ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 362 หัวไชเท้าดอง
ตอนที่ 362 หัวไชเท้าดอง
เมื่อสามคนกลับถึงบ้าน ฝนก็หยุดตกแล้ว
อาวั่งวางร่มไว้ที่ระเบียงเพื่อผึ่งให้แห้ง พับแขนเสื้อขึ้นแล้วเข้าไปในห้องครัวเพื่อทำอาหารเย็น
ก่อนหน้านี้เขาอุ้มลูกเจี๊ยบครอกหนึ่งกลับมาเลี้ยง ฉินเหยารังเกียจว่าเหม็น อาวั่งจึงทำกรงที่กันลมกันฝนได้ไว้ข้างโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ให้ลูกเจี๊ยบครอกนี้
สองสามวันนี้ไม่ต้องไปสำนักศึกษาแล้ว ซานหลางกับซื่อเหนียงเห็นทุกวันจึงแอบเอาข้าวสารจากโอ่งข้าวที่บ้านไปให้พวกมันกินจนมีตัวหนึ่งที่กินจนท้องแตกตาย
พวกเขายังไม่กล้าบอกผู้ใหญ่ ได้อาวั่งช่วยปิดบังจึงนำลูกเจี๊ยบที่ตายแล้วไปฝังไว้ในดินหลังเขา ตอนแอบกลับมาก็ชนเข้ากับฉินเหยาที่กำลังจะไปตรวจดูสภาพไม้แปรรูปที่สวนหลังบ้านพอดี
ซื่อเหนียงร้อง “โอ๊ย” ออกมาคำหนึ่ง ซานหลางแม้จะไม่ได้ร้อง แต่ก็เกือบจะล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น
โชคดีที่ฉินเหยาตาไวมือไว ฉวยคว้าพวกเขาไว้ได้ สองพี่น้องจึงรอดพ้นจากการต้องซักเสื้อผ้าทั้งชุด
งานบ้านในบ้านมีเยอะมาก อาวั่งคนเดียวย่อมดูแลไม่ไหว ดังนั้นการอบรมเรื่องงานบ้านที่ฉินเหยามีต่อสี่พี่น้องคือเรื่องของตนเองก็ให้ทำเอง
แต่บางครั้งที่เด็กๆ ขี้เกียจแล้วไปขอให้อาวั่งหรือท่านพ่อของพวกเขาช่วย นางก็ทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่ได้คาดคั้นเอาความ
อย่างไรเสีย เพียงแค่ไม่มาให้นางทำก็พอแล้ว
“ไปทำอะไรมา ฝนตกหนักเพียงนี้กลับสวมแค่หมวกงอบ ขากางเกงเปียกหมดแล้ว” ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างสงสัย
ซานหลางกับซื่อเหนียงแลบลิ้นแล้วประสานเสียงตอบว่าไม่มีอะไร คิดจะหลบหนีไป แต่ก็ถูกฉินเหยาเรียกกลับมา นางยื่นฟืนให้พวกเขาคนละกอง “เอาไปที่ห้องครัวแล้วเตรียมกินข้าวเย็นแล้ว ฟ้ามืดแล้วอย่าวิ่งเพ่นพ่าน”
สองพี่น้องรับคำอ้อๆ แล้วอุ้มฟืนมาที่ห้องครัว อาวั่งมองพวกเขาด้วยความจนใจ พลางส่งสัญญาณให้พวกเขาวางฟืนลงแล้วกวักมือเรียกทั้งสองเข้ามาใกล้ สั่งกำชับอย่างจริงจังว่า “ห้ามมีครั้งต่อไปอีก ชีวิตของลูกเจี๊ยบก็ยังเป็นชีวิต”
เด็กทั้งสองก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิด คำว่าขอโทษที่เอ่ยออกมานับว่าจริงใจอยู่บ้าง เพียงแต่…ซานหลางเลียริมฝีปากอย่างเสียดาย “ปีหน้าคงได้กินไก่น้อยลงตัวหนึ่งแล้ว”
ซื่อเหนียงมองพี่เล็กอย่างเคืองแค้นที่เขาไม่เอาไหนเช่นนี้ ก่อนจะรีบรับปากกับอาวั่งอีกครั้ง “พวกเรารู้ว่าผิดแล้ว คราวหน้าจะไม่ใจร้อนแล้วเจ้าค่ะ”
อาวั่งพยักหน้า เรื่องนี้จึงถือว่าผ่านไป
สองสามวันก่อนเขายังดองหัวไชเท้าไว้บ้าง บัดนี้รสเปรี้ยวก็ซึมเข้าเนื้อดีแล้ว เขาใช้กระชอนไม้ไผ่ตักขึ้นมาจากไหสองหัวใหญ่ หั่นเป็นแผ่นบางๆ วางในจานกระเบื้อง หั่นพริกแดงท่อนเล็กๆ ตกแต่งแล้วยื่นให้ซานหลางกับซื่อเหนียง ให้พวกเขายกไปที่ห้องโถง
“ท่านแม่ ท่านพ่อ มีหัวไชเท้าดอง!”
