ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 390 ฉวยโอกาสในความวุ่นวาย
“อาสามและอาสะใภ้สามกลับมาแล้ว!”
จินเป่าที่อยู่บนต้นพลับร้องตะโกนด้วยความดีใจ
จินฮวาและซื่อเหนียงที่กำลังเล่นอยู่ในกองฟางรีบโผล่ศีรษะออกมามองลงไปที่เชิงเขา
สองพี่น้องถักเปียเล็กๆ สองข้าง บนเปียเต็มไปด้วยดอกไม้สานจากฟางข้าวที่พวกนางปักให้กันและกัน
ขณะที่เปียแกว่งไกวไปมา ดอกไม้ฟางก็ร่วงหล่นลงมาด้วย ซื่อเหนียงรู้สึกเสียดาย แต่ก็ไม่สนใจแล้ว นางจะไปรับท่านแม่
“พี่จินฮวา พวกเรารีบวิ่งเร็ว!” ซื่อเหนียงกระโดดลงมาจากกองฟางสูงกว่าหนึ่งเมตร ต้าหลางที่เพิ่งจะลงมาจากต้นไม้เงยหน้าขึ้นมาเห็นเข้าพอดีจึงรีบตะโกนห้ามจินฮวาที่เตรียมจะกระโดดตามลงมา “ห้ามกระโดด ระวังขาหัก!”
นานๆ ครั้งซื่อเหนียงจะตามเขาและท่านอาวั่งไปฝึกฝนร่างกายจึงได้เรียนรู้ทักษะมาบ้าง นางจึงไม่เป็นอะไร เมื่อลงถึงพื้นก็วิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว แต่จินฮวาทำไม่ได้
ต้าหลางวิ่งขึ้นไป รับจินฮวาลงมาจากกองฟาง
จินฮวาหัวเราะแหะๆ ให้เขาพลางหยิบดอกไม้ฟางสองสามดอกที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา วิ่งตามซื่อเหนียงไป “ซื่อเหนียง รอข้าด้วย~”
ต้าหลางส่ายหน้าอย่างจนใจ หันหลังแล้วเรียกพวกเด็กผู้ชายกลับบ้าน จะได้เวลากินข้าวแล้ว
ท้องฟ้ามืดมากแล้ว เพราะอาศัยว่าท่านพ่อท่านแม่ไม่อยู่บ้าน ถึงได้กล้ามาปีนต้นพลับแก่ที่หลังเขา
ลูกพลับชุดแรกถูกเด็กๆ ในหมู่บ้านเก็บไปจนหมดแล้ว ตอนนี้มีลูกเล็กๆ งอกออกมาไม่กี่ลูก วันนี้ถูกพี่น้องหลายคนเก็บใส่กระเป๋าเสื้อไปหมดแล้ว
เมื่อนับรวมกันดูแล้วมีทั้งหมดเจ็ดลูกพอดี ลูกพี่ลูกน้องเจ็ดคนแบ่งกันคนละลูก แม้แต่ต้าเหมาเองก็มีส่วนด้วย
“อา อา!” ต้าเหมาที่คลานอยู่ตรงธรณีประตูของห้องโถง เมื่อเห็นพี่ๆ หลายคนวิ่งเข้ามาก็ตบมืออย่างตื่นเต้น
เขาเดินได้แล้ว แต่เดินโซซัดโซเซเสียจนน่าหวาดเสียว นางชิวจึงวางเขาไว้ในห้องโถง เมื่อมีธรณีประตูสูงกั้นไว้ เจ้าตัวเล็กจึงข้ามออกมาไม่ได้
แต่ตอนนี้ในใจเขาร้อนรน มือเท้าเล็กๆ นั้นคลานขึ้นไปบนธรณีประตูแล้วพลิกตัวออกมานอนแผ่อยู่บนพื้นนอกธรณีประตู
นางชิวถือจานกับข้าวมาถึงหน้าประตูพอดี นางหยุดฝีเท้าลงพลางกลั้นหายใจทันที
