ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 486 คนถ่อยไร้ยางอาย
ตอนที่ 486 คนถ่อยไร้ยางอาย
จินโต้วพยักหน้า ประสานหมัดให้ฉินเหยาอย่างเปิดเผย “คนที่มารับข้ามาถึงแล้ว ต่อจากนี้ไปคงไม่ต้องรบกวนฉินเหนียงจื่อและนายท่านหลิวแล้ว”
“แต่ในเมื่อฉินเหนียงจื่อไม่ต้องส่งข้าไปถึงจวนที่ว่าการมณฑลของอำเภอไคหยางแล้ว ค่าจ้างสองร้อยตำลึงนั้น ข้าก็จะลดลงครึ่งหนึ่งจ่ายให้ท่านหนึ่งร้อยตำลึง”
พอพูดถึงตรงนี้ ฉินเหยายังไม่ทันมีปฏิกิริยาใด หลิวจี้ก็เดือดดาลขึ้นมาแล้ว
แต่ยังไม่ทันได้ระเบิดอารมณ์ก็ถูกฉินเหยาโบกมือห้ามไว้เสียก่อน
นางมองซ่งจางที่มีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเขาไม่คิดว่าจะมาพบนางที่นี่
นางพยักหน้าให้เขาเล็กน้อยแล้วเบนสายตากลับไปมองจินโต้วที่หยิบตั๋วเงินสองใบออกมาจากช่องลับที่พื้นรองเท้า
ใบหนึ่งหนึ่งร้อยตำลึง อีกใบห้าสิบตำลึง รวมเป็นหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง
หนึ่งร้อยตำลึงเป็นค่าคุ้มกัน สามสิบตำลึงเป็นค่าฝังศพ ส่วนที่เกินมาอีกยี่สิบตำลึง ถือเป็นคำขอบคุณสำหรับการดูแลอย่างเอาใจใส่ตลอดสามวันที่ผ่านมา
จินโต้ววางตั๋วเงินไว้ในตัวรถม้าแล้วกระโดดลงจากรถม้าทันที ขึ้นไปบนม้าแคระตัวหนึ่งที่พวกซ่งจางนำมาด้วย
“ยุทธภพกว้างใหญ่ คงไม่มีวันได้พบกันอีก!” เขาประสานหมัดให้ทางรถม้าแล้วก็ควบม้าจากไปราวกับกำลังหลบหนี
ซ่งจางเหลือบมองสองสามีภรรยาฉินเหยาแวบหนึ่ง เมื่อเห็นฉินเหยาไม่ได้ทักทายอย่างชัดเจน นั่นก็หมายความว่านางไม่ต้องการจะยุ่งเกี่ยวมากเกินไป เขาย่อมไม่ก้าวเข้าไปพูดคุยให้มากความเพื่อสร้างความลำบากให้ทั้งสองฝ่าย
เขารีบควบม้านำทหารนอกเครื่องแบบที่มาจากที่ว่าการอำเภอตามผู้ตรวจการแผ่นดินที่ราชสำนักส่งมาไป ขบวนคนทั้งหมดหายลับเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงเสียงกีบม้าที่ห้อตะบึง
หลิวจี้ที่อัดอั้นมาจนถึงตอนนี้ ทนต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว เขายืนขึ้นบนคานลากรถม้าแล้วตวาดอย่างเกรี้ยวกราด “จินโต้ว เจ้าคนถ่อยไร้ยางอาย!”
ในเรื่องธาตุแท้ของมนุษย์ บางครั้งหลิวจี้ก็มองทะลุปรุโปร่งเป็นพิเศษ
จะมีเรื่องบังเอิญเช่นนี้ได้อย่างไร ต้องเป็นเจ้าคนถ่อยจินโต้วนั่นแน่ๆ ที่ต้องการจะจ่ายค่าคุ้มกันน้อยลงจึงได้แอบส่งสาส์นลับไปให้ทางซ่งจางลับหลังพวกเขา
เงินแปดสิบตำลึงหายไปต่อหน้าต่อตา แม้ว่าเงินนั้นอาจจะไม่ได้ตกถึงมือตนเอง แต่ยิ่งคิดหลิวจี้ก็ยิ่งโมโห เจ็บใจจนแทบกระอัก
ตอนนี้เขาไม่สนใจแล้วว่าอีกฝ่ายจะเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินหรือไม่ เขาเร่งให้ซ่งอวี้ขับรถม้าไล่ตามไป เขาจะด่าไอ้โจรเฒ่าไร้ยางอายนั่นให้จมดินไปเลย
ฉินเหยาถือตั๋วเงินนั่งอยู่ในรถม้า ไม่ได้ห้ามปรามพฤติกรรมของหลิวจี้ที่ไล่ตามไปด่าทอ ก็พอจะมองเห็นทัศนคติของนางได้
เพียงแต่ความเร็วของรถม้ายังช้ากว่าอยู่มาก พอเขาด่าไปได้สักพัก ขบวนคนและม้าข้างหน้าก็ทิ้งห่างพวกเขาไปไกลแล้ว
แม้จะด่าต่ออีกฝ่ายก็ไม่ได้ยินแล้ว หลิวจี้จึงหยุดลงอย่างไม่พอใจ
ฉินเหยายื่นกาน้ำให้หลิวจี้แล้วกำชับด้วยใบหน้าเรียบเฉย “เจ็บแล้วต้องจำ คราวหน้าถ้าจะเขียนใบเสร็จอีก อย่าลืมเพิ่มเข้าไปข้อหนึ่งว่า หากผู้ว่าจ้างยกเลิกความร่วมมือกลางคันแต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม จะต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนให้แก่ผู้รับจ้าง!”
