ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 405 ความเงียบดังกว่าเสียง
ตอนที่ 405 ความเงียบดังกว่าเสียง
วันส่งท้ายปีเก่ามาถึง
เพื่อที่จะได้ทานอาหารค่ำวันสิ้นปีมื้อนี้ให้ดี อาวั่งจึงได้มอบหมายหน้าที่ให้ทุกคนในบ้าน
หลิวจี้กับต้าหลางรับผิดชอบเขียนกลอนคู่แขวนโคมไฟ
เอ้อร์หลาง ซานหลางและซื่อเหนียงตามฉินเหยาไปทำความสะอาดครั้งใหญ่ เป็นการปัดกวาดโชคร้ายของปีที่แล้ว ต้อนรับโชคดี
ส่วนอาวั่งนั้นเหมางานในห้องครัวและได้เตือนล่วงหน้าไว้ว่า วันนี้หากไม่มีเสียงเรียกของเขา ใครก็ห้ามเข้าไปเกะกะขวางทางเด็ดขาด
ฉินเหยาที่นานๆ ครั้งจะได้หยิบไม้กวาดกล่าวว่า “ข้าอยากจะสลับกับเจ้าหลิวสาม”
หลิวจี้ไม่ยอมสลับเด็ดขาด ยากนักที่จะได้งานสบายๆ ขนาดนี้ เขาแทบจะอยากจะเข้าไปกอดอาวั่งเพื่อแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง
กระดาษสีแดงที่ซื้อมาล่วงหน้าถูกย้ายมาไว้หน้าประตูใหญ่ โต๊ะเก้าอี้ถูกจัดวาง พู่กันถูกหยิบขึ้นมา มองไปยังฉินเหยาที่กำลังถือไม้กวาดอยู่ในลานบ้านอย่างไม่รู้จะเริ่มอย่างไรด้วยความภาคภูมิใจหลิวจี้ก็ตวัดปลายพู่กันลงไปสองสามที กลอนคู่ท่อนบนที่งดงามดุจมังกรเหินหงส์ร่ายรำก็ปรากฏขึ้นบนกระดาษ
‘ปีใหม่มงคล ทุกสิ่งราบรื่น โชคลาภเปิดทาง’
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ถือไม้กวาดเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ประหลาดใจกับลายมือบนกระดาษ ลายมือบนนั้นกลับคล้ายกับของกงเหลียงเหลียวถึงเก้าส่วน
ส่วนเดียวที่ขาดไปก็คือขาดจิตวิญญาณ
มีเพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่ไม่ได้ซึ่งแก่นแท้ของความสง่างามมาด้วย
แต่ถึงกระนั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ฉินเหยาต้องมองหลิวจี้เจ้าคนไร้ประโยชน์คนนี้ใหม่แล้ว
“เจ้าทำได้อย่างไร” ฉินเหยาพลิกดูใต้กลอนคู่สีแดงแผ่นนั้นอย่างไม่น่าเชื่อ ดูว่าเขาได้เตรียมแม่แบบไว้ล่วงหน้าหรือไม่ ไม่ใช่เขียนขึ้นสดๆ
การกระทำนี้ทำให้หลิวจี้ไม่พอใจอย่างยิ่ง เขากดมือนางที่กำลังพลิกกระดาษไว้อย่างแข็งกร้าวอย่างหาได้ยากแล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า
“ทำไมข้าจะทำไม่ได้เล่า อ้อ หรือว่าในสายตาของเมียจ๋าข้าไม่มีดีอะไรเลย”
ฉินเหยาเงียบ
ในตอนนี้ความเงียบดังก้องเสียยิ่งกว่าเสียงเสียอีก
หลิวจี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ จึงไม่โกรธจนตาย เขาเอามือของนางออกแล้วหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง เขียนกลอนคู่ท่อนล่างออกมา
‘ปีดีศรีสุข ปลอดภัยมั่งมีมั่งคั่ง’
คำแนวนอน: หมื่นลี้ฟื้นคืนวสันต์!
