ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 274 ยันต์คุ้มภัย
“เมียจ๋า? เมียจ๋า เจ้าพูดสิเมียจ๋า…”
ยิ่งคิดหลิวจี้ก็ยิ่งอยากร้องไห้ สวรรค์ไม่เคยประทานลาภลอยให้จริงๆ ไหนเลยจะมีคนหน้าด้านยอมเป็นวัวเป็นม้าให้ผู้อื่นโดยไม่เอาแม้แต่เหวินเดียว?
อาวั่งผู้นี้ต้องมีจุดประสงค์แอบแฝงในการเข้าใกล้พวกเขาเป็นแน่!
มองหลิวจี้ที่บิดตัวดิ้นเร่าๆ ราวกับหนอนอยู่เบื้องล่าง ฉินเหยาก็ยกมือขึ้นกุมหน้าผาก รู้สึกอ่อนแรงอยู่ลึกๆ
เหตุใดจึงมีที่คนโง่เขลาได้ถึงเพียงนี้นะ!
ต่อให้สวรรค์ประทานลาภลอยลงมาจริง มันจะหล่นลงมาโดนเจ้าหลิวจี้หรือ ตนเองมีฐานะอันใดไม่รู้หรือ คนอื่นเขาจะมาเอาอะไรจากเจ้าได้?
เอาความยากจนข้นแค้นของเจ้าหรือเอาความหน้าด้านไร้ยางอายของเจ้าเล่า
“หลีกไป!” ฉินเหยาสะบัดขา หลิวจี้ก็ไถลพรืดออกไปไกลสามเมตรทันที
แต่แขนขาของเขาว่องไวอย่างยิ่ง คลานกลับมาอีกสองสามทีก็กอดเข่านางเอาไว้ใหม่ ตัวสั่นงันงก ไม่ยอมปล่อยมือ “เมียจ๋า เจ้าอย่าโกรธเลย ข้าผิดไปแล้ว ข้าผิดไปแล้ว หากคนผู้นั้นเป็นคนร้ายหลบหนีที่ชั่วร้ายจริงๆ เจ้าต้องปกป้องข้านะ~”
ฉินเหยากระชากคอเสื้อด้านหลัง ดึงเขาให้ลุกขึ้นจากขาของนาง ส่งสายตาเตือนให้เขายืนดีๆ หากยังเข้ามาใกล้กว่านี้ คงไม่ใช่แค่คำเตือนทางสายตาแล้ว
หลิวจี้รู้จักสถานการณ์ดี รีบฉวยโอกาสยืนตัวตรง แต่สายตาก็ยังคงมองนางอย่างหวาดหวั่น
ฉินเหยากล่าว “คนผู้นั้นพุ่งเป้ามาที่ข้า”
“อะไรนะ?” หลิวจี้ตกใจมาก “เมียจ๋า เจ้าไปล่วงเกินผู้ใดไว้รึ”
แม้ว่าทุกวันเขาจะแหกปากร้องขอให้สวรรค์เอาภรรยาโหดร้ายผู้นี้ไปเสีย แต่หากนางเป็นอะไรไปจริงๆ ครอบครัวนี้ก็จบสิ้นแล้ว!
ฉินเหยาโบกมือ “ไม่น่าใช่”
หลิวจี้ถอนหายใจโล่งอกไปครึ่งหนึ่ง “ในเมื่อมิใช่มาเพื่อทำร้ายเจ้า เช่นนั้นเขาก็คงตามเมียจ๋ามาเพื่อขอความคุ้มครองเป็นแน่”
ฉินเหยาคิดว่าบางครั้งหลิวจี้เองก็ไม่ได้โง่เขลาถึงเพียงนั้น เรื่องเหล่านี้เขากลับมีปฏิกิริยาว่องไวมาก
“เจ้าเดาได้ไม่ผิดนัก อาจกำลังหลบหนีศัตรูคู่อาฆาตจึงไม่อยากเปิดเผยใบหน้า”
มีอีกเรื่องที่ฉินเหยาไม่ได้พูดต่างจากที่หลิวจี้คาดเดาว่าอีกฝ่ายเป็นคนในยุทธภพ นางกลับรู้สึกว่าอาวั่งเหมือนนักฆ่าเดนตายที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ไม่อาจเปิดเผยตัวตนได้มากกว่า
แต่ตามหลักเหตุผลแล้ว นักฆ่าเดนตายที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวดตั้งแต่เด็กประเภทนี้จะไม่ทรยศหลบหนีออกมา พวกเขาไม่มีทางยอมให้ตนเองมีความคิดทรยศนายเหนือหัวเช่นนี้ได้เลย
ต่อให้นายเหนือหัวตายไปก็จะเลือกเพียงฆ่าตัวตายตามเท่านั้น
“ช่างเถิด เขามาถึงบ้านเราแล้วก็คือคนของบ้านเรา” ฉินเหยายักไหล่ เรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นต้องคิดให้ปวดหัว ขอเพียงแน่ใจว่าอาวั่งไม่ได้มาเพื่อฆ่าล้างครอบครัวพวกเขา ไม่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตต่อเด็กๆ ก็พอแล้ว
หลิวจี้ยังคงกลัวอยู่บ้าง “เช่นนั้นต่อไปข้าจะเกรงใจเขาหน่อย”