เสียงร้องไห้โฮที่คาดเอาไว้กลับไม่ได้ดังขึ้น เจ้าตัวเล็กกลอกตาไปมา เดิมทีก็เบะปากแล้ว แต่เมื่อเห็นว่าผู้ใหญ่รอบๆ ไม่มีใครคิดจะปลอบตนเองก็คล้ายกับเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรจึงหัวเราะคิกคักออกมา
นางจางกลัวว่าเขาจะหนาวจึงสวมเสื้อคลุมตัวเล็กหนาๆ ให้ เจ้าตัวเล็กตัวกลมเหมือนกับลูกหนัง เขากลิ้งตัวลุกขึ้นจากพื้นด้วยตนเองแล้วกางแขนออกเพื่อรักษาสมดุล เตรียมจะลงบันไดไปเอง
ลมหายใจที่นางชิวกลั้นเอาไว้คลายลงในทันที นางยิ้มให้เจ้าตัวเล็ก เขาเองก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มให้นาง แก้มถูกถ่านไฟในห้องอบเสียจนแดงระเรื่อ ดูแล้วน่ารักเป็นพิเศษ
“ต้าเหมา!” ฉินเหยาก้าวยาวๆ เข้ามาตบมือเพื่อดึงดูดความสนใจของเจ้าตัวเล็ก นางกางแขนออก “มา ให้อาสะใภ้สามอุ้มหน่อย~”
“อ๊ะย่า~” ต้าเหมาโบกแขนอย่างตื่นเต้น รีบโซซัดโซเซพุ่งเข้าไปหาฉินเหยา
ก่อนที่เขาจะตกลงมาจากบันไดหิน ฉินเหยาก็อุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นสูง
ตอนแรกต้าเหมาตกใจมาก เขาอ้าปากกว้าง แต่หลังจากได้สติก็เตะขาไปมาอย่างแรงแสดงความดีใจของตนออกมา
“หนักขนาดนี้ ดูท่าว่าต้าเหมาของเราจะกินจนกลายเป็นเจ้าอ้วนน้อยแล้วนะ” ฉินเหยาบีบเนื้อก้นที่นุ่มนิ่มของเด็กน้อยพลางหัวเราะฮ่าๆ
หลิวจี้แทบจะทนดูไม่ได้ ส่งเสียงจิ๊จ๊ะสองที แต่ก็อดที่จะยื่นมือไปบีบแก้มที่แดงระเรื่อของหลานชายไม่ได้
ต้าเหมานั้นไม่ชอบท่านอาสาม เขาโบกมือเล็กๆ ไปมาแสดงการต่อต้าน หากเขายังจะมาแกล้งอีก เจ้าตัวเล็กก็จะทำท่าจะร้องไห้แล้ว
คนในบ้านล้วนเป็นผู้หนุนหลังของเจ้าตัวเล็ก หลิวจี้ไม่กล้าแกล้งเขาจนร้องไห้จริงๆ จึงค่อยๆ ดึงมือกลับมาอย่างไม่พอใจ
ฉินเหยาพยักพเยิดไปทางห้องครัว “แขกกำลังช่วยงานอยู่ เจ้าเป็นเจ้าบ้านไม่ไปหรือ”
หลิวจี้นึกว่านางจะไม่นึกถึงเรื่องนี้แล้ว เขาถอนหายใจออกมาทันที พับแขนเสื้อแล้วเข้าไปช่วยงานในห้องครัว
ทว่าหากจะให้ทำงานอย่างว่าง่ายจริงๆ เขาก็ไม่ใช่เจ้าหลิวสามแล้ว
ทักษะการฉวยโอกาสในความวุ่นวายนั้นหลิวจี้ได้ฝึกฝนจนช่ำชองแล้ว
ถามทางนี้ที ห่วงใยทางนั้นหน่อย ดูแล้วเหมือนจะยุ่งมาก แต่ความจริงแล้วก็แค่ขยับปาก
