ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 271 อาวั่งที่เป็นดั่งวัวม้า
ฉินเหยาหันไปยังประตูใหญ่ที่ปิดสนิทแล้วตบอกพลางถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง
ฉับพลันนั้นลมหายใจก็ติดขัด ร่างกายเกร็งขึ้นตามสัญชาตญาณ นางได้กลิ่นอายอันตรายที่ไม่คุ้นเคย!
ฉินเหยาหมุนตัวกลับมาทันที สายตาตวัดมองไปอย่างรวดเร็วดุจดั่งสายฟ้า!
เห็นเพียงบุรุษแปลกหน้าผู้หนึ่งสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ร่างกายงองุ้ม ผมเผ้ายุ่งเหยิงยืนอยู่ในลานบ้าน ในมือถือถ้วยน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วใบหนึ่งกำลังจะเดินมาทางนาง แต่กลับต้องชะงักเท้าเพราะถูกสายตาดุร้ายที่หันกลับมาอย่างกะทันหันนี้ทำให้ตกใจ
หลิวจี้นำเด็กทั้งสี่คนวิ่งออกมาจากสวนหลังบ้าน “เมียจ๋า…”
ฉินเหยาเอ่ยถาม “เขาเป็นใคร”
บุรุษผู้นั้นหลุบเปลือกตาลง วางท่าทางต่ำต้อยแล้วโค้งคำนับไปทางหลิวจี้พลางเอ่ยเรียกด้วยเสียงแหบพร่า
“นายท่าน นายน้อยใหญ่ นายน้อยรอง นายน้อยสาม คุณหนูสี่….”
ฉินเหยาขมวดคิ้วทันที
หลิวจี้ยิ้มแหะๆ ให้ฉินเหยา ส่งสัญญาณให้นางใจเย็นก่อน
เขารับถ้วยในมือบุรุษผู้นั้นมาก่อนจะส่งสายตาให้อีกฝ่ายแวบหนึ่ง “อาวั่ง นี่คือฮูหยิน ไม่มีหัวคิดเอาเสียเลย ทำให้ฮูหยินตกใจเอาได้ ดูสิว่าอีกเดี๋ยวข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร ยังไม่รีบคารวะฮูหยินอีก?!”
น้ำเสียงวางอำนาจ ท่าทางที่ถือตนเป็นใหญ่นี้ทำให้ฉินเหยาเผยสีหน้าฉงนสงสัยราวกับมองเห็นเรื่องประหลาดพิกล…เหตุใดหลิวจี้ที่แสนธรรมดาถึงได้มั่นใจในตนเองเช่นนี้อยู่เสมอกันนะ?
บุรุษที่ถูกเรียกว่าอาวั่งไม่มีทีท่าจะขัดขืนแม้แต่น้อย เขาคุกเข่าลงเสียงดัง ตามด้วยการโขกศีรษะ “ฮูหยินโปรดอภัยด้วย!”
ศีรษะกระแทกลงบนพื้นบ้านของฉินเหยาที่ปูด้วยเศษกระเบื้องแตก เกิดเสียงหนักๆ ดังขึ้นตามมา ต้าหลางกับน้องๆ อีกสามคนต่างก็มองกันตาโต
ซื่อเหนียงถึงกับถลึงตามองท่านพ่อของตนอย่างพูดไม่ออก ท่านยังเป็นคนอยู่หรือไม่!
หลิวจี้โบกมือไล่ให้เด็กๆ ไปพักผ่อนเสีย
จากนั้นเด็กน้อยทั้งสี่คนก็กลับไปพักผ่อนในห้องของตนเองจริงๆ
ฉินเหยาไม่เอ่ยปากเรียกให้เขาลุกขึ้น อาวั่งจึงยังคงหมอบอยู่บนพื้นตลอด จนกระทั่งหลิวจี้เรียกให้เขาลุกขึ้นไปทำอาหารต่อ เขาจึงค่อยลุกขึ้น โค้งตัวแล้วเดินเข้าห้องครัวไป ท่าทางดูคล่องแคล่ว แต่แท้จริงแล้วกลับงกๆ เงิ่นๆ เตรียมอาหารเย็นเพราะไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม
หลิวจี้มือหนึ่งถือถ้วย อีกมือหนึ่งยื่นไปดึงแขนเสื้อของฉินเหยา แต่ถูกฉินเหยาส่งสายตาเย็นชาให้ทีหนึ่งจนเย็นยะเยือกไปถึงหัวใจ
ทว่าก็ยังคงกัดฟันพานางไปนั่งลงที่ห้องโถง ยื่นน้ำในถ้วยไปตรงหน้าฉินเหยา “เมียจ๋า เจ้าดื่มน้ำก่อน ข้าจะค่อยๆ เล่าให้เจ้าฟัง”
ฉินเหยาเหลือบมองแผ่นหลังโค้งงอของคนแปลกหน้าในครัว แววตานางเย็นชา “ทางที่ดีเจ้าควรอธิบายให้ข้าพอใจให้ได้”
