ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 267 การประชุมย่อยครั้งแรก
ตอนที่ 267 การประชุมย่อยครั้งแรก
………………..
ในโรงอาหารได้สร้างเตาขนาดใหญ่ขึ้น มีโต๊ะยาวกับม้านั่งยาวเตรียมไว้ เมื่อถึงเวลาเริ่มงานอย่างเป็นทางการ เหล่าคนงานก็จะสามารถมารวมตัวกันกินอาหารที่โรงอาหารได้
บัดนี้งานในครัวลำพังนางเหอคนเดียวก็ทำไม่ทันแล้ว
เมื่อปีก่อนนางชิวตั้งครรภ์จึงมิอาจเป็นคนงานรุ่นแรกได้ นางเฝ้าคิดถึงเรื่องนี้มาเนิ่นนาน บัดนี้พอหาตำแหน่งว่างได้ แม้ต้องแบกลูกไว้บนหลังก็จะมาช่วยงานทำครัว
ดังนั้นตอนนี้พี่สะใภ้กับน้องสะใภ้ทั้งสองจึงช่วยกันแบ่งเบาภาระงานเตรียมอาหารสองมื้อคือเช้าและกลางวัน เนื่องจากโรงอาหารยังสร้างไม่เสร็จจึงก่อเตาขึ้นสามเตาในพื้นที่เดิม ทำให้สามารถใช้งานกระทะสามใบพร้อมกันได้
ด้านหนึ่งตุ๋นน้ำแกง ด้านหนึ่งหุงข้าว อีกด้านหนึ่งผัดอาหาร นางเหอและนางชิวล้วนเป็นคนคล่องแคล่วว่องไว ดังนั้นจึงยังพอรับมือไหวอยู่
ฉินเหยาเดินเข้าไปดูพี่สะใภ้ทั้งสองที่กำลังเตรียมวัตถุดิบสำหรับมื้อกลางวัน เห็นทั้งสองคนมือไวจนเหลือเพียงเงาติดตา นางก็รีบส่ายหน้าทันที งานครัวนี่หากไม่มีฝีมือจริงๆ ก็ทำไม่ได้เลย!
ในโรงงานตอนนี้มีคนงานกี่คนกันแน่ฉินเหยายังไม่แน่ใจ กวาดตามองไป คนที่กำลังยุ่งอยู่นั้นอย่างน้อยก็มีห้าหกสิบคน
แต่ในจำนวนนี้ควรจะมีส่วนหนึ่งเป็นคนที่ลุงเก้าพามาช่วยเพื่อสร้างโรงเรือนด้วย
ในโรงงานแทบไม่มีคนว่างงาน ฉินเหยาเดินสำรวจไปทั่ว ผู้คนที่กำลังตั้งใจทำงานอยู่ล้วนไม่มีใครสังเกตเห็นถึงการมาถึงของนาง
ฉินเหยาเดินดูโรงงานเครื่องเขียนทั่วทั้งหมด ทั้งด้านหน้าด้านหลัง ด้านซ้ายด้านขวาจนครบรอบหนึ่ง ในใจพอจะประเมินสถานการณ์ได้แล้ว จึงไปหาช่างไม้หลิวที่กำลังทะเลาะกับอวิ๋นเหนียงอยู่ บอกให้เขาไปแจ้งคนเก่าคนแก่สองสามคน ให้ไปรวมตัวกันที่ลานว่างตรงกองไม้ก่อนเพื่อประชุมย่อย
“ประชุมอันใดนะ?” ช่างไม้หลิวตอนนี้กำลังหัวเสียจากการทะเลาะ พอฉินเหยาเอ่ยคำศัพท์ใหม่ที่เขาไม่เคยได้ยินออกมาอีกจึงอดร้อนใจขึ้นมาไม่ได้ น้ำเสียงที่เอ่ยถามคล้ายกำลังเกรี้ยวกราด
ฉินเหยาลอบกลืนน้ำลาย รู้ว่าช่วงครึ่งเดือนกว่ามานี้โรงงานอาศัยเขาประคองอยู่คนเดียว ท่านลุงคงใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว น้ำเสียงจึงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว เอ่ยอธิบายไปด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า
“ก็คือเรียกทุกคนมารวมกัน พวกเราจะได้พูดคุยถึงภาระหน้าที่ที่แต่ละคนกำลังรับผิดชอบอยู่ หากมีปัญหาก็เสนอขึ้นมา ทุกคนจะได้ช่วยกันคิดหาวิธีแก้ไข”
เข้าใจแล้ว ช่างไม้หลิวพยักหน้า โบกมือไปทางอวิ๋นเหนียง “ก็เอาตามที่เจ้าว่ามาเถอะ อย่างไรเสีย งานทาสีนี้ก็มอบให้เจ้าแล้ว ถ้าเกิดปัญหาก็แก้ไขเอาเองก็แล้วกัน!”
