ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 391 มอบของขวัญปีใหม่
ตอนที่ 391 มอบของขวัญปีใหม่
เมื่อทานอาหารเย็นมื้อใหญ่เสร็จ ทุกคนก็นวดท้องของตนเอง เอนกายลงบนเก้าอี้ด้วยใบหน้าที่เปี่ยมสุข
เด็กๆ นั้นเหมือนจะเปี่ยมล้นไปด้วยพลังงานที่ใช้อย่างไรก็ไม่หมด เพิ่งจะกินข้าวอิ่มก็วิ่งเล่นไปทั่วลานบ้านอย่างไม่กลัวความหนาวแล้ว
ต้าเหมาน้องชายคนเล็กสุดกลายเป็นเป้าหมายที่พี่ๆ แย่งชิงกัน เดี๋ยวต้าหลางก็แบกต้าเหมาวิ่งไปสองสามรอบ เดี๋ยวก็ถูกจินเป่าจินฮวาแย่งไป จะทำเกี้ยวให้เขานั่ง
เมื่อเทียบกับพี่ๆ แล้ว ซานหลางและซื่อเหนียงจะเงียบกว่ามาก ฝาแฝดมักจะจับคู่กันเอง ใช้ภาษารหัสที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเองคุยกันอย่างออกรส
ในห้อง ผู้ใหญ่กำลังคุยเล่นกัน หลิวไป่และหลิวจ้งลองหยั่งเชิงถามฉินเหยาว่าตั้งใจจะให้ใครรับตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ต่อ ฉินเหยาเองก็ไม่ได้บอกว่าตนเองได้ทาบทามอวิ๋นเหนียงไว้แล้ว เพียงแต่บอกว่านางกำลังพิจารณาอยู่
ทว่าก็พูดอย่างชัดเจนว่า พี่น้องสามคนนี้ไม่ได้อยู่ในขอบเขตการเลือกของนาง
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ แม้ว่าคนในเรือนเก่าจะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก อย่างไรเสียพวกเขาก็เชื่อว่า หากมีผลประโยชน์ ฉินเหยาจะไม่ลืมพวกเขา
ในเมื่อนางมีตัวเลือกอื่นแล้ว พวกเขาแค่สนับสนุนคนที่นางเลือกก็พอแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น พี่น้องทั้งสามคนก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่า ตนเองอ่านหนังสือออกแค่ไม่กี่ตัว งานไม้ก็ไม่เชี่ยวชาญ ฉินเหยาไม่เลือกพวกเขา พี่น้องทั้งสามคนกลับรู้สึกโล่งใจเสียมากกว่า
มีเพียงหลิวจี้เท่านั้นที่มีความคิดเห็นมาก เขาพึมพำเสียงเบาว่า “เขาว่ากันว่าน้ำดีไม่ไหลออกนอกนา ตำแหน่งสำคัญอย่างผู้จัดการใหญ่ไม่เก็บไว้ให้คนในครอบครัว คนอื่นจะไว้ใจได้หรือ”
ฉินเหยาเหลือบตามองเขาอย่างเย็นชา เขาจึงค่อยหุบปากลง
อาหารย่อยไปพอสมควรแล้ว เมื่อเห็นว่าคนในเรือนเก่าเริ่มง่วงนอนเตรียมตัวจะกลับ ฉินเหยาก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องของตนเอง นำของขวัญที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ออกมาทั้งหมด
ดวงตาของนางเหอสว่างวาบขึ้นมาทันที นางได้รับบาดเจ็บที่มือกำลังพักอยู่ แต่ก็รีบลุกขึ้นไปช่วยฉินเหยาทันที ช่วยนางถือของไปพลางแอบดูว่ามีอะไรบ้างไปพลาง
สำหรับการกระทำเช่นนี้ของพี่สะใภ้ใหญ่ นางชิวทำได้เพียงถอนหายใจอย่างจนใจ เรียกเด็กๆ ที่กำลังเล่นสนุกอยู่ในลานบ้านเข้ามา
“อุ่นมือเท้ากันหน่อย อีกเดี๋ยวจะกลับกันแล้ว” นางชิวจับจินฮวาที่อยากจะเข้าไปใกล้ฉินเหยาให้นั่งลงบนเก้าอี้แล้วยื่นมือไปสำรวจ โอ้สวรรค์ มือเล็กๆ นั้นเย็นเหมือนกับน้ำแข็ง ทำให้นางชิวสั่นไปทั้งตัว
นางจึงส่งสายตาเตือนลูกสาว “ผิงไฟดีๆ”
