ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 321 กว้างขวางมาก อาศัยอยู่ได้
ตอนที่ 321 กว้างขวางมาก อาศัยอยู่ได้
………………..
ผู้ใหญ่บ้านทั้งสามคน พอเห็นผู้คุ้มกันเหล่านั้นก็หยุดฝีเท้าแต่ไกล
หลิวต้าฝูอยากจะลองเอ่ยปาก ทว่าผู้คุ้มกันทั้งสี่ที่เฝ้าอยู่พลันขยับมือวางลงบนด้ามดาบทำให้หลิวต้าฝูตกใจจนต้องถอยกลับไปอยู่ข้างผู้อาวุโสทั้งสอง ในใจร้องลั่น ทวารบาลพวกนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว!
โชคดีที่หลิวจี้สังเกตเห็นได้ทันท่วงทีจึงรีบวิ่งออกมาอธิบายว่าอาจารย์ไม่ชอบพบคนนอก ให้พวกเขากลับไปก่อนจึงหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้
หากคำพูดไล่แขกนี้เป็นหลิวจี้ที่พูด หลิวต้าฝูคงต้องหัวเราะเยาะเขาอย่างน้อยหนึ่งประโยค
แต่พอได้ฟังว่าแท้จริงแล้วเป็นผู้สูงศักดิ์ที่ไม่ชอบพบคนนอก พวกเขาจึงถอยกลับไปทันที
ก่อนจะจากไป หลิวต้าฝูยังนึกถึงคำเรียกที่หลิวจี้ใช้เรียกผู้สูงศักดิ์ผู้นั้นขึ้นมาได้จึงเบิกตากว้าง มองหลิวจี้ขึ้นๆ ลงๆ อย่างไม่อยากจะเชื่อ “ซานเอ๋อร์ ตอนนี้เจ้าเป็นศิษย์ของผู้สูงศักดิ์แล้วหรือ”
หลิวจี้กอดอกเชิดคางขึ้น “ข้าผู้ไม่เอาไหน เพิ่งจะคารวะท่านอาจารย์ไปเมื่อครู่และได้พบกับศิษย์พี่ตัวน้อยแล้ว”
เพราะคำพูดประโยคนี้ หลิวต้าฝูถึงกับรู้สึกว่าสีหน้าที่น่าหมั่นไส้ของเขากลับดูหล่อเหลาองอาจขึ้นมาในทันตา รีบกล่าวแสดงความยินดีสองสามคำ บอกว่าวันหน้าจะให้หลิวลี่มาขอคำชี้แนะจากเขา
เมื่อเห็นหลิวจี้แสดงสีหน้าลำพองใจและค่อนข้างรำคาญ เขาจึงได้หันหลังเดินจากไปจริงๆ
หลิวต้าฝูนั้นเรียกได้ว่าเดินไปสามก้าวต้องหันกลับมามองหนึ่งครั้ง ในแววตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ ในใจคิดว่าชะตาชีวิตของคนเราเหตุใดจึงแตกต่างกันได้ถึงเพียงนี้
ในลานบ้านมีเสียงเรียกของกงเหลียงเหลียวดังขึ้นมา “หลิวซานเอ๋อร์!”