พูดจบก็ชี้ไปยังลานว่างที่กองไม้ ส่งสัญญาณให้นางไปรอฉินเหยาเปิดประชุมอะไรนั่นด้วยตัวเอง
สามพี่น้องหลิวไป่นั้นฉินเหยาได้แจ้งไปก่อนหน้านี้แล้ว ช่างไม้หลิวจึงไปเรียกหลิวฉี ซุ่นจื่อ และลุงเก้ามา
“จริงสิ เชิญท่านผู้ใหญ่บ้านกับหัวหน้าตระกูลมาด้วยนะ!” ฉินเหยานึกขึ้นได้จึงรีบกำชับ
ช่างไม้หลิวรับคำ หันไปมอบหมายให้หลิวฉีไปเรียกปู่ของตนและหัวหน้าตระกูลมา
“ทำอะไรนะ” ผู้ใหญ่บ้านยังคงดูระดับน้ำในนาอยู่ จู่ๆ ถูกหลานชายเรียกอย่างกะทันหันบอกว่าจะเปิดประชุมย่อยอะไรนั่นก็ยังตามไม่ค่อยทัน
หลิวฉีเองก็ไม่รู้เพียงยืดคอตะโกนเสียงดัง “ท่านปู่เร็วเข้า ฉินเหนียงจื่อกำลังรอท่านอยู่นะขอรับ!”
พูดอย่างเร่งรีบจบก็วิ่งไปยังบ้านหัวหน้าตระกูลอย่างตื่นเต้น
ผู้ใหญ่บ้านทั้งโกรธทั้งจนใจ “เจ้าเด็กคนนี้นะ อารมณ์ร้อนเสียจริง…”
เมื่อเห็นหลิวฉีที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน หัวหน้าตระกูลเองก็งุนงงเช่นกัน แต่พอฟังคำอธิบายของหลิวฉีจบก็รู้สึกสนใจขึ้นมา “ไป ไปดูกันหน่อยว่าฉินเหนียงจื่อคิดจะทำอะไรอีก”
ทางด้านฉินเหยา นางเรียกอวิ๋นเหนียงมาช่วยตนจัดเตรียมสถานที่
ระหว่างนั้นก็ถามว่าเหตุใดจึงทะเลาะกับช่างไม้หลิว อวิ๋นเหนียงจึงยิ้มตอบว่า “มิใช่เรื่องใหญ่อันใดหรอก ข้าเพียงแค่รู้สึกว่าขั้นตอนการทาสีของพวกเราก่อนหน้านี้ ตอนนี้ใช้แล้วมันช้าไปหน่อย อยากจะปรับเปลี่ยนให้เร็วยิ่งขึ้นน่ะ”
ช่างไม้หลิวไม่ชอบให้ของของตนถูกผู้อื่นปรับเปลี่ยนจึงไม่พอใจอยู่บ้าง
แต่เมื่อครู่ดูท่าทีช่างไม้หลิวก็เหมือนจะยอมรับแล้ว อวิ๋นเหนียงยิ้มกว้าง “ข้าจะทำตัวอย่างให้เขาดูก่อน อย่างไรเสียช่างไม้หลิวก็มีประสบการณ์มากกว่าข้า รอให้เขาพยักหน้าเห็นด้วยแล้ว ข้าค่อยสอนทุกคนตามนี้”
ฉินเหยาเอียงคอมองอวิ๋นเหนียงที่ยิ้มอย่างสดใส สัมผัสได้ถึงความอิ่มเอมและความสุขของนาง มุมปากก็อดไม่ได้ที่จะยกขึ้นตาม
“อวิ๋นเหนียง ในโรงงานมีคนหนุ่มสาวที่ยอดเยี่ยมเช่นเจ้า ข้ารู้สึกยินดีมาก” ฉินเหยากล่าวอย่างจริงจัง