ฉินเหยาอุ้มต้าเหมา ด้านหลังก็มีเด็กๆ ตามมาเป็นพรวน พวกเขาส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวเดินเข้ามาในห้องโถง
จินฮวาและซื่อเหนียงได้ลูกพลับมาจากพี่ชาย พอปอกเปลือกเสร็จแล้วก็แย่งกันมาป้อนให้นางกิน
ขนาด ความลึกล้วนเหมือนกันทุกประการ ลูกพี่ลูกน้องทั้งสองคนต่างก็รู้สึกว่าลูกพลับของตนเองเป็นลูกที่ได้รับความโปรดปรานมากที่สุด
โต๊ะอาหารถูกตั้งเรียบร้อยแล้ว
หลิวเหล่าฮั่นและนางจางนั่งผิงไฟอยู่ข้างในแล้ว คนที่ยุ่งง่วนอยู่ล้วนเป็นคนหนุ่มสาวอย่างหลิวไป่ หลิวจ้งและหลิวเฝย ผู้เฒ่าทั้งสองเพียงแค่มองดูลูกหลานเต็มบ้านก็มีความสุขแล้ว
ทว่าหลิวเหล่าฮั่นเป็นคนอยู่นิ่งไม่ได้ เมื่อเห็นว่าเสื้อกันฝนฟางที่แขวนอยู่บนผนังมีเสี้ยนโผล่ขึ้นมาสองสามเส้นก็หยิบลงมาซ่อมจนเสร็จในพริบตา ตอนนี้ก็มาจ้องที่ขาโต๊ะของบ้านฉินเหยาอีกแล้ว มักจะรู้สึกว่ามันไม่ค่อยเสมอกัน กำลังหาของทั่วทั้งห้องอยากจะเอามารองไว้
พื้นดินก็มีข้อเสียตรงนี้ เมื่อของหนักๆ วางอยู่ที่เดิมนานๆ พื้นดินจะรับน้ำหนักอย่างต่อเนื่องแล้วยุบลงเล็กน้อย
“ปีหน้าหลังฤดูไถหว่าน หากมีเวลาว่างเจ้าก็ปูพื้นบ้านใหม่เสียเถิด” หลิวเหล่าฮั่นช่วยวางแผน
นี่หมายความว่าเขาจะลงมือเองแล้ว
ตอนนี้หลิวเหล่าฮั่นไม่ค่อยชินกับเรื่องที่บ้านจ้างคนงานชั่วคราวมาช่วยงานในไร่เลย เขารู้สึกเหมือนจู่ๆ ก็ไม่มีงานให้ทำ
สมัยก่อนทำงานในนาทั้งปี ออกเช้าเย็นกลับ ไม่เคยหยุดพัก ชีวิตลำบากมาก
เขามักจะจินตนาการอยู่เสมอว่าพอชีวิตดีขึ้นแล้ว ตนเองก็จะพักผ่อนสักหน่อย
ตอนนี้เป็นอย่างไร พอถึงช่วงทำนาที่กำลังยุ่ง เขาเพิ่งจะลงไปทำนาได้แค่ครู่เดียวก็ถูกพวกหลิวไป่ลากตัวออกมาเสียแล้ว บอกให้เขายกโอกาสรับจ้างหาเงินนี่ให้คนอื่นบ้าง
ทั้งยังบอกให้เขาดูแลรักษาสุขภาพ ต่อไปพยายามอย่าลงนาอีก
อายุขัยเฉลี่ยของคนแคว้นเซิ่งนั้นสั้นอยู่แล้ว คนอายุเท่าหลิวเหล่าฮั่น หากยังไม่รักษาสุขภาพอีก ป่วยขึ้นมาครั้งหนึ่งก็อาจจะจากไปได้ทุกเมื่อ
ทว่าหลิวเหล่าฮั่นนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจ ‘ความกตัญญู’ เหล่านี้ของลูกๆ เลย เขารู้สึกเพียงว่าตนเองทำนาไม่ได้ ความสามารถในการทำนาที่ตนเองเชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียวในชีวิตนี้ไม่สามารถแสดงออกมาได้ก็ให้รู้สึกอึดอัด
