไม่ต้องกังวลว่าจะขายไม่ได้ เพียงแต่พอนึกว่าจะต้องขายแพงถึงเพียงนี้ ทั้งที่ต้นทุนที่ตนเองลงไปนั้นมีเพียงน้อยนิด ในใจของทุกคนที่เรือนเก่าก็รู้สึกกระสับกระส่ายอยู่บ้าง
ฉินเหยาไม่ได้รีบร้อน สองวันนี้ยังต้องยุ่งเรื่องโรงงานเครื่องเขียนในหมู่บ้าน สามารถให้พวกเขาคิดไตร่ตรองอีกสักสองวันได้
อย่างไรเสียนางก็จะขายธัญพืชอยู่แล้ว โอกาสนี้หากพลาดไปก็คือหมดแล้ว
ตอนที่กักตุนธัญพืช นอกจากความคิดที่จะเก็บไว้เป็นหลักประกันแล้ว นางก็คิดว่าถึงเวลานั้นจะฉวยโอกาสตอนราคาธัญพืชพุ่งสูงขึ้นทำกำไรเล็กๆ น้อยๆ อีกก้อนหนึ่ง
ระหว่างทางกลับหมู่บ้านฉินเหยาดูมาแล้ว ต้นข้าวในนางอกงามดีมาก มีการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงเป็นหลักประกัน ต่อให้ขายออกไปทั้งหมดหนึ่งหมื่นจินก็ไม่กลัว
อีกทั้งรอจนถึงช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือนเจ็ดที่เก็บเกี่ยวข้าว ราคาธัญพืชก็จะค่อยๆ กลับสู่ระดับปกติ ประกอบกับข่าวที่เพิ่งได้มาจากทางโจวเจิ้ง ราชโองการบรรเทาภัยพิบัติของราชสำนักน่าจะประกาศใช้ในอีกครึ่งเดือนให้หลัง
ดังนั้น ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเทขายธัญพืชก็คือช่วงสิบกว่าวันนี้
แน่นอน ความเสี่ยงก็มีอยู่เช่นกัน อำนาจมืดเบื้องหลังเหล่านั้นย่อมไม่อนุญาตให้มีคนมาแย่งการค้าของพวกเขาไป
แต่คิดจะหาเงินแล้วไหนเลยจะไม่มีความเสี่ยง?
ฉินเหยาไม่ค่อยกังวลมากนัก เพราะนางสามารถปกป้องการค้าของตนเองได้
เรียกเด็กทั้งสี่คนที่เล่นจนเหนื่อยแล้วนั่งยองๆ อยู่ข้างประตู สองสามีภรรยาฉินเหยาก็นำเด็กๆ กลับบ้าน
ตอนเดินผ่านริมแม่น้ำก็ตักน้ำใส่ถังใหญ่พิเศษกลับบ้าน หลิวจี้ก่อไฟต้มน้ำ ในที่สุดครอบครัวทั้งหมดก็ได้อาบน้ำอาบท่าอย่างสบายตัวเสียที
ดึกมากแล้ว เมื่อดับไฟ ภายในลานก็เงียบสงบลง
ฉินเหยานอนอยู่ในผ้าห่มอันนุ่มสบายของตนเอง สูดกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสบู่ที่ตกค้างอยู่บนผ้าห่มอย่างดื่มด่ำ ทั่วทั้งร่างก็ผ่อนคลายเหลือจะกล่าว จึงทิ้งความกังวลไปชั่วคราวแล้วหลับลึกไป
………………..