อวิ๋นเหนียงชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าพลันแดงก่ำขึ้นมาทันที กล่าวอย่างเขินอายว่า “อันที่จริงตอนเด็กๆ ข้าฝันอยากจะเป็นช่างไม้มาตลอด พอเห็นไม้เหล่านั้นค่อยๆ กลายเป็นสิ่งที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงในมือข้า ในใจข้าก็รู้สึกยินดี เปี่ยมสุขยิ่งนัก”
ฉินเหยายิ้มอย่างจนใจ “ดูท่าข้าคงต้องเปิดชั้นเรียนสอนอ่านเขียน ขจัดความไม่รู้หนังสือ (พ้องเสียงกับคำว่าตาบอด) ให้ทุกคนเสียแล้ว”
“หา?” อวิ๋นเหนียงตกใจเล็กน้อย “พวกเรามิได้ตาบอดนะ ไม่มีใครตาบอดสักหน่อย”
หากมิใช่เพราะกลัวว่าอวิ๋นเหนียงจะอับอายจนพาลโกรธ ฉินเหยาคงได้หัวเราะเสียงดังออกมาแล้ว
กลั้นหัวเราะไว้อย่างสุดกำลังแล้วตบไหล่ปลอบใจหญิงสาวเบาๆ “ข้าหมายถึงคนไม่รู้หนังสือต่างหาก”
อวิ๋นเหนียงถึงเพิ่งจะเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง ที่แท้ฉินเหนียงจื่อหมายความว่าพวกเขาไม่รู้หนังสือนี่เอง!
แต่คนรู้หนังสือช่างพูดจาไม่เหมือนผู้อื่นจริงๆ ไม่รู้หนังสือ ไม่รู้หนังสือ มิเท่ากับเป็นคนตาดีแต่บอดอักษรหรอกรึ ช่างเปรียบได้เหมาะเจาะยิ่งนัก
เห็นอวิ๋นเหนียงเผยสีหน้าเหม่อลอยราวกับเพิ่งบรรลุความเข้าใจได้ด้วยตนเอง ฉินเหยาก็ตบไหล่นางเบาๆ บอกให้นางไปย้ายโต๊ะเก้าอี้และม้านั่งมา
โต๊ะหนึ่งตัว เข้าชุดกับม้านั่งยาวสี่ตัว ถึงเวลานั้นนั่งไม่พอ คนที่เหลือก็ให้นั่งบนกองไม้เอา
ฉินเหยาล้วงแผ่นชาเล็กๆ ที่เก็บไว้ในถุงผ้าข้างเอวออกมา ยื่นให้นางเหอพี่สะใภ้ใหญ่ แล้วบอกให้นางช่วยต้มมาให้กาหนึ่ง
นี่เป็นสิ่งที่หลิวจี้ยืนกรานว่าจะซื้อกลับมาจากเมืองหลวงของมณฑลให้ได้ บอกว่าที่บ้านมีแขกมาเยือนเอาแต่น้ำเปล่าให้ดื่มนั้นเสียมารยาทเกินไป
อีกทั้งหากถึงช่วงเทศกาล ยังสามารถมอบให้ผู้อื่นเป็นของขวัญได้ด้วย
ฉินเหยาคิดตามก็รู้สึกว่ามีเหตุผลจึงอนุมัติงบประมาณสำหรับซื้อชาให้เขา
นางเหอมองแผ่นชานี้อย่างชื่นชม พบว่าเป็นชาชนิดเดียวกับที่ฉินเหยามอบให้พวกตนเมื่อคืน พอนึกถึงความสุขในตอนนั้นก็ฉีกยิ้มกว้าง
น้ำชาชงเสร็จอย่างรวดเร็ว คนบ้านนอกไม่ได้พิถีพิถันเรื่องเหล่านี้ แค่ดื่มพอได้ลิ้มรสก็พอแล้ว