ชายชราแม้ดูอายุมากแล้ว ทั้งยังขาขาดทั้งสองข้าง แต่หูกลับยังดีเยี่ยม พอได้ยินหลิวต้าฝูเรียกซานเอ๋อร์ก็เรียกชื่อศิษย์คนใหม่ตามทันที
หลิวจี้ขานรับ “ขอรับ!” แล้วรีบวิ่งกลับเข้าไปในลานบ้าน
สารถีและผู้คุ้มกันส่วนใหญ่ยืนอยู่นอกประตู เหลือเพียงสือโถวกับสาวใช้สองคน และเด็กรับใช้ข้างกายสองคนคอยปรนนิบัติอยู่เบื้องหน้าฉีเซียนกวนและกงเหลียงเหลียว คนก็ไม่นับว่าเยอะ แต่เมื่อรวมพวกต้าหลางสี่พี่น้องเข้าไปด้วย ลานบ้านที่เดิมทีก็ไม่ใหญ่อยู่แล้ว กลับดูคับแคบขึ้นมาทันตา
โชคดีที่ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศปลอดโปร่งแจ่มใสจึงไม่นับว่าเป็นการละเลยจนเกินไป
กงเหลียงเหลียวรู้ดีว่าในชนบทคงไม่มีเงื่อนไขที่ดีอะไรนัก ทัศนคติจึงนับว่าไม่เลว ข้างกายมีโต๊ะเตี้ย บนโต๊ะมีขนมไหว้พระจันทร์หนึ่งจานกับชาร้อนหนึ่งกา เขายกชาขึ้นจิบสองอึกเพื่อกดกลิ่นสุราลง
เด็กรับใช้ข้างกายและสาวใช้คุกเข่าอยู่ข้างกายเขาคนละฝั่งพร้อมรอรับคำสั่งทุกเมื่อ
หลิวจี้รีบวิ่งเข้ามา เห็นชายชรานั่งสบายๆ ไม่มีเรื่องอันใดก็ยิ้มอย่างจนใจ “ท่านอาจารย์เรียกซานเอ๋อร์มีเรื่องอันใดหรือขอรับ”
เพราะกลัวว่าชายชราอาจจะต้องการปลดทุกข์แต่ไม่สะดวกพูด เขาจึงคุกเข่าลงกระซิบถามข้างหูอีกฝ่ายเบาๆ
ก็มีแต่หลิวจี้นี่แหละ หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นมาถามเรื่องเช่นนี้ด้วยท่าทีแบบนี้ รับรองว่าไม่มีทางได้อยู่ดีแน่
เมื่อครู่ระหว่างทางดื่มสุราไปมากเกินไปก็รู้สึกปวดขึ้นมาจริงๆ กงเหลียงเหลียวจึงเอ่ยปากรับคำแล้วมองไปรอบๆ ลานบ้านนี้ดูไม่เหมือนจะมีที่ให้ปลดทุกข์ได้สะดวกเลย
ในตอนนี้ ฉีเซียนกวนที่ให้พวกต้าหลางสี่พี่น้องนำทางสำรวจบ้านของฉินเหยาทั่วทั้งหมดแล้วก็กลับมา
พอเด็กหนุ่มเห็นพื้นที่หน้าบ้านและหลังบ้านก็รู้ได้ทันทีว่าบ้านของฉินเหยาไม่มีพื้นที่พอจะต้อนรับพวกเขาได้เลยจึงเหลือบมองหลิวจี้อย่างโกรธกริ้ว…ไม่ได้เตรียมการเอาไว้แท้ๆ แต่ยังกล้ามาเชิญคนอีก!
แต่ในเมื่อมาถึงแล้ว ตอนนี้จะมาคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องเหล่านี้ก็ไม่มีประโยชน์ มีแต่จะเพิ่มความรำคาญใจเปล่าๆ
