ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 511 แล้วถ้าความฝันกลายเป็นจริงขึ้นมาล่ะ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 511 แล้วถ้าความฝันกลายเป็นจริงขึ้นมาล่ะ
ตอนที่ 511 แล้วถ้าความฝันกลายเป็นจริงขึ้นมาล่ะ
“ฟ้ามืดป่านนี้แล้ว กลับเข้าเมืองก็ไม่สะดวก หากใต้เท้าไม่รังเกียจก็พักที่บ้านข้าสักคืนดีหรือไม่”
ฉินเหยาที่ได้เงินไปแล้วราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน นางแบกดาบยาวขึ้นบ่า ยิ้มแย้มแจ่มใสอย่างยิ่ง
หากไม่ใช่เพราะหวังจิ่นยังคงรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่หลงเหลืออยู่บนลำคอก็คงจะสงสัยว่าความทรงจำของตนเองเกิดความผิดเพี้ยนไปแล้วหรือไม่
“ไม่ล่ะ ตอนนี้กลับไปยังทัน” หวังจิ่นปฏิเสธ ผิวปากเรียกม้ามาแล้วเตรียมจะจากไป
ฉินเหยายักไหล่ ไม่ได้รั้งไว้ อย่างไรเสียนางก็แค่พูดไปตามมารยาท
เมื่อมองดูหวังจิ่นที่มีสีหน้าเจ็บปวดใจ ฉินเหยาก็เอ่ยเย้า “ใต้เท้า ดูท่านสิ หากตอนแรกท่านไม่ทิ้งข้าไปก่อนแล้วจะมีเรื่องราวระหว่างเราสองคนในตอนนี้ได้อย่างไร ให้สักร้อยสองร้อยตำลึงก็คงพอแล้ว อย่างไรเสียระยะทางก็ไม่ไกล”
หวังจิ่นที่กำลังจะขึ้นม้าชะงักไปก่อนหันกลับมาพูดอย่างตื่นเต้นจนปิดไม่มิด “เช่นนั้นเจ้าก็คืนส่วนที่เกินมาให้ข้าสิ”
รอยยิ้มของฉินเหยาสลายหายไปในทันที “พูดมาสิว่าเจ้าอยากตายอย่างไร”
“คำพูดเมื่อครู่ถือว่าข้าไม่ได้พูดก็แล้วกัน” หวังจิ่นมีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดสูงมาก เขาพลิกตัวขึ้นหลังม้า กำชับนางว่าให้ไปเจอกันนอกเมืองอำเภอไคหยางในเช้าวันมะรืนแล้วประสานหมัด “ขอลา!”
ชั่วพริบตา ทั้งคนทั้งม้าก็หายไปจากสายตาของฉินเหยา
“เหอะ” ฉินเหยาส่ายหน้าอย่างขบขัน แบกดาบยาวสองเมตรของตนเองขึ้นบ่าแล้วกลับบ้านไปนอนอย่างพึงพอใจ
เงินนี่เป็นของดีจริงๆ ตอนนี้นางไม่โกรธเลยแม้แต่น้อย
หลับสบายไร้ฝันตลอดคืน ฉินเหยานอนหลับเต็มอิ่มอย่างมีความสุข ขับรถพาเด็กๆ ไปส่งที่สำนักศึกษาด้วยความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
เอ้อร์หลางดึงดันจะปีนขึ้นรถม้าไปสำนักศึกษาให้ได้ ฉินเหยาตรวจสอบรอยช้ำบนคอของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วจึงปล่อยให้เขาขึ้นรถม้าไป
ซื่อเหนียงอยู่บ้านคนเดียว เฝ้ารอของอร่อยจากหลี่ซื่อ เมื่อกินดื่มอิ่มหนำแล้วก็เรียกเสี่ยวไหลฝูไปช่วยกันให้อาหารไก่ นึกอยากจะลาเพิ่มอีกสักสองสามวันเสียด้วยซ้ำ
ฉินเหยาออกจากสำนักศึกษาตระกูลติง ไม่ได้กลับเข้าหมู่บ้านก่อน คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตรงไปยังอำเภอเลย
หวังจิ่นบอกว่าช่วงนี้ในอำเภอมีหูตามีมากมาย ฉินเหยาเพิ่งจะเข้าเมืองก็รู้สึกได้ทันที
มีทั้งคนขายรองเท้าฟางอยู่ริมถนน คนขายผักอยู่หน้าประตูเมืองและยังมีคนที่เดินปะปนไปกับฝูงชนขายของเล่นเล็กๆ น้อยๆ ที่แทบไม่มีใครสนใจเลย
ไม่ได้ไปกินข้าวที่โรงเตี๊ยมมานานแล้ว ฉินเหยาจ่ายค่าดูแลรถม้าเพิ่ม ขับรถม้าเข้าเมือง จอดไว้ที่หลังร้านโรงเตี๊ยมของเถ้าแก่ฟ่านแล้วเดินเข้าไปในโถงใหญ่ สั่งอาหารจานเด็ดของโรงเตี๊ยมมาสองสามอย่าง
“แขกหายากมาแล้ว!” เถ้าแก่ฟ่านพอว่างก็เดินเข้ามาทักทาย
ฉินเหยาลุกขึ้นทำความเคารพ เชิญเขานั่งกินอะไรด้วยกัน เถ้าแก่ฟ่านโบกมือ ชี้ไปที่แขกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในโถงใหญ่ “ใกล้จะเที่ยงแล้ว เป็นช่วงที่ยุ่งที่สุด ข้ามาคุยกับเจ้าสองสามคำก็จะไปแล้ว”
พูดพลางรินน้ำชาให้ฉินเหยาหนึ่งถ้วยแล้วถามนางว่าเป็นผู้ใหญ่บ้านแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง
ฉินเหยาพยักหน้า “ก็ไม่เลว”
จังหวะที่รับถ้วยชา นางก็กระซิบข้างหูเถ้าแก่ฟ่านสองสามประโยค เถ้าแก่ฟ่านเบิกตากว้าง มองนางอย่างประหลาดใจแล้วจึงพยักหน้าอย่างลังเลเล็กน้อย
“เจ้ารอก่อน” เขาตบบ่าฉินเหยาเป็นเชิงให้นางกินก่อน เถ้าแก่ฟ่านหันหลังเดินไปยังห้องโถงด้านหลัง เรียกเสี่ยวเอ้อร์ที่ตนไว้ใจออกมาแล้วส่งเขาออกไปข้างนอก
รอจนฉินเหยากินใกล้จะอิ่มแล้ว ที่ประตูหลังของโรงเตี๊ยมก็มีรถเทียมล่อคันหนึ่งมาจอด บนรถเต็มไปด้วยเนื้อและผักที่โรงเตี๊ยมสั่งซื้อมา
สารถีที่ขับรถสวมหมวกงอบ สวมชุดผ้าป่าน ดูแล้วเหมือนชาวนาคนหนึ่ง