เด็กน้อยทั้งสองถือหัวไชเท้าดองเดินเข้าห้องมาอย่างลิงโลด ใช้เท้าปิดประตูห้องกันลมหนาวที่พัดหวีดหวิวอยู่ภายนอก
ในห้องโถงอบอุ่นมาก ถ่านในกระถางไฟลุกโชน หลิวจี้ผลักต้าหลางกับเอ้อร์หลางไปข้างๆ แล้วยึดที่นั่งไว้ผู้เดียว เขายื่นมือออกไปอังไฟแล้วใช้มืออุ่นๆ มาถูหน้าถูหูพลางคิดในใจว่าวันเช่นนี้สมควรซุกตัวอยู่ในผ้าห่มไม่ออกไปไหนเสียจริง
น่าเสียดาย งานบ้านกองเป็นภูเขาเลากา ไหนเลยจะได้พักผ่อน
เมื่อเห็นซื่อเหนียง พวกพี่น้องก็พากันมาล้อมวงอยู่รอบโต๊ะเพื่อกินหัวไชเท้าดองรสเปรี้ยวอมหวาน กลิ่นหอมเปรี้ยวจนชวนให้น้ำลายสอนั้นแทรกเข้าสู่ปลายจมูกทำให้หลิวจี้อดกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ไม่ได้
“ซานหลาง ให้พ่อชิมหน่อย!” หลิวจี้นั่งอยู่ที่เดิม ไม่ขยับก้นแม้แต่น้อย เพียงอ้าปากรอให้บุตรชายมาป้อน
ซานหลางนั้นเป็นเด็กซื่อๆ เขารับคำ ทั้งยังเลือกชิ้นที่ดองจนเข้าเนื้อที่สุดแล้ววิ่งเหยาะๆ ไปส่งถึงปากหลิวจี้อย่างร่าเริง
ทั้งยังเอียงคอถามว่า “ท่านพ่อ เปรี้ยวหรือไม่ขอรับ”
“เปรี้ยว” หลิวจี้ขมวดคิ้วมุ่น แต่หลังจากรสเปรี้ยวจางลง ความเผ็ดซ่านอันเป็นเอกลักษณ์ของหัวไชเท้าและความเผ็ดของพริกแดงก็กระจายไปทั่วปาก ทว่ากลับสดชื่นยิ่งนัก!
สรุปแล้วก็คือสองคำ “เปรี้ยวสะใจ! เอามาให้พ่ออีกชิ้น”
ซานหลางพยักหน้าอย่างเชื่อฟังแล้วไปคีบมาให้บิดาอีกชิ้น ทั้งยังเอียงคอถามแบบเดียวกับเมื่อครู่ว่า “ท่านพ่อ สะใจหรือไม่”
ฉินเหยาถือยารักษาแผลและผ้าฝ้ายผลักประตูเข้ามา ภาพที่เห็นก็คือภาพหลิวจี้ผู้เป็นบิดาแท้ๆ นั่งอย่างสบายอารมณ์อยู่ข้างกระถางไฟ อ้าปากรอให้ซานหลางป้อน
“หลิวจี้ เจ้าไม่มีมือหรืออย่างไร” ฉินเหยาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ขณะปิดประตู
หลิวจี้หัวเราะแหะๆ โบกมือให้ซานหลางที่กำลังจะป้อนต่อให้หลีกไปแล้วลุกขึ้นเดินเข้ามาหา
ขณะเดินผ่านโต๊ะ ต้าหลางและน้องๆ อีกสามคนที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยเพิ่งกะพริบตา หัวไชเท้าดองที่เหลือกว่าครึ่งจานก็ถูกมือใหญ่ของหลิวจี้ฉวยเอาไปเสียแล้ว
เขาใช้ไม้จิ้มฟันไม้ไผ่เสียบขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้วยื่นไปตรงหน้าฉินเหยา “เมียจ๋า เจ้าลองชิมดูสิ เปรี้ยวๆ เผ็ดๆ หวานนิดๆ อร่อยเป็นพิเศษ”
ดวงตาของหลิวจี้เป็นประกายวิบวับ แลดูคาดหวังอย่างยิ่ง ฉินเหยาอดวิจารณ์ไม่ได้ “สายตาของเจ้าช่างเหมือนลูกสุนัขนัก”
หลิวจี้ “หา”
ช่างเถิด ฉินเหยาส่ายหน้ายิ้มๆ คร้านจะอธิบายกับเขาให้มากความ รับไม้จิ้มฟันไม้ไผ่จากมือหลิวจี้มาแล้วลองชิมคำหนึ่ง รสชาติดีทีเดียว “ฝีมือของอาวั่งนี้ดีถึงขั้นเอาไปขายได้แล้ว”
นางจิ้มเพิ่มอีกสองชิ้น ในใจพลันรู้สึกอิ่มเอมจากรสชาติอาหารเลิศรส ฉินเหยาอารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย
นางวางไม้จิ้มฟันไม้ไผ่ลงแล้วเดินมานั่งข้างกระถางไฟ วางยาที่นำมาด้วยไว้บนม้านั่งเล็กข้างกาย ต้าหลางก็ขยับมานั่งเองโดยอัตโนมัติ ยื่นมือที่บาดเจ็บออกมา
เอ้อร์หลางเห็นจานถูกวางลงในที่สุดจึงหยิบไปกินต่อกับคู่ฝาแฝด หลิวจี้จะมาขอแบ่งชิ้นหนึ่ง เอ้อร์หลางก็ปัดป้องไม่ยอมให้ ทั้งยังส่งเสียงฮึ่มใส่เขา “อยากกินก็ไปหยิบเองสิขอรับ นี่ของพวกข้า หัวไชเท้าพวกข้าก็เป็นคนไปถอนกับท่านอาอาวั่งมานะ!”