ในขณะนี้ เมื่อสังเกตเห็นความต้องการของท่านอาจารย์ ฉีเซียนกวนจึงสั่งให้สือโถวไปนำของบนหลังม้าลงมาทันที ให้ไปสร้างกระโจมในสวนหลังบ้านเพื่อใช้เป็นห้องน้ำชั่วคราวให้ท่านอาจารย์ก่อน
อีกทั้งยังให้คนเตรียมเครื่องใช้สำหรับล้างหน้าแปรงฟันของอาจารย์ไว้พร้อมสรรพแล้วจึงสั่งให้คนไปที่ห้องครัวเพื่อแจ้งกับคนรับใช้ที่ชื่ออาวั่ง จะได้ดูแลรสชาติอาหารให้ถูกปากท่านอาจารย์ยิ่งขึ้น
หลิวจี้มองดูเด็กน้อยอย่างฉีเซียนกวนที่จัดการเรื่องต่างๆ ราวกับผู้ใหญ่คนหนึ่งแล้วเลิกคิ้วขึ้น ในที่สุดก็รู้สึกได้ถึงความแตกต่างระหว่างเด็กอัจฉริยะกับเด็กธรรมดาขึ้นมาบ้างแล้ว
สือโถวและผู้คุ้มกันคนอื่นๆ เองก็มีความเป็นมืออาชีพมาก เจ้านายสั่งเพียงคำเดียว พวกเขาก็สามารถจัดการส่วนที่เหลือที่เจ้านายยังไม่ได้สั่งการจนครบถ้วนสมบูรณ์ได้
ในไม่ช้า หีบไม้แต่ละใบก็ถูกผู้คุ้มกันยกลงมาจากหลังม้า ในสวนหลังบ้านเองก็สร้างกระโจมขึ้นอย่างรวดเร็ว จัดวางของใช้ที่จำเป็นสำหรับการเข้าส้วมเรียบร้อย สาวใช้ยังโปรยตะไคร้หอมเพื่อกลบกลิ่นไว้อีกด้วย
ทางด้านกงเหลียงเหลียวนั้นย่อมมีคนหามเขาไปยังสวนหลังบ้านเพื่อจัดการธุระเอง
พวกต้าหลางสี่พี่น้องยืนอยู่ใต้ระเบียง มองดูบ้านของตนที่เปลี่ยนไปจนไม่เหมือนบ้านของตนอย่างตกตะลึง ในใจพลันสั่นสะท้านขึ้นมาด้วยลางสังหรณ์ไม่ดี
“ท่านแม่ยังไม่กลับมาอีกหรือ” ต้าหลางมองไปยังอาวั่งที่ยืนนิ่งอยู่ห่างออกไปราวสองเมตรแล้วถามเสียงเบา
ปลายหูของอาวั่งขยับเล็กน้อย มองไปยังห้องครัวสุดที่รักที่ถูกสาวใช้สองคนยึดครองด้วยใบหน้าไร้อารมณ์แล้วตอบว่า “ใกล้แล้วล่ะขอรับ”
สี่พี่น้องรีบสูดหายใจเข้าลึกๆ อย่างประหม่า ตอนนี้พวกเขาเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าหากท่านแม่กลับมาบ้านแล้วเห็นหีบไม้เต็มลานบ้านจะทนไม่ไหวจับท่านพ่อที่เอาแต่ประจบสอพลอมหาบัณฑิตออกไปซ้อมอย่างหนักหนึ่งยก
แม้แต่ซื่อเหนียงยังรู้ว่าเรื่องแรกที่ต้องทำเมื่อพาแขกเข้าประตูมาก็คือต้องบอกการจัดการของเจ้าบ้านให้แขกทราบ
หลิวจี้ตามกงเหลียงเหลียวกลับมาจากการเข้าส้วม ตอนที่เดินผ่านหน้าสี่พี่น้องไปก็เหลือบมองสีหน้าของพวกเขา รู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่
เกี่ยวกับเรื่องนี้ หลิวจี้ครุ่นคิดในใจ พวกเจ้าคิดว่าข้าลืมพูดหรือ ข้าไม่กล้าพูดต่างหาก!