จินฮวาร้องอ้อคำหนึ่งแล้วเอียงศีรษะทำหน้าทะเล้นใส่ต้าเหมา เจ้าตัวเล็กก็หัวเราะคิกคักพุ่งไปอยู่ข้างหลังพี่สาวแล้วกอดนางไว้ ดวงตามองไปที่โต๊ะใหญ่ที่เต็มไปด้วยข้าวของ
นางเหอนั้นมีสายตาแหลมคม นางเห็นดอกไม้ผ้าสวยงามที่อยู่ในกล่องมานานแล้ว คนทั้งคนแทบจะอดทนรอไม่ไหว
เมื่อฉินเหยาเห็นนางเป็นเช่นนี้ แน่นอนว่าของขวัญชิ้นแรกย่อมถูกส่งไปให้นาง
ทันใดนั้นนางเหอก็ยิ้มจนแก้มปริ “เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจล่ะนะ~”
พอเปิดกล่องออกดูก็เป็นดอกไม้ผ้าสองดอกที่นางเพิ่งจะเหลือบเห็นแล้วนึกปรารถนาอยู่ดอกนั้น
ดอกไม้ผ้าช่อนี้ประกอบด้วยดอกไม้ดอกใหญ่หนึ่งดอก ดอกไม้ดอกเล็กหนึ่งดอก สีสันใกล้เคียงกัน ดอกหนึ่งเป็นสีแดงสด ส่วนอีกดอกเป็นสีส้มแดงที่อ่อนกว่าเล็กน้อย
นางเหอนั้นชื่นชอบสิ่งของสีสันสดใสเช่นนี้แหละ นางหยิบออกมาดูแล้วดูอีก รู้สึกรักเสียจนไม่อยากวาง
“น้องสะใภ้ เจ้าช่างใส่ใจจริงๆ!” นางเหอกล่าวกับฉินเหยาอย่างตื่นเต้น
ฉินเหยาพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นจึงค่อยมอบของขวัญให้กับคนในเรือนเก่าตามลำดับอาวุโส โดยให้เด็กๆ นำไปให้ท่านปู่ท่านย่า ท่านลุงและท่านป้าเอง
ของนางจางและนางชิวนั้นเป็นดอกไม้ผ้าเช่นกัน ของนางจางเป็นสีม่วง ส่วนของนางชิวเป็นสีน้ำเงิน ทั้งสองสีล้วนเข้ากับพวกนางมาก
สำหรับหลิวเหล่าฮั่นนั้นนางเตรียมรองเท้าหุ้มข้อหนังไว้ให้คู่หนึ่ง ขนาดพอดีมาก ผู้สูงอายุนั้นชอบใส่รองเท้าหลวมๆ หน่อย เพราะทำงานในนามาตลอดปี หลังเท้าจึงผิดรูป ใส่รองเท้าให้หลวมหน่อยจะได้ไม่บีบรัดเกินไป
สามพี่น้องหลิวไป่ หลิวจ้ง และหลิวเฝยได้ชุดพู่กันและหมึกคนละชุด
ฉินเหยายิ้มกล่าว “ตัวอักษรก็ยังต้องเรียนรู้กันต่อไป ในอนาคตหากโรงงานขยายใหญ่ขึ้น ยังต้องรบกวนพวกท่านช่วยดูแล หากดูบัญชีไม่ออก อ่านหนังสือไม่ออกคงไม่ได้”
ฉินเหยาอ้าปากก็โยนขนมเปี๊ยะแผ่นใหญ่ออกไป “นี่ก็ถือเป็นกิจการที่เรือนเก่าตระกูลหลิวของพวกเราร่วมกันสร้างขึ้นมา ขาดพวกท่านคนใดคนหนึ่งไปก็เขียนเป็นตัวอักษรหลิวไม่ได้แล้ว!”
หลิวเหล่าฮั่นซาบซึ้งและประทับใจยิ่งนัก ในดวงตามีน้ำตาเอ่อคลอ เขามองฉินเหยาแล้วแอบขอบคุณบรรพบุรุษในใจที่คุ้มครอง ส่งสตรีที่ดีเช่นนี้มาให้ตระกูลหลิวของพวกเขา
หันศีรษะไป เห็นหลิวจี้กำลังเขี่ยเถ้าถ่านอย่างไม่แยแสก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือยาวออกไป เขกลงหัวเขาไปหนึ่งที “เหยาเหนียงกำลังพูดอยู่ เจ้าก็ฟังหน่อยสิ แบบนี้ใช้ได้ที่ไหน!”
หลิวจี้ถลึงตาใส่ด้วยความโกรธ บิดาผู้นี้ทำอะไรผิดอีกเล่า!
“เจ้ายังกล้าถลึงตาใส่ข้าอีกรึ” หลิวเหล่าฮั่นยกฝ่ามือขึ้น อยากจะตบเขาอีกสักฉาดใหญ่ๆ
หัวใจของหลิวจี้เต้นรัว เขารีบลุกขึ้นแล้วเผ่นไปทันที “ข้าจะไปอ่านตำรา!”
สู้ไม่ได้ก็หนีเสีย ไม่ได้หรือไร!
หลิวเหล่าฮั่นจึงค่อยดึงฝ่ามือกลับมาแล้วตะโกนเสียงดัง “อย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย อ่านดีๆ อ่านเยอะๆ เล่า!”