เมื่อเขียนเสร็จก็วางพู่กันลงเบาๆ เท้าสะเอวยืดอก ใช้คางมองฉินเหยา เบิกตาของเจ้าให้กว้างแล้วดูให้ดีๆ ว่าจริงหรือปลอม!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหลังศีรษะก็ถูกตบไปอย่างแรงทีหนึ่ง
“โอ๊ย!” เสียงร้องเสียงหนึ่งดังขึ้น หลิวจี้เจ็บจนกระโดดแทบจะชนโต๊ะล้ม
เขารีบถอยหลังไปพลางกุมท้ายทอยกล่าวอย่างน้อยใจว่า “เมียจ๋า นี่มันวันสิ้นปีนะ ไว้หน้ากันหน่อยไม่ได้หรือ”
ฉินเหยาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ ยัดไม้กวาดใส่อ้อมแขนเขาแล้วชี้ไปที่ลานบ้าน “ไปกวาดพื้น กลอนคู่นี้ข้าจะช่วยเจ้าติดเอง”
ริมฝีปากของหลิวจี้ขยับไปมา ภายใต้สายตาที่เรียบเฉยของนาง ในที่สุดก็ไม่กล้าต่อต้าน ถือไม้กวาด เดินไปได้สามก้าวก็หันกลับมามองหนึ่งครั้ง กำชับอย่างไม่วางใจว่า
“อย่าลืมเป่านะ หมึกยังไม่แห้งสนิท เละแล้วจะไม่ดี ข้าอุตส่าห์เขียนอย่างยากลำบาก…”
บ่นพึมพำไม่หยุดหย่อนยิ่งกว่าหญิงขี้นินทาในหมู่บ้านเสียอีก
แต่เมื่อมองดูกลอนคู่ที่เรียกได้ว่า ‘สวยงาม’ บนโต๊ะข้างหน้านี้ ฉินเหยาก็หาเหตุผลมาตะคอกเขาไม่ได้เป็นครั้งแรก
ฉินเหยารอให้หมึกแห้งสนิท ถึงได้หยิบกาวข้าวที่ทำเองมาติดกลอนคู่ที่มีความหมายดีงามนี้ไว้ที่ประตูใหญ่ของบ้าน
กลอนคู่เก่าของปีที่แล้วถูกเด็กๆ แกะจนขาดวิ่น ถูกฉินเหยาทิ้งลงบนพื้น หลังจากติดของใหม่เข้าไปแล้วก็เก็บของเก่าไปเผาที่เตาไฟในลานบ้าน
บนกระดาษสีแดงที่ซีดจางนั้น ลายมือที่เหมือนสุนัขปีนป่ายของหลิวจี้เมื่อปีที่แล้วพลันถูกไฟเผาผลาญไปในทันที
สิ่งที่มาแทนที่คือกลอนคู่ใหม่บนประตูใหญ่ ลายมือนั้นพลิ้วไหวสง่างาม ไม่ได้ดูยุ่งเหยิงเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป
ติดกลอนคู่แล้ว โคมไฟก็ยังต้องแขวน
ฉินเหยาโบกมือเรียกต้าหลางเข้ามา เด็กหนุ่มก็เดาความหมายของนางออก ปลายหูพลันแดงระเรื่อขึ้นอย่างเขินอาย ก้าวเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า
ฉินเหยารู้สึกขบขัน ยื่นโคมไฟให้เขา จากนั้นก็ยกต้าหลางขึ้นทั้งตัวด้วยมือเดียว “สูงพอหรือไม่”
ต้าหลางนั่งอยู่ในอ้อมแขนนาง ไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย ทั้งร่างแข็งทื่อตอบว่า “น้าเหยา สูงอีกหน่อยขอรับ”
“ได้” ฉินเหยาขยับขึ้นอีกเบาๆ ต้าหลางก็สามารถแตะตะขอที่ชายคาบ้านได้อย่างง่ายดายแล้ว เขาแขวนโคมไฟขึ้นไปอย่างระมัดระวัง
แขวนอันแรกเสร็จแล้วก็แขวนอันที่สองต่อ
แขวนที่ประตูใหญ่เสร็จแล้วก็ไปแขวนที่ประตูห้องโถง ยังมีหน้าประตูแต่ละห้องก็แขวนไว้หนึ่งดวง โคมไฟสีแดงประดับประดาลานบ้านให้ดูมีชีวิตชีวาขึ้น
ส่วนทางด้านหลิวจี้ก็พาเอ้อร์หลางและฝาแฝดกวาดบ้านทุกซอกทุกมุมจนสะอาด โต๊ะเก้าอี้และขอบหน้าต่างก็เช็ดจนเงาวับ
เท่านี้ บรรยากาศปีใหม่ก็มาแล้ว รอเพียงกับข้าวอร่อยๆ ของอาวั่งถูกยกขึ้นโต๊ะก็สามารถเริ่มทานอาหารได้
อาศัยว่าตอนนี้ยังเช้าอยู่ ฉินเหยาจึงหยิบกรรไกรมาแล้วสอนเด็กๆ ตัดกระดาษรูปอักษรมงคล “福” (โชคดี) หลังจากตัดเสร็จแล้วก็นำไปติดไว้ที่หน้าต่าง มองดูแล้วก็ทำให้อารมณ์ดีไปด้วย
ทางด้านห้องครัว อาวั่งก็ตะโกนว่า “เตรียมกินข้าว!”
ครอบครัวทั้งหกคนในห้องก็ลุกขึ้นยืนทันที วิ่งไปยกกับข้าว
ปลายจมูกของซื่อเหนียงขยับฟุดฟิด “หอมจัง!”
