ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 424 มิได้ๆ เป็นอันขาด
ตอนที่ 424 มิได้ๆ เป็นอันขาด
พอฉินเหยาลืมตาตื่น หลิวจี้ก็ยิ้มแฉ่งเข้ามาประเคนบทกวีราวกับกำลังมอบของวิเศษ
“เมียจ๋า เจ้าดูสิ นี่คือบทกวีใหม่ที่ท่านอาจารย์แต่งขึ้นจากแรงบันดาลใจขณะอาบน้ำเมื่อวานนี้ ทุกถ้อยคำล้วนเป็นไข่มุกเลอค่า บรรยากาศในบทกวีก็ล้ำเลิศสุดจะพรรณนา!”
ฉินเหยาเพิ่งตื่นนอน สติยังไม่เข้าที่ นางหาวหวอดใหญ่ ดื่มชาเย็นที่อาวั่งนำมาให้เพื่อปลุกสมองไปครึ่งถ้วยจึงค่อยปรือตาขึ้นมองบทกวีที่หลิวจี้ยื่นให้
บทกวีนั้นดีอยู่หรอก แต่ในบทกวีกลับบรรยายเรื่องราวที่สองศิษย์อาจารย์อาบน้ำร่ำสุรากันอย่างสำราญเมื่อคืนไว้จนหมดเปลือก
เจ้าโง่หลิวจี้ผู้นี้ เมื่อคืนคงจะเมามายจนสติเลอะเลือนไปแล้วจริงๆ ถึงได้เปิดโปงเรื่องที่ตนอุตส่าห์ปิดบังไว้อย่างยากลำบากเมื่อคืนออกมาเช่นนี้
ฉินเหยาคืนบทกวีให้เขาพลางเหลือบมองหลิวจี้อีกสองครา เห็นดวงตาของเขาสดใสเป็นประกายจ้องมองมาที่นางด้วยท่าทีเชื่อใจอย่างเต็มเปี่ยม นางก็อดไม่ได้ที่จะยกมือกุมขมับพลางเอ่ยอย่างประหลาดใจ “ข้าพบว่าช่วงนี้เจ้าดูเจริญหูเจริญตาขึ้นเยอะเลยนะ”
นี่ไม่ใช่คำชมกันอย่างเห็นๆ หรอกหรือ
หลิวจี้เกาศีรษะอย่างเขินอาย “เป็นเพราะเมียจ๋าสั่งสอนมาดีต่างหาก”
ฉินเหยาเชิดคางใส่เขา “เอาไปติดที่กระดานประกาศตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน ให้เหล่าบัณฑิตที่มาดักรอท่านอาจารย์ของเจ้าได้ซึมซับบารมีทางปัญญาของท่านเสียหน่อย”
แล้วก็ถือโอกาสสร้างชื่อเสียงให้หมู่บ้านตระกูลหลิว ส่งเสริมโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวอันยิ่งใหญ่ของนางด้วย!
หลิวจี้ก็คิดเช่นนั้น พอเห็นรอยยิ้มของฉินเหยาก็รู้ทันทีว่าครั้งนี้ประจบได้ถูกจุด รีบรับคำอย่างแข็งขัน ไม่แม้แต่จะกินข้าวเช้าก็ถือบทกวีสดใหม่ร้อนๆ เดินลิ่วไปยังปากทางเข้าหมู่บ้านอย่างลิงโลด
พอหลิวจี้ปรากฏตัว เหล่าบัณฑิตที่ดักรออยู่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้านก็รีบกรูกันเข้ามาอย่างกระตือรือร้น
เมื่อได้ยินหลิวจี้บอกว่าจะแบ่งปันผลงานชิ้นใหม่ของมหาบัณฑิตให้ทุกคนได้ชม เหล่าบัณฑิตต่างก็ตื่นเต้นจนโลดเต้นดีใจ
บัณฑิตบางคนที่นิสัยเปิดเผยหน่อย ถึงกับอยากจะโผเข้าอุ้มหลิวจี้แล้วหอมสักฟอด
หลิวจี้รีบโบกมือพลางถอยหลังกรูด “มิได้! มิได้ๆ เป็นอันขาด!”