หลิวจี้ดื่มน้ำไปครึ่งการวดเดียว เช็ดคราบน้ำที่มุมปากแล้วพยักหน้าอย่างหนักแน่นเป็นการบอกว่าทั้งชีวิตนี้เขาจะไม่มีวันลืมเด็ดขาด!
ทางฝั่งซ่งจาง เมื่อได้ยินเสียงด่าทอที่แผ่วลงเรื่อยๆ จากด้านหลังก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เขาเงยหน้าขึ้นมองใต้เท้าผู้ตรวจการที่ขี่ม้าอยู่ข้างหน้าตนซึ่งเหงื่อท่วมตัวแล้วก็ถอนหายใจอย่างจนใจ “ใต้เท้า ท่านไปยั่วยุสองสามีภรรยานั่นทำไมกันขอรับ…”
ใต้เท้าผู้ตรวจการไม่กล้าพูดอะไร การหนีเอาชีวิตรอดสำคัญที่สุดในตอนนี้
ส่วนเรื่องที่หลิวจี้ไล่ด่ามาตลอดทาง เขาทำได้เพียงบอกว่า นี่เป็นผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงจริงๆ!
ซ่งจางเห็นคนที่อยู่ข้างหน้าไม่มีปฏิกิริยา ในใจก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ในเมื่อผู้ตรวจการหาผู้คุ้มกันฝีมือดีเช่นฉินเหยาได้แล้ว เหตุใดจึงยังต้องส่งสาส์นลับให้เขามารับในช่วงสั้นๆ นี้ด้วย?
การกระทำนี้จะว่าอย่างไรดีเล่าก็เหมือนกับการถอดกางเกงตด เป็นการกระทำที่ไม่จำเป็นเลย
แต่เป็นการกระทำที่ไม่จำเป็นจริงๆ หรือ
ซ่งจางขมวดคิ้วมุ่น เมื่อมองไปยังใต้เท้าผู้ตรวจการที่ควบม้าอย่างรวดเร็วอยู่เบื้องหน้า ในใจก็พลันเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา
เขามองย้อนกลับไปบนถนนด้านหลังตามสัญชาตญาณ ป่าเล็กๆ ถูกพวกเขาทิ้งไว้ข้างหลังไกลแล้ว
ตามหลักเหตุผลแล้ว ต่อให้รถม้าจะช้าเพียงใด ป่านนี้ก็น่าจะขับออกมาจากป่าเล็กๆ นั่นได้แล้ว
แต่รถม้าคันที่ควรจะออกมาแล้วกลับไม่มีวี่แววว่าจะโผล่ออกมาเลยแม้แต่น้อย
ไม่รู้ว่าคิดอะไรขึ้นมาได้ ในใจของซ่งจางพลันเคร่งเครียดขึ้นมา เขากระตุ้นม้าให้เร็วขึ้น ควบไปข้างหน้าจนขนานกับใต้เท้าผู้ตรวจการที่วิ่งอย่างรวดเร็วแล้วเอ่ยถามหยั่งเชิง
“ใต้เท้า การกระทำของท่านครั้งนี้เสี่ยงเกินไปหรือไม่ขอรับ หากว่า…ผู้ใต้บังคับบัญชาหมายถึงเผื่อว่า หากครั้งนี้ศัตรูทุ่มสุดกำลัง คนสามคนนั้นอาจจะต้องตายนะขอรับ”
ต่อให้ถอยไปอีกหมื่นก้าว หากสามคนนั่นไม่ตาย ผู้ตรวจการแผ่นดินอย่างเขาเกรงว่าคงจะต้องเผชิญหน้ากับการแก้แค้นอย่างบ้าคลั่งของเหนียงเหนียงปีศาจร้ายแห่งอำเภอไคหยางของพวกเขา ต้องตายทั้งเป็น!
จินโต้วไม่ลดความเร็วลง ไม่แม้แต่จะหันศีรษะกลับมา เขาเพียงมองเส้นทางข้างหน้าแล้วกล่าวด้วยเสียงเย็นชาว่า “เป้าหมายของอีกฝ่ายคือข้า หากรู้ว่าข้าไม่ได้อยู่ในรถแล้ว พวกเขาย่อมสลายตัวไปเอง จะไม่เอาชีวิตของคนพวกนั้น”
ซ่งจางถามต่ออย่างสงสัย “ใต้เท้ามั่นใจถึงเพียงนั้นเชียวหรือขอรับ”
อีกฝ่ายไม่ตอบตรงๆ แต่กลับย้อนถามเขาว่า “หรือว่าตอนนี้เจ้าจะย้อนกลับไปเตือนพวกนาง?”