นางจางมองการณ์ไกลกว่าชายชรามาก ตอนนี้นางกังวลเพียงเรื่องการแต่งงานของหลิวเฝยเท่านั้น
อย่างไรเสีย ลูกสะใภ้ของเรือนเก่าตระกูลหลิวของนางไม่กี่คนนี้ก็ล้วนเก่งกาจกันทุกคน นางยินดีที่จะปล่อยให้พวกนางจัดการกันเอง
ส่วนนางเอง ขอแค่ดูแลสวนผักที่บ้าน เลี้ยงไหมทอผ้าแล้วก็ดูแลลูกหลานก็พอแล้ว
มีสุขก็เสวยสุขไปก่อน รอให้ชีวิตลำบากค่อยมาเหนื่อยก็ยังไม่สาย
ฉินเหยามองเห็นทัศนคติที่แตกต่างกันของสองผู้เฒ่าก็รู้ว่าหลิวเหล่าฮั่นต้องการพิสูจน์คุณค่าของตนเองจึงไม่ปฏิเสธข้อเสนอของเขา
“ได้สิเจ้าคะ เช่นนั้นถึงตอนนั้นคงต้องรบกวนท่านพ่อช่วยดูแลแล้ว”
นางต้องบริหารโรงงานเครื่องเขียน หลิวจี้ก็ต้องท่องตำรา อาวั่งดูแลเด็กสี่คนและงานจิปาถะในบ้านก็น่าจะเหนื่อยมากแล้ว ต่อให้หลิวเหล่าฮั่นไม่พูด ถึงตอนนั้นฉินเหยาก็น่าจะต้องรบกวนพวกเขาอยู่ดี
เพราะที่บ้านไม่สามารถหาคนมาช่วยได้จริงๆ
“กับข้าวมาครบแล้ว ทุกคนรีบนั่งลงเตรียมกินข้าวเถิด!”
นางเหอตะโกนเสียงดัง ทุกคนในห้องก็รีบเข้าประจำที่ของตนเอง
เด็กๆ ยึดโต๊ะเล็ก ส่วนผู้ใหญ่ก็เบียดเสียดกันอยู่ที่โต๊ะใหญ่
อาวั่งและนางชิวเตรียมกับข้าวอร่อยๆ ไว้เต็มโต๊ะ ของหมักดองและเนื้อรมควันต่างๆ ที่ฉินเหยาซื้อกลับมาจากเมืองหลวงของมณฑลถูกทำเป็นกับข้าววางลงบนโต๊ะ กลิ่นหอมฟุ้ง
ประกอบกับผัดผักบ้านๆ อีกสองสามอย่าง ทุกจานล้วนเต็มจนล้นชาม อิ่มท้องกันแน่นอน
ก็มีแต่บ้านฉินเหยานี่แหละที่กล้าใส่น้ำมันและเครื่องปรุงรสเช่นนี้ จินฮวาและจินเป่าสองคนที่บ้านไม่เคยได้กินกับข้าวที่ทั้งสีสันและรสชาติครบถ้วนเช่นนี้ เมื่อเห็นผู้ใหญ่เริ่มลงตะเกียบก็รีบคีบกับข้าวตรงหน้าเข้าปากทันที
ผักป่าที่ผัดจนมันเยิ้ม มีสีเขียวขจี สดใหม่น่ารับประทาน หอมอร่อยกว่าผักต้มน้ำเปล่าที่พวกเขากินกันที่บ้านเยอะเลย
จินเป่ากินผักป่าคำโตไปพลาง ในใจก็คิดอย่างน้อยใจว่า ท่านแม่มักจะพูดว่าเขาเลือกกินไม่ชอบกินผัก ไยไม่คิดบ้างเล่าว่าผักที่บ้านนั้นแห้งกรัง ไม่มีน้ำมันสักหยด กระทั่งเกลือครึ่งช้อนก็ไม่กล้าใส่แล้วมันจะรสชาติแย่เพียงไหน
เจ้าหนูน้อยแอบฮึดฮัดในใจ เปลี่ยนความเศร้าโศกเป็นความอยากอาหาร เขากินข้าวคำโต กับข้าวจานผักของบ้านอาสะใภ้สามหอมอร่อยที่สุดแล้ว!