สุดท้าย หลิวจี้ก็ได้บรรยายที่มาที่ไปของการแต่งบทกวีเมื่อคืนอย่างออกรสชาติให้ฟังอีกครั้ง เหล่าบัณฑิตยิ่งซาบซึ้งจนน้ำตาไหลพราก กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าวันนี้ได้ยลโฉมผลงานชิ้นเยี่ยมเช่นนี้ ต่อให้ตายก็ไม่เสียดายแล้ว!
มุมปากของหลิวจี้กระตุกเล็กน้อย ในใจคิดว่า ถ้าเช่นนั้นก็อย่าเพิ่งมาตายที่หมู่บ้านตระกูลหลิวของข้าก็แล้วกัน
บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มสุภาพแต่แฝงไว้ด้วยความห่างเหิน เขาปฏิบัติภารกิจประชาสัมพันธ์ได้สำเร็จลุล่วงอย่างงดงามแล้วกลับบ้านไปขอคำชมจากเมียจ๋าอย่างมีความสุข
ฉินเหยาก็ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว อยากใช้ม้าให้วิ่งก็ต้องให้หญ้าม้ากิน นางตักข้าวให้หลิวจี้ด้วยตนเองชามหนึ่ง ให้เขากินกับกับข้าวที่เหลืออยู่สองสามอย่างไปก่อน
ก็ใครใช้ให้เขาไม่กินข้าวแล้ววิ่งออกไปเล่า วันนี้นางอารมณ์ดีจึงเจริญอาหารเป็นพิเศษ พอกินจนหนำใจก้มลงมองอีกที ถึงได้พบว่ากับข้าวแทบไม่เหลือแล้ว
แต่สีหน้ารังเกียจและน้อยเนื้อต่ำใจที่นางคาดว่าจะได้เห็นกลับไม่ได้ปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลาของหลิวจี้เลย
เขานั่งอยู่หน้าโต๊ะอาหาร ในมือถือชามข้าวที่นางขูดมาจากก้นหม้อจนติดข้าวแข็ง ดวงตาจ้องมองกับข้าวที่เหลือเพียงไม่กี่อย่างบนโต๊ะ ในแววตากลับทอประกายแห่งความซาบซึ้งใจ
ริมฝีปากที่ไม่หนาไม่บางซึ่งมีสีแดงระเรื่อตามธรรมชาติสั่นระริก “เมียจ๋า เจ้ายังอุตส่าห์เหลือกับข้าวไว้ให้ข้าด้วย”
ที่ผ่านมา เขาเคยมีวาสนาได้กินกับข้าวเหลือจากนางที่ไหนกัน
มีแต่ต้องเลียจานเท่านั้น!
“นี่คือข้าวกับกับข้าวที่เมียจ๋าตั้งใจเก็บไว้ให้ข้าโดยเฉพาะ…” หลิวจี้เงยหน้ามองฉินเหยา กล่าวจากใจจริงอย่างอาลัยอาวรณ์ “เมียจ๋า ข้าไม่กล้ากินเลย”
ฉินเหยาเหลือบมองเขาอย่างประหลาดใจ อยากจะดูให้แน่ว่าสมองเขาถูกเผาจนเพี้ยนไปแล้วหรือไร
แต่ดวงตาดอกท้อคู่นั้นกลับเบิกกว้างใสซื่อยิ่งกว่าดวงตาของสุนัขเสียอีก
“แค่กๆ!” ฉินเหยาฝืนกลั้นความรู้สึกกระดากอายจนแทบอยากจะมุดดินหนี กระแอมออกมาสองครั้งอย่างขัดเขินแล้วยื่นมือไปตบศีรษะของเขาเบาๆ “กินเถอะ ตอนเย็นยังมีข้าวเหลืออีก”
“อื้มๆ!” หลิวจี้พยักหน้าอย่างหนักแน่นแล้วจึงหยิบตะเกียบขึ้นมากินอย่างหิวกระหาย
ไม่ได้กินอะไรมาทั้งเช้า เขาหิวจะตายอยู่แล้ว!