หลิวจี้เข้าไปดูที่เตาไฟ ในหม้อคือน้ำแกงกระดูกหมาป่ากับผักสีขาวนวลที่กำลังเดือดปุดๆ สีขาวนวลตัดกับสีเขียวขจีช่างดูสวยงาม
น้ำแกงที่เรียบง่าย ไม่ได้เติมเครื่องปรุงรสใดๆ เพิ่มเติม กลิ่นหอมดั้งเดิมก็เพียงพอที่จะชวนให้คนเจริญอาหารแล้ว
นอกจากนี้ยังมีหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วหนึ่งชาม ปลาหลีนึ่งพริกดองหนึ่งตัว หน่อไม้เส้นผัดไข่หนึ่งจาน หัวไชเท้าดองเปรี้ยวหวานสำหรับเรียกน้ำย่อยหนึ่งจาน และขนมข้าวฟ่างพุทราจีนหนึ่งถาด
รวมกับน้ำแกงในหม้อก็เป็นกับข้าวหกอย่างพอดีซึ่งเข้ากับความหมายอันเป็นมงคลตามสำนวนหกหกทุกสิ่งราบรื่น
ฉินเหยาและหลิวจี้ยกกับข้าว ส่วนต้าหลางกับเอ้อร์หลางตักข้าว ฝาแฝดช่วยกันจัดตะเกียบ รอเพียงอาวั่งยกน้ำแกงเข้ามา ประตูใหญ่ของห้องโถงก็ปิดลง กั้นลมหนาวไว้ด้านนอก เหลือเพียงความอบอุ่นและความรื่นเริงที่อบอวลอยู่เต็มห้อง
ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้กินของดีขนาดนี้มาก่อน ครอบครัวทั้งหกคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่จึงกินกันจนอิ่มแปล้
มีเพียงอาวั่งเท่านั้นที่ค่อนข้างควบคุมตนเองได้ดี
เมื่อเทียบกับความอร่อยของอาหาร เขากลับชอบที่จะเห็นคนรอบข้างแสดงสีหน้าพึงพอใจกับฝีมือการทำอาหารของตนเองมากกว่า
สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกว่า ตนเองเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้ มีความรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
แน่นอนงานเก็บล้างจานชามและโต๊ะเก้าอี้ย่อมตกเป็นของอาวั่งไปโดยปริยาย ใครใช้ให้เขายังขยับไหวอยู่เล่า
กินอาหารค่ำวันสิ้นปีเสร็จแล้ว ฟ้าก็มืดสนิท เด็กๆ รีบหยิบไม้ไผ่ยาวมายกโคมไฟลงมา จุดไฟทั้งหมด
แสงเทียนสีแดงส่องสว่างเต็มลานบ้านเล็กๆ แห่งนี้ ภายในคือเสียงหัวเราะที่สนุกสนานของเด็กๆ
เตาไฟในลานบ้านลุกโชน ไม้ไผ่ยาวที่คัดเลือกมาเป็นพิเศษถูกใส่เข้าไปเผา เกิดเสียงแตกดังเปรี๊ยะปร๊ะ
แต่พวกต้าหลางสี่พี่น้องไม่พอใจกับเสียงเพียงเท่านี้จึงไปลากท่านพ่อของพวกเขาให้หยิบประทัดที่ซื้อมาออกมา แบ่งกันคนละเส้นยาว จุดธูปหนึ่งดอกแล้วก็ถือวิ่งเข้าไปในหมู่บ้าน
ต้นทุนในการโอ้อวดของเด็กๆ ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้แล้ว
เทียบกันว่าใครได้อั่งเปาเยอะกว่า ดูว่าประทัดบ้านใครยาวกว่า
ในไม่ช้า เสียงประทัดก็ดังมาจากในหมู่บ้าน เพิ่มความครึกครื้นยิ่งขึ้น
ฉินเหยาและหลิวจี้ตามออกมา ทางด้านเรือนเก่าก็กินข้าวกันเสร็จแล้ว สองบ้านมารวมตัวกัน คุยกันถึงเรื่องปีนี้ วาดฝันถึงปีหน้า
ความอดอยากและความหนาวเหน็บในฤดูหนาวในความทรงจำได้ถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นและความพึงพอใจในวันนี้แล้ว
บ้านของเรือนเก่าได้ขยายเพิ่มอีกหนึ่งห้องตามกลุ่มใหญ่ของหมู่บ้าน หลังคามุงจากทั้งหมดถูกเปลี่ยนเป็นอิฐเขียวและกระเบื้องสีคราม พื้นปูด้วยทางเดินหินเล็กๆ และที่มุมกำแพงยังปลูกต้นทับทิมแดงไว้อีกสองต้น
ภาพเช่นนี้ แตกต่างจากตอนที่ฉินเหยาเหยียบเข้าไปในเรือนเก่าครั้งแรกอย่างสิ้นเชิง
ระหว่างการเฝ้าคืนส่งท้ายปี หิมะขาวก็โปรยปรายลงมา หิมะตกอีกแล้ว
หลิวเหล่าฮั่นนั่งอยู่ใต้ระเบียง เงยหน้ามองหิมะที่ลอยอยู่บนฟ้า ยิ้มแหะๆ กล่าวว่า “หิมะมงคลบอกลางปีที่อุดมสมบูรณ์ ปีหน้าจะต้องเป็นปีที่ดีแน่”