“ไม่จำเป็น” ฉินเหยาบอกให้เขาทำตัวตามปกติ การคาดเดาของพวกนางยังคงเป็นเพียงการคาดเดา ยังต้องรอให้อาวั่งเผยพิรุธออกมามากกว่านี้จึงจะสามารถยืนยันได้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเขาคืออะไร
“หากเจ้าว่างจนอยู่ไม่สุข ไม่มีอะไรทำก็คอยหยั่งเชิงเขาดูว่าเนื้อแท้ของเขาเป็นเช่นไร” ฉินเหยากำชับ
เรื่องนี้หลิวจี้คุ้นเคยดีก็แค่หาเรื่องคนอื่นให้ถึงที่สุดไม่ใช่หรือ เขาตบอกรับรองว่าจะจัดการให้ฉินเหยาอย่างเรียบร้อย
แต่ก็ยังคงไม่เข้าใจอยู่บ้าง “เมียจ๋า เจ้าว่าเหตุใดเขาจึงเลือกบ้านเราเป็นที่ซ่อนตัว”
ฉินเหยาเผยสีหน้าซับซ้อน ไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือควรจะเกลียดชังดี “อาจเป็นเพราะคิดว่าข้าจะช่วยเขาแก้ไขปัญหามากมายได้กระมัง”
อย่างน้อยก็ไม่ได้ไปสร้างความเดือดร้อนให้คนธรรมดามิใช่หรือ
หลิวจี้แค่นเสียง “ดูไม่ออกเลยว่าเขาเป็นคนมีความคิดลึกซึ้งด้วย”
ฉินเหยาเอียงหูฟังความเคลื่อนไหวในสวนหลังบ้าน บนห้องใต้หลังคาของยุ้งฉางมีเสียงกุกกักดังมา นางเดาว่าคนที่อยู่ในห้องใต้หลังคาก็กำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าวของพวกนางสองคนอยู่เช่นกัน
ในห้องนอนเด็กข้างๆ กลับมีแต่เสียงกรนดังระงม เด็กทั้งสี่เข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว
“นอนเถิด” ฉินเหยาลุกขึ้นเปิดประตูแล้วกลับเข้าห้องไปพักผ่อน
พอนางจากไป หลิวจี้ก็พลันรู้สึกว่าเงาไม้รอบด้านน่ากลัวราวกับภูตผี รีบคว้าเชิงเทียนในห้องโถงแล้วผลุบหายเข้าไปในห้องของตนเองอย่างรวดเร็ว
หลิวจี้เปิดลิ้นชักโต๊ะหนังสือ หยิบพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกออกมา กลางค่ำกลางคืนไม่หลับไม่นอนกลับมานั่งเขียนตัวอักษร
เนื้อหาคือข้อมูลสารถีในหมู่บ้านต่างๆ ใกล้เมืองจินสือที่เขาไปสืบมาในวันนี้ เขียนออกมาทีละคน ทำเป็นตารางสถิติ เพื่อนำไปให้ฉินเหยาตรวจดู
หลิวจี้ยังคงรู้สึกโล่งใจอยู่บ้าง วันนี้ตนเองเก็บคนอันตรายอย่างยิ่งกลับมาคนหนึ่ง เมื่อครู่เขาเตรียมใจพร้อมแล้วว่าจะต้องถูกฉินเหยาจัดการอย่างหนักหน่วง
ไม่นึกว่า นางกลับไม่ได้ลงมือ เขาจึงรอดพ้นเคราะห์ไปได้คราหนึ่ง
แต่ก็ยากจะรับประกันว่าพรุ่งนี้เมื่อนางตื่นขึ้นมาสมองปลอดโปร่งแล้วจะนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีกหรือไม่
ดังนั้น ที่หลิวจี้อดนอนเร่งทำอยู่นี้ ไม่ใช่ตารางข้อมูลสารถี แต่เป็นยันต์คุ้มภัยต่างหาก
จำนวนสารถีในเมืองจินสือมีอยู่ค่อนข้างมาก รวมทั้งหมดมีราวๆ ยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดคน กระจายอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ
ในเมืองยังมีขบวนรถม้าเล็กๆ อยู่ขบวนหนึ่ง ร่วมมือกับสำนักคุ้มภัยตลอดปี แม้จะรู้สึกว่าขบวนรถม้าเล็กๆ นี้ไม่น่าจะร่วมมือกับโรงงานเครื่องเขียนได้ แต่หลิวจี้ก็ยังคงเขียนลงไป
นี่มิใช่เพราะเขียนให้เยอะหน่อยจะได้ดูเหมือนว่าตอนกลางวันเขาขยันขันแข็งมากหรอกหรือ เรื่องที่นางสั่ง เขาทุ่มเททำอย่างเต็มที่ ไม่มีเวลาว่างไปดูสาวงามเล่นกลหลอกลวงเลยแม้แต่น้อย!