ขณะที่กำลังกินอยู่ เสียงเรียกอันตื่นเต้นก็ดังมาจากนอกประตู “พี่สะใภ้สาม!”
เป็นเสียงของหลิวเฝย
หลิวจี้บ่นอุบอิบทั้งที่ข้าวยังเต็มปาก “วันนี้สำนักศึกษาหยุดรึ เขามาทำอะไร”
ยังจะมาเรียกพี่สะใภ้สาม พี่สะใภ้สามด้วยน้ำเสียงประจบประแจงเสียขนาดนั้น ประจบสอพลอ!
ระหว่างที่พูด เมล็ดข้าวในปากก็ร่วงลงบนโต๊ะเมล็ดหนึ่ง หลิวจี้ใช้ความเร็วปานสายฟ้าแลบเก็บมันขึ้นมายัดใส่ปากตามเดิมแล้วเคี้ยวๆๆ นี่คือข้าวที่เมียจ๋าอุตส่าห์ตักให้เชียวนะ~
มุมปากของฉินเหยากระตุกอย่างแรง ขณะเดินออกไปต้อนรับก็ครุ่นคิดว่าควรจะไปเชิญแม่หมอที่ไหนมาดูอาการของหลิวจี้ดี ดูว่าเขาถูกใครทำคุณไสยใส่หรือไม่ เหตุใดจึงได้เป็นถึงเพียงนี้
“พี่สะใภ้สาม!”
หลิวเฝยวิ่งเข้ามาอย่างร้อนรน บนร่างยังสะพายห่อผ้าใส่เสื้อผ้าที่ต้องนำกลับไปซักเปลี่ยน
ตอนนี้หลิวเฝยไม่ได้ทำงานที่โรงงานเครื่องเขียนแล้ว หลังปีใหม่เขาก็ลาออกจากงานที่นั่นและได้หลิวจี้พาไปสมัครเรียนที่สำนักศึกษาในอำเภอจนได้เข้าเรียนสำเร็จ
ตอนนี้คนหนุ่มมีแผนการในอนาคตที่ชัดเจนแล้ว เขาจะเริ่มจากการไปร่ำเรียนเขียนอ่านที่สำนักศึกษาเพื่อหาความรู้ จากนั้นจึงค่อยออกมาหางานการดีๆ ทำ เพื่อเพิ่มพูนความสามารถของตนต่อไป
และเพราะได้รับการสนับสนุนจากฉินเหยา ในใจของหลิวเฝยจึงมีความคิดหนึ่งอยู่เสมอว่า ในอนาคตหากพี่สะใภ้สามยังต้องการให้เขาช่วยเหลือ เพียงแค่นางเอ่ยปาก เขาก็จะรีบกลับมาช่วยทันที
หลายวันก่อน หลิวเฝยซึ่งอยู่ในอำเภอได้รับข่าวจากพี่รองหลิวจ้งว่า พี่สะใภ้สามให้เขาคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของทางการ บ่อนพนันและหอคณิกาในเมืองไว้ให้ดี หากมีเรื่องใดเกิดขึ้นก็ให้รีบกลับมาแจ้งนาง
นี่อย่างไร! หลังจากที่วันก่อนบ่อนพนันปิดตัวลงอย่างกะทันหัน เมื่อเย็นวานก็เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง
หอคณิกาถูกทางการสั่งปิดแล้ว!