หลิวจี้กลอกตามองฟ้า ปิดประตูห้องดังปัง
ฉินเหยายักไหล่ มอบของขวัญให้จินเป่า จินฮวาและต้าเหมาต่อไป
หมวกหัวเสือหนึ่งใบให้จินเป่า
ผ้าพันคอขนกระต่ายหนึ่งผืนให้จินฮวา
ยังมีตุ๊กตาผ้ารูปแกะอีกคู่หนึ่งให้ต้าเหมาเป็นของเล่น
ในห้องโถงเต็มไปด้วยความครึกครื้น เสียงหัวเราะดังขึ้นไม่ขาดสาย บรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง
จนกระทั่งดึกสงัด คนจากเรือนเก่าจากไป ในลานบ้านจึงค่อยเงียบลง
พวกต้าหลางสี่พี่น้องหาวแล้วหาวอีก รีบล้างหน้าล้างเท้าแล้วกลับห้องไปนอน
วันนี้ฉินเหยาตื่นสาย ตอนนี้ยังไม่ง่วง หลังจากล้างหน้าล้างตาก็ถือกระถางไฟกลับเข้าห้อง กางสมุดบันทึกที่ทำเองออกมาแล้วเขียนขั้นตอนการประชุมสรุปผลงานสิ้นปี
รอจนกระทั่งง่วงนอนจึงค่อยวางพู่กันลง ปิดอ่างไฟที่ลุกโชนแล้วขึ้นเตียงนอน
วันต่อๆ มาล้วนเป็นการเตรียมตัวเพื่อหยุดงานก่อนปีใหม่
บัญชีจากที่ต่างๆ ต้องชำระให้เรียบร้อย ฉินเหยาและเฉียนวั่งขับรถม้าตามหลิวจ้งไปยังโรงค้าวัตถุดิบหลายแห่งบริเวณรอบๆ อำเภอเพื่อชำระเงินงวดสุดท้ายจนครบถ้วน
ระหว่างทางก็แวะที่ร้านแลกเงินในอำเภอ แลกเงินออกมา เพื่อความสะดวกในการจ่ายค่าจ้างให้คนงานในภายหลัง
ยุ่งวุ่นวายเช่นนี้จนถึงวันที่ยี่สิบสามเดือนสิบสอง งานจิปาถะทั้งหมดก็จัดการเรียบร้อยแล้ว รอเพียงพรุ่งนี้เช้าคนของไป๋ซั่นมาขนกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนชุดสุดท้ายของปีนี้ไปก็สามารถพักผ่อนได้แล้ว
ฉินเหยากำหนดเวลาประชุมสรุปผลงานสิ้นปีไว้ในช่วงบ่ายของวันที่ยี่สิบสี่ ตอนนั้นคนงานทั้งหมดจะมารวมตัวกันที่ลานว่างสำหรับใช้กองวัสดุ
เรื่องนี้ สำหรับชาวบ้านแล้วเป็นเรื่องแปลกใหม่
ชาวบ้านนอกโรงงานจำนวนไม่น้อยได้ยินข่าวก็มาดูความครึกครื้น
ฉินเหยาก็ไม่ได้ห้ามความอยากรู้อยากเห็นของเหล่าชาวบ้าน เปิดประตูใหญ่ให้พวกเขาเข้ามาเลย
ทว่ากลอนของแต่ละแผนกการผลิตต้องลงกลอนให้แน่นหนาเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่ไม่จำเป็น
มีคนมากมายขนาดนี้ก็ต้องมีคนคอยดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ฉินเหยาจึงมอบหมายหน้าที่นี้ให้กับขบวนรถม้าของหลิวไป่และหลิวเฝยรับผิดชอบ
หลังจากนั้นก็คือการจัดสถานที่
เมื่อถึงวันที่ยี่สิบสี่เดือนสิบสอง ตอนเช้าหลังจากช่วยขบวนรถม้าของบ้านไป๋ซั่นขนสินค้าขึ้นรถเสร็จ ตอนเที่ยงหลังทุกคนกินอาหารกลางวันมื้อสุดท้ายที่โรงอาหารในปีนี้ ฉินเหยาก็เป็นผู้นำสั่งการให้คนงานยี่สิบคนที่ผู้จัดการแต่ละกลุ่มเลือกมาให้ช่วยกันจัดสถานที่ประชุม
ทุกคนต้องมีที่นั่ง หากเก้าอี้ไม่พอก็ใช้ฟ่อนฟางแทน
ฟ่อนฟางที่ชาวบ้านกองไว้เป็นมัดๆ ยังไม่ทันได้ซ้อนกันเป็นกองฟาง ทั้งหมดก็ถูกยืมมาปูไว้บนลานกว้าง กลายเป็นม้านั่งยาวซึ่งเรียงกันเป็นแถวๆ