บ้านเก่าบ้านเก่า ฟังดูก็รู้แล้วว่าเก่าแค่ไหน ตอนนี้ฉินเหยายังไม่กลับมา เขาจึงไม่กล้าพาคนไปส่งเดช
ตอนนี้ฟ้ายังสว่างอยู่ หากฉีเซียนกวนไม่พอใจขึ้นมาก็ยังมีเวลาพอที่จะวิ่งกลับเข้าเมืองไปได้
หากคนไปแล้วก็ไม่แน่ว่าจะกลับมาอีก
ฉีเซียนกวนเดินสำรวจหลังเขาของบ้านฉินเหยาอีกรอบหนึ่ง เขาไม่ได้บอบบางอย่างที่ทุกคนคิด เมื่อกลับมารองเท้าก็เปื้อนโคลนเต็มไปหมด เขาส่ายหน้าให้กงเหลียงเหลียวแล้วพูดว่า
“ท่านอาจารย์ ศิษย์ดูแล้ว บ้านของหลิวจี้เล็กเกินไป ถ้าอย่างไรพวกเรารอทานมื้อค่ำเสร็จแล้วกลับเข้าไปในเมือง ไปหาโรงเตี๊ยมพักผ่อนดีหรือไม่ขอรับ”
หัวใจของหลิวจี้พลันกระตุก ดูท่าคงต้องแจ้งการจัดการของเจ้าบ้านให้ทราบก่อน
เขารีบกล่าวขอโทษไปว่า “ทำให้ท่านอาจารย์และศิษย์พี่ต้องลำบากแล้ว แต่เรื่องที่พักนั้น ภรรยาของข้าได้จัดการไว้แล้ว ท่านอาจารย์และศิษย์พี่ไม่ต้องเป็นกังวล”
แล้วมองไปยังฉีเซียนกวนที่ราวกับมีพลังงานเหลือล้นอีกครั้ง “เดินทางมาตลอดทางทั้งเหนื่อยทั้งลำบาก ศิษย์พี่นั่งลงพักสักครู่ก่อนเถิด อีกสักครู่หลังจากทานมื้อค่ำแล้ว ข้าจะนำผู้คุ้มกันและบ่าวไพร่ไปยังบ้านพักรับรองเพื่อพักผ่อน”
“ยังมีบ้านพักรับรองอีกหรือ” ฉีเซียนกวนจ้องหลิวจี้ด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย ไม่ได้สังเกตเลยว่าหลิวจี้พูดว่าจะนำผู้คุ้มกันและบ่าวไพร่ไปยังบ้านพักรับรอง คิดไปเองว่าอีกฝ่ายได้จัดการหาบ้านในชนบทหลังหนึ่งให้ตนและท่านอาจารย์เข้าพัก
บ้านเรือนในหมู่บ้านเล็กๆ บนภูเขาแห่งนี้ เขากวาดตามองดูคร่าวๆ แล้ว ลานบ้านเล็กๆ ในชนบทหลังนี้ นับได้ว่าเป็นบ้านที่สะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบที่สุดในหมู่บ้านตระกูลหลิวแล้ว
ระหว่างทางที่มาเมื่อครู่ ผ่านบ้านชาวนาหลายหลัง หน้าประตูเต็มไปด้วยดินโคลนสีเหลืองและสิ่งสกปรกต่างๆ นานา ทำให้เขารู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่พาท่านอาจารย์มาหาหลิวจี้
โชคดีอย่างยิ่งที่บ้านของหลิวจี้นี้ดีกว่าที่เขาคิดไว้มาก อย่างน้อยก็สะอาดสะอ้าน ในลานบ้านก็จัดเก็บอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย หน้าบ้านหลังบ้านยังมีดอกไม้สดสองสามช่อปักไว้อย่างมีรสนิยม
แต่เมื่อเทียบกับไร่เหล่านั้นในแถบชานเมืองหลวง….ช่างเถอะ ไม่เทียบแล้ว มีบ้านพักรับรองพอให้อยู่ได้ก็พอแล้ว!
หลิวจี้พยักหน้าอย่างจริงจัง ตอบอย่างมั่นใจว่า “ศิษย์พี่วางใจเถิด มีบ้านพักรับรอง กว้างขวางมาก พอให้อาศัยอยู่ได้”
ฉีเซียนกวนเห็นสีหน้าของเขาไร้พิรุธใดจึงพยักหน้าเบาๆ “เช่นนั้นก็รอให้ทานมื้อค่ำเสร็จแล้วค่อยว่ากัน”
หลิวจี้ยิ้มพลางกวักมือเรียกฝาแฝดชายหญิง ให้พวกเขาออกไปเรียกมารดากลับมาทานข้าว
ซื่อเหนียงเข้าใจความหมาย นี่คือการให้พวกเขาไปสืบความคืบหน้าของการปรับปรุงก่อนจึงพยักหน้ารับ วิ่งปรู๊ดไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้