เรื่องนี้วุ่นวายไปทั้งเมืองตลอดทั้งคืนจนกระทั่งเช้านี้จึงค่อยสงบลง
น่าเสียดายที่เมื่อเย็นวานประตูเมืองปิดแล้ว หลิวเฝยจึงออกมาไม่ทัน ต้องรอจนประตูเมืองเปิดเมื่อเช้านี้จึงจะออกมาได้ ทำให้มาช้าไปบ้าง
“พี่สะใภ้สาม ครั้งนี้ทางการทำงานสมกับเป็นทางการเสียที ท่านไม่รู้หรอกว่าเมื่อคืนพวกเขาค้นเจอสตรีที่ถูกลักพาตัวมาจากในห้องใต้ดินของหอคณิกาตั้งสิบกว่าคน คนที่อายุน้อยที่สุดเพิ่งจะเจ็ดแปดขวบเท่านั้น แม้แต่แม่ม่ายสามีตายก็ยังไม่เว้น ได้ยินว่าพวกเขาใช้วิธีให้บุรุษรูปงามไปสร้างกลลวงล่อหลอกแล้วขายคนเข้ามา ช่างไม่ใช่คนเอาเสียเลย!”
เมื่อได้ยินดังนั้น บุรุษผู้คิดว่าตนเองรูปงามอย่างหลิวจี้ก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจากชามข้าว “มีคนหล่อเหลางดงามเท่าพี่สามของเจ้าผู้นี้หรือไม่”
หลิวเฝยแค่นเสียงใส่เขา “กินข้าวของท่านไปเถอะน่า!”
“รู้หรือไม่ว่าบุรษที่ไปล่อลวงนั่นลงเอยเช่นไร ถูกโบยด้วยไม้ห้าสิบทีจนก้นแตกเลือดสาดแล้วยังถูกต้องโกนผมสักหน้า เนรเทศไปไกลสามพันลี้!”
หลิวจี้สูดปากเสียงดัง “นายอำเภอซ่งเอาจริงรึ”
“ก็ต้องจริงสิ เรื่องแบบนี้จะมีของปลอมด้วยหรือ” หลิวเฝยถามกลับอย่างไม่เข้าใจ
หลิวจี้พยักหน้าเบาๆ…แน่นอนว่าต้องมีของปลอม…หลายปีก่อนตอนที่เขายังใช้ชีวิตเสเพลอยู่ในเมืองก็เคยดูละครตบตาแบบนี้มาแล้วหลายฉาก
ก่อนหน้านี้ซ่งจางมาที่บ้านและได้พูดคุยกับฉินเหยาเป็นเวลานาน ดูเหมือนพวกเขาจะบรรลุข้อตกลงบางอย่างกัน
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลิวจี้ก็ลอบชำเลืองมองฉินเหยาแวบหนึ่ง
ฉินเหยารินน้ำชาให้หลิวเฝยหนึ่งถ้วยราวกับทุกอย่างอยู่ในความคาดหมายของนางแล้ว ไม่แสดงท่าทีผิดปกติใดๆ ออกมา เพียงเอ่ยถามอย่างใจเย็น
“ทางการใช้ข้อหาใดในการสั่งปิดหอคณิการึ แล้วตอนนี้แม่เล้าพานเหม่ยเหรินอยู่ที่ใด”
หลิวเฝยดื่มชาจนหมดถ้วยเพื่อให้ชุ่มคอแล้วตอบอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก
“ได้ยินว่าแม่เล้าหนีไปแล้ว ส่วนข้อหาที่ใช้สั่งปิด เหมือนจะมีคนไปร้องเรียนว่าหอคณิกาลักพาตัวสตรี บังคับสตรีดีๆ ให้เป็นนางคณิกา”
ในแคว้นเซิ่ง ข้อหาบังคับสตรีให้เป็นนางคณิกานี้เป็นอาญาที่ร้ายแรงมาก หากสถานการณ์ไม่รุนแรงจะถูกเนรเทศ แต่หากร้ายแรงจะถูกประหารชีวิต
ขอเพียงมีทั้งพยานบุคคลและพยานวัตถุครบถ้วน คดีก็จะตัดสินได้อย่างรวดเร็ว
แต่ข้อหานี้อาจจะไม่สามารถเอาผิดพานเหม่ยเหรินได้ ตอนนี้นางหนีไปแล้วจึงเกิดช่องว่างให้เล่นแง่ทางคดีได้ สถานการณ์ที่ซ่งจางต้องเผชิญยังคงซับซ้อนนัก