หลิวจี้ยิ้มแห้งๆ นั่งลงตรงข้ามนางแล้วเล่าเรื่องที่เขาไปเจออาวั่งได้อย่างไร และพาคนกลับมาได้อย่างไรอย่างละเอียดทุกขั้นตอน
วันนี้ขณะที่เขาขับรถม้าเข้าไปในเมืองเพื่อสอบถามราคาข้าวเปลือกก็ถือโอกาสดูว่ามีเรื่องสนุกอะไรใหม่ๆ หรือไม่
ระหว่างเส้นทางที่จะไปยังอำเภอและเมืองจินสือนั้น เขาก็พบเจอกลุ่มคนจำนวนมากที่กำลังขายตัวเอง
มีสตรีหน้าตาสะสวยบางคน เพียงแค่ข้าวห้าโต่วก็สามารถรับตัวกลับบ้านได้ ตอนนั้นหลิวจี้เห็นแล้วก็ถึงกับใจเต้นระรัว
ในใจพลันคิดถึงครั้งก่อนที่พบเจอเรื่องดีๆ เช่นนี้ซึ่งก็คือครั้งก่อน ผลลัพธ์คือไปรับฉินเหยาหญิงชั่วร้ายผู้นี้กลับมาทำให้เขาได้รับความทรมานอย่างแสนสาหัส
เหลือบมองโฉมงามร่างผอมบางที่คุกเข่าอยู่ริมทาง ในใจพลันก็บังเกิดความตื่นเต้นยิ่งนัก
แน่นอนว่า ส่วนนี้ย่อมต้องละไว้ มิได้บอกแก่ฉินเหยา
เพราะหลังจากนั้นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของเขาก็พลันพลุ่งพล่านขึ้นมา สุดท้ายจึงไม่กล้าเอาข้าวไปให้โฉมงามร่างผอมบางผู้นั้น ช่วยนางให้พ้นจากทะเลทุกข์ ปัดเศษเท่ากับว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นไปเสีย
และนับว่าโชคดีที่ไม่ได้ให้ข้าวไป มิฉะนั้น คนเคราะห์ร้ายที่ถูกอีกฝ่ายใช้เล่ห์กลจนตกหลุมพรางสตรีก็คงกลายเป็นเขาไปแล้ว
เมื่อนึกถึงภาพคหบดีผู้หนึ่งถูกเหล่าผู้อพยพร่างกำยำกลุ่มหนึ่งจับเปลื้องผ้าปล้นเอาทรัพย์สินไปจนหมดสิ้น สุดท้ายยังถูกโฉมงามที่ตนช่วยไว้ถ่มน้ำลายใส่ดัง “ถุย” อีกที หลิวจี้ตอนนี้ยังคงตบอกด้วยความใจหายไม่หยุด
ข้ามเรื่องกับดักที่โฉมงามผู้นั้นวางไว้ไป ต่อมาหลิวจี้ขับเกวียนเปล่าๆ เตร็ดเตร่ต่อไปทางอำเภอ ก็ได้พบเข้ากับอาวั่ง
ตอนนั้นอาวั่งไม่ได้คุกเข่ารอให้คนเลือกอยู่ริมทาง แต่เขาสังเกตเห็นบุคคลเช่นหลิวจี้ตั้งนานแล้ว จากนั้นก็พุ่งเป้าเข้ามาอย่างแม่นยำ คุกเข่าลงตรงหน้าเขาทันที บอกว่าตนไม่ต้องการแม้แต่เหวินเดียว ขอเพียงให้หลิวจี้พา ‘วัวม้า’ เช่นตนกลับบ้านไปด้วย จะใช้งานตามใจชอบอย่างไรก็ได้
ชีวิตนี้ของหลิวจี้ ยี่สิบสามปีแรกคุกเข่าให้บิดาและมารดาผู้ล่วงลับ สองปีให้หลังคุกเข่าให้ภรรยาร้ายกาจที่บ้าน
ขณะที่หลิวจี้กำลังใจเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็ลังเลเพราะเกรงใจภรรยาร้ายกาจที่บ้าน เกวียนของบ้านหลิวต้าฝูก็ปรากฏขึ้นในครรลองสายตา
หลิวจี้ได้แต่มองดูต้าจ้วงคนงานของบ้านหลิวต้าฝู ใช้เหตุผลว่านายท่านหลิวลี่ซิ่วไฉของบ้านตนกำลังเลือกเด็กรับใช้ข้างกายมาพาเด็กหนุ่มรุ่นๆ สองคนจากไป ท่ามกลางสายตาของบิดามารดาฝ่ายนั้นที่มองส่งไปด้วยความซาบซึ้ง
หลิวจี้อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ไม่อยากจะเชื่อและไม่กล้าเชื่อ ไม่ยอมรับอย่างยิ่ง!
ก้มมองบุรุษที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าซึ่งก้มหน้าอย่างสงบเสงี่ยมและไม่ต้องการแม้แต่เหวินเดียวอีกครั้ง หลิวจี้ก็ตัดสินใจสะบัดหน้าทันที “ขึ้นเกวียน!”