ท่านแม่เคยพูดไว้ว่า ผู้ใดไม่ทำงาน ผู้นั้นย่อมไม่มีสิทธิ์กิน!
หลิวจี้เลิกคิ้วขึ้น พูดอะไรไม่ออก
ฉินเหยาเปลี่ยนยาให้ต้าหลางไปพลางกำชับหลิวจี้ไปพลาง “หัวไชเท้านี้ดองได้ดีจริงๆ เจ้าตักออกมาถ้วยหนึ่งส่งไปที่เรือนปทุม ให้ท่านอาจารย์กับศิษย์พี่ของเจ้าเป็นอาหารจานเล็กเรียกน้ำย่อย”
ฝนเพิ่งหยุดตก ทางเดินด้านนอกเฉอะแฉะและลื่นมาก ทั้งฟ้าก็มืดแล้ว หากเป็นวันอื่น หลิวจี้คงมีเหตุผลนับหมื่นที่จะไม่ไป
แต่วันนี้เขากลับไม่พูดไร้สาระแม้แต่คำเดียว เพียงรับคำ ทั้งยังแกล้งคีบหัวไชเท้าชิ้นที่เอ้อร์หลางกำลังจะส่งเข้าปากไปอย่างซุกซนแล้วเดินได้ใจออกไปจากห้อง
“อ๊าาา!” เอ้อร์หลางโกรธจนคลั่ง ไล่ตามออกไปกลับถูกบิดาของเขาจับตัวไว้ได้สำเร็จแล้วรวบแขนโอบคอเด็กชายไว้ “ไป ไปส่งของที่เรือนปทุมกับพ่อ!”
เอ้อร์หลางสู้แรงบุรุษวัยฉกรรจ์ไม่ได้จึงถูกหลิวจี้ลากตัวไปทั้งที่ยังสบถด่าไม่หยุด
หลิวจี้ไหนเลยจะยอมอ่อนข้อให้เขา เอ้อร์หลางด่าคำหนึ่งเขาก็ตอบโต้คำหนึ่ง บางครั้งเมื่อได้ยินสำนวนใหม่ๆ ออกมาจากปากเด็กน้อยก็ร้องเอ๊ะขึ้นมาแล้วชมว่า “ไม่เลวๆ รู้จักด่าคนโดยไม่ใช้คำหยาบแล้วนี่”
โชคดีที่ต่อมาเด็กชายก็คิดได้ว่าการด่ากันนั้นไร้ความหมายจึงปิดปากเงียบ กอดอกเดินตามหลังหลิวจี้ ความเงียบก็คือทอง
สองพ่อลูกออกจากบ้านก็ไม่คิดจะถือโคมไฟไปด้วย ฟ้าเริ่มมืดลงทุกขณะ เอ้อร์หลางเดินช้าลงเรื่อยๆ
หลิวจี้ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง เขาเป็นถึงบุรุษอกสามศอกจะถือสาหาความกับเด็กน้อยจริงๆ ได้อย่างไร
เขายื่นมือออกไปคว้าคอเสื้อด้านหลังของเอ้อร์หลางไว้ “ตามมาให้ทัน อย่าตกลงไปในแม่น้ำเล่า”
เอ้อร์หลางแค่นเสียงขึ้นจมูก เมื่อฟ้ามืดลงก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจริงๆ ไม่รู้ตัวเลยว่ามือเล็กๆ นั้นได้คว้าจับสายรัดเอวของบิดาเอาไว้แล้ว
เมื่อถึงเรือนปทุม สองพ่อลูกก็ไม่ได้เข้าไป มื้ออาหารเย็นที่บ้านกำลังจะเริ่มรับประทานกันแล้ว หลิวจี้มิกล้ารับประกันว่าหากตนอยู่ต่ออีกครู่หนึ่ง บนโต๊ะอาหารจะยังมีกับข้าวเหลืออยู่หรือไม่
ส่งหัวไชเท้าดองชามใหญ่ให้ผู้คุ้มกันแล้ว หลิวจี้ก็จูงเอ้อร์หลางจากไปทันที
ยังไม่ทันถึงบ้านก็ได้กลิ่นหอมยั่วน้ำลายของอาหารลอยมาแล้ว
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ในความมืดมิดยามค่ำคืนก็ปรากฏแสงสีส้มนวลอบอุ่น สองพ่อลูกสบตากันแล้วยิ้มพลางมุ่งหน้าไปยังแสงอบอุ่นนั้น