ฉินเหยาให้พี่สะใภ้รองหยิบชามมาให้ตนหลายๆ ใบ ประเดี๋ยวจะได้รินชาดื่มกัน
เพราะกลัวว่าฉินเหยาจะถือไม่สะดวก นางชิวจึงหาตะกร้าใส่ผักใบหนึ่งให้นาง นำชามและน้ำชาใส่ลงในตะกร้าจะได้หิ้วไปได้สะดวกๆ
ทุกคนมองดูการจัดแจงของฉินเหยา เพียงรู้สึกประหลาดใจ
ส่วนอวิ๋นเหนียงกลับแอบจดจำสิ่งเหล่านี้ไว้เงียบๆ คิดว่าคราวหน้าหากมีการประชุมย่อยอีก ก็จะเตรียมการตามรูปแบบนี้
ทุกอย่างเตรียมพร้อมสรรพ บุคลากรก็มาถึงกันครบแล้ว
ฉินเหยาส่งสัญญาณให้อวิ๋นเหนียงรินชาให้ทุกคน ลุกขึ้นยืนแล้วตบมือ ดึงดูดสายตาของทุกคนมาที่ตนเอง
“รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลสละเวลาอันมีค่าจากภารกิจมากมายมายังที่แห่งนี้ บัดนี้ ข้าขอประกาศว่าการประชุมย่อยครั้งแรกของสมาชิกหลักโรงงานเครื่องเขียนหมู่บ้านตระกูลหลิวจะเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้!”
“ลำดับต่อไป ขอเชิญท่านรองหัวหน้างานของเรา หลิวจินเหอ ลุกขึ้นยืน แนะนำผู้เข้าร่วมประชุมให้ทุกท่านได้รู้จัก ขอเชิญทุกท่านปรบมือต้อนรับ!”
ฉินเหยาปรบมือแปะๆ ผู้คนที่นั่งอยู่ต่างมองหน้ากันอย่างแปลกใจแล้วก็ปรบมือตาม ต้อนรับช่างไม้หลิวให้ลุกขึ้นแนะนำ
ดีมาก ทุกคนปรับตัวได้ดี แม้จะรู้สึกว่าท่าทีเหล่านี้ของนางออกจะประหลาดไปบ้าง แต่ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
คนกลุ่มนี้ชี้นำได้ง่าย ฉินเหยาพอใจอย่างยิ่ง นางกลับไปนั่งลงบนที่นั่งของตนซึ่งก็คือกองไม้แล้วพยักหน้าให้กำลังใจช่างไม้หลิวที่ยืนขึ้นอย่างประหม่า ส่งสัญญาณให้เขาพูดออกมาอย่างกล้าหาญ
“แค่กๆ!” ช่างไม้หลิวกระแอมเบาๆ สองครั้งเพื่อให้ลำคอโล่ง แต่ไม่นึกว่าลำคอจะยิ่งแห้งผากกว่าเดิม อวิ๋นเหนียงรีบยื่นชามน้ำชาใบหนึ่งให้เขา
ดื่มชาไปครึ่งชาม มองดูใบหน้าที่คุ้นเคยจนไม่อาจคุ้นเคยได้มากกว่านี้ตรงหน้า ช่างไม้หลิวพลันเกิดความรู้สึกขึ้นมา ยกมือขึ้นเท้าสะเอวข้างหนึ่ง แล้วชี้ไปยังลุงเก้าผู้ที่อาวุโสที่สุดแล้วเริ่มแนะนำให้ทุกคนฟัง
………………..