“เรื่องของราชสำนักสำคัญหรือสามัญชนสามคนสำคัญกว่ากัน ข้าคงไม่ต้องพูดมาก ใต้เท้าซ่งท่านก็น่าจะรู้ดีแก่ใจ!”
มือของซ่งจางที่จับบังเหียนอยู่กำแน่นขึ้น ตะโกน “ย่าห์!” ออกมาคำหนึ่งแล้วเร่งให้ลูกน้องของตนทั้งหมดเพิ่มความเร็ว
หากเป็นจริงดังที่ผู้ตรวจการพูด ศัตรูหาตัวการใหญ่ไม่พบก็จะต้องไล่ตามมาอย่างสุดกำลังเป็นแน่
ส่วนฉินเหยานั้น สัญชาตญาณของซ่งจางบอกเขาว่า นักฆ่าธรรมดาสามัญไม่มีทางเอาชีวิตนางได้อย่างแน่นอน
ซ่งจางคาดการณ์ได้ดีทีเดียว
ฉินเหยาที่ถูกผู้ว่าจ้างหักหลัง เวลานี้กำลังมองนักฆ่าสวมหน้ากากสองแถวที่ยืนเรียงกันอย่างเป็นระเบียบอยู่ตรงหน้า ได้แต่เสียใจว่าเหตุใดเมื่อครู่นี้นางจึงไม่เด็ดหัวจินโต้วไปส่งให้ศัตรูของเขาเพื่อแลกกับเงินรางวัลมหาศาล!
ซ่งอวี้และหลิวจี้ยืนอยู่ข้างคานลากรถม้า กวาดตามองเหล่านักฆ่าที่ล้อมรถม้าไว้จนแน่นหนาทั้งด้านหน้าและด้านหลังแล้วกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
อะไรคือช่องว่างทางข้อมูล?
นี่แหละคือสถานการณ์ตรงหน้า
ตัวจินโต้วไม่ได้อยู่บนรถม้าของพวกเขาแล้ว แต่ศัตรูของเขาไม่รู้นี่นา
ดังนั้น การที่อีกฝ่ายสกัดรถม้าของพวกเขาไว้จึงสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง!
อีกทั้งข่าวที่ฉินเหยาจงใจปล่อยออกไป อีกฝ่ายก็ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก รู้ว่านางเป็นคนที่ไม่ควรหาเรื่องด้วยในอำเภอไคหยาง นี่ไง ถึงได้ส่งคนมาทั้งหมด ไม่คิดจะเหลือใครไว้ให้รอดชีวิตเลย
“เมีย…เมียจ๋า พวกเรายังมีโอกาสรอดชีวิตหรือไม่” หลิวจี้ถามเสียงสั่นเครือ
ซ่งอวี้พูดอะไรไม่ออกแล้ว เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงครึ่งชีวิตที่ผ่านมา เขาไม่เคยคิดเลยว่าตนเองจะต้องมาตายด้วยคมดาบเช่นนี้
ในตอนนี้ ภาพชีวิตอันแสนสั้นของเขาวาบผ่านเข้ามาในหัวราวกับฉากในละคร เขาตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะสละชีวิตเพื่อคุ้มกันฮูหยินผู้เป็นคนเดียวที่มีโอกาสรอดให้หนีไป
มีเพียงฮูหยินยังมีชีวิตอยู่ ภรรยาและลูกๆ ของเขาจึงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้
จากความเข้าใจที่เขามีต่อฮูหยินในช่วงเวลานี้ หากเขาตายไปจริงๆ ฮูหยินจะต้องดูแลภรรยาและลูกๆ ของเขาเป็นอย่างดีแน่นอน
ส่วนนายท่านใหญ่…ก็แล้วแต่บุญแต่กรรมเถอะ
ในฐานะบ่าวรับใช้ธรรมดาคนหนึ่ง ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายเช่นนี้ สิ่งเดียวที่ซ่งอวี้คิดได้ก็คือ จะทำอย่างไรให้การสละชีวิตของตนเกิดประโยชน์สูงสุด
ดังนั้น เขาจึงก้มศีรษะลงกล่าวกับฉินเหยาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและภักดีว่า “ฮูหยิน บ่าวผู้นี้จะขอสละชีวิตเพื่อคุ้มกันฮูหยินให้หนีไป ขอเพียงฮูหยินหาโอกาสได้แล้วก็ขอให้ไปอย่างสุดกำลัง อย่าได้ห่วงบ่าวจนทำให้เสียโอกาสไป”
เวลากระชั้นชิด ซ่งอวี้พูดเร็วมาก แต่ฉินเหยากลับได้ยินทุกคำที่เขาพูดอย่างชัดเจน
นางเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเหตุใดเขาจึงเลือกเช่นนี้ แต่! นาง ฉินเหยาจะไม่มีวันยอมให้ลูกน้องของตนต้องพบกับจุดจบเช่นนี้เด็ดขาด!