วันรุ่งขึ้น ฉินเหยาเพิ่งเปิดประตูห้องออกมาก็เห็นหลิวจี้ขอบตาคล้ำเป็นหมีแพนด้า ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มประจบประแจงมายืนอยู่ตรงหน้า
นางตกใจเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเขาเกิดเสียสติอันใดขึ้นมาอีก
ทว่าใบหน้ากลับสงบนิ่ง “ไปทำเรื่องผิดต่อมโนธรรมอันใดมารึ”
หลิวจี้ส่ายหน้า ยื่นตารางข้อมูลสารถีที่เขียนมาทั้งคืนให้อย่างนอบน้อม “เมียจ๋า โปรดดู!”
เมื่อวานฉินเหยาไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้เพราะคิดว่าหลิวจี้ไม่ได้ทำงานทำการ มัวแต่ไปดูบ้านหลิวลี่ซื้อเด็กรับใช้ข้างกายแล้วเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเสียมากกว่า
บวกกับดึกดื่นค่ำคืน ความง่วงงุนเข้าครอบงำแล้วจึงไม่ได้ซักไซ้เขา
ไม่นึกว่า เพียงชั่วข้ามคืน แม้แต่ตารางสถิติก็ทำออกมาแล้วรึ
จุดสำคัญคือ เนื้อหาในตารางข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์มาก มีข้อมูลพื้นฐานของสารถีและที่อยู่ รวมทั้งเส้นทางที่วิ่งเป็นประจำและค่าบริการเท่าใด
ฉินเหยาเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจระคนยินดี เก็บตารางข้อมูลนี้ใส่ไว้ในอกเสื้อ นี่ไม่ต้องให้นางแก้ไขแล้วสามารถมอบให้สองพี่น้องหลิวไป่และหลิวเฝยที่รับผิดชอบด้านการขนส่งได้โดยตรงเลย
“เมียจ๋า ตารางสารถีเป็นที่น่าพอใจหรือไม่” หลิวจี้ถามอย่างมั่นใจ
ฉินเหยาพยักหน้า ทั้งสองเดินไปยังห้องโถง บนโต๊ะอาหารจัดเตรียมโจ๊กข้าวขาวและเครื่องเคียงไว้เรียบร้อยแล้ว อาวั่งยกถาดหมั่นโถวธัญพืชรวมซึ่งนึ่งเป็นถาดใหญ่สุดท้ายออกมาจากในครัว วางลงบนโต๊ะแล้วถอยไปยืนอยู่ริมประตูพลางกล่าวอย่างนอบน้อมว่า
“นายท่าน ฮูหยิน อาหารเช้าพร้อมแล้ว จะให้ไปเรียกนายน้อยและคุณหนูมากินเลยหรือไม่”
เด็กๆ ยังคงอ่านหนังสือยามเช้าอยู่ในห้องหนังสือ ต้าหลางยังคงฝึกฝนพื้นฐานประจำวันอยู่ในสวนหลังบ้าน
ฉินเหยาส่ายหน้า “เก็บไว้ให้พวกเขาก็พอ เสร็จภารกิจยามเช้าแล้วพวกเขาจะมากินเอง อย่าเพิ่งไปรบกวน”
เมื่อก่อนอาหารเช้าที่บ้านไม่เคยกินเร็วเท่านี้ ปกติจะกินกันช่วงสายๆ เป็นอาหารเช้าควบเที่ยง
เพราะตอนเช้าทุกคนในครอบครัวต่างก็มีเรื่องของตนเองที่ต้องทำก่อน ไม่มีใครว่างเข้าครัวแต่เช้าตรู่จึงมีเพียงรอให้หลิวจี้ทำภารกิจของเขาให้เสร็จก่อน ครอบครัวทั้งหกคนจึงจะมีเวลามารวมตัวกันล้อมวงกินอาหารเช้าในห้องโถง
และอาหารเช้าที่ตรงเวลาในวันนี้ล้วนเป็นเพราะในบ้านมีอาวั่งเพิ่มมาอีกคน