“เจ้าชื่ออะไร” หลิวจี้ถามเขา
บุรุษผู้นั้นไม่ได้บอกชื่อตนเอง เพียงแต่เอ่ยขอให้นายท่านใหญ่ประทานชื่อให้ตนอย่างนอบน้อม
หลิวจี้ที่เดิมทีก็ต้านทานแทบไม่ไหวอยู่แล้ว พอได้ยินคำว่า ‘นายท่านใหญ่’ ก็พลันเคลิบเคลิ้มหลงลืมตนไปชั่วขณะ เค้นสมองคิดนามอัน ‘แสนวิเศษ’ อย่าง อาวั่ง ขึ้นมาได้
จากนั้นก็วางท่าทีราวกับว่าบ้านของตนนั้นเมตตาต่อบ่าวไพร่ยิ่งนัก กำชับอาวั่งว่า
ตระกูลติงสำนักศึกษาของตระกูล上课。”
“บ้านเราคนน้อย มีคนทั้งหมดแค่หกคน ตัวข้านายท่านผู้นี้ วันธรรมดาต้องไปร่ำเรียนที่สำนักศึกษาในอำเภอ ส่วนนายน้อยคุณหนูทั้งสี่ที่บ้านก็ต้องไปเข้าเรียนที่สำนักศึกษาของตระกูลติงในตัวอำเภอเช่นกัน”
“ส่วนเจ้า ทุกวันยามเฉินจะต้องไปส่งเหล่านายน้อยคุณหนูน้อยไปที่สำนักศึกษาของตระกูล ตอนเย็นก็ไปรับพวกเขากลับจากเลิกเรียน ที่บ้านกินข้าววันละสามมื้อ ฮูหยินกินจุ โดยทั่วไปแล้วต้องทำเผื่อสำหรับห้าคน…”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หลิวจี้ก็ไม่ได้สังเกตเลยว่า ตอนที่เขาพูดถึงเรื่องที่คนคนเดียวกินเท่ากับปริมาณของคนห้าคนซึ่งใครได้ยินก็ต้องตกตะลึงนั้น อาวั่งกลับไม่มีท่าทีประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่พยักหน้ารับว่าตนจดจำไว้แล้ว
หลิวจี้กำชับต่อ “ที่บ้านมีสัตว์เลี้ยงสองตัวที่ต้องให้อาหาร มีแปลงผักขนาดสามเฟินที่เขาด้านหลังต้องดูแล ฮูหยินรักความสะอาด หน้าร้อนต้องอาบน้ำวันละครั้ง เรื่องเหล่านี้เจ้าจดจำไว้ให้หมด ยังมีเรื่องอีกมากที่ข้าจะค่อยๆ บอกเจ้าทีหลัง ยังมีงานในไร่นาอีก…”
อย่างไรก็ตาม หลิวจี้มอบหมายงานบ้านและงานเกษตรทั้งหมดในบ้านให้อาวั่งดูแลอย่างวางใจ ปลดปล่อยตนเองออกจากเรื่องจุกจิกน่ารำคาญได้สำเร็จ
ตลอดทาง อารมณ์ของเขาช่างเบิกบานใจยิ่งนัก
เขาคิดว่า ฉินเหยาเองก็น่าจะดีใจด้วยเช่นกัน เพราะตอนนี้นางเป็นคนที่มีธุระยุ่งมากผู้หนึ่ง มิอาจใส่ใจเรื่องราวใดๆ ในบ้านได้ พอดีมีทาสมาช่วยแบ่งเบาภาระ ช่างสะดวกสบายมิอาจหาใดเปรียบ
ยิ่งไปกว่านั้น อาวั่งไม่ต้องการค่าจ้าง ขอเพียงให้อาหารเขากินพอประทังหิวแล้วให้เสื่อฟางหนึ่งผืนนอนในคอกวัวก็พอแล้ว
“เมียจ๋า เรื่องที่สามีจัดการในครั้งนี้ เจ้าพอใจหรือไม่ ไม่ต้องเสียเงินแม้แต่เหวินเดียว แค่ให้เขากินดื่มเล็กน้อยก็ใช้งานเยี่ยงวัวม้าได้แล้ว คุ้มค่ายิ่งนักใช่หรือไม่” หลิวจี้มองฉินเหยาอย่างคาดหวัง รอคอยคำชม
ฉินเหยาเอ่ยถามด้วยเสียงเย็นชา “เจ้าแน่ใจหรือว่าไม่ได้คิดจะแข่งขันกับหลิวลี่ผู้นั้นจึงได้พาคนกลับมาน่ะ”
“เรื่องอะไรก็เอาแต่เปรียบเทียบกับผู้อื่น เหตุใดไม่เห็นเจ้าเปรียบเทียบเรื่องการร่ำเรียนบ้างเล่า เขาเป็นถึงซิ่วไฉแล้วเจ้าเล่าเป็นอะไร”
หลิวจี้ตอบอย่างอกผายไหล่ผึ่ง “ข้าก็เป็นถงเซิงนะ!”
ฉินเหยาตวัดสายตามองเขาคราหนึ่ง ดูทำเข้าเถิดช่างเก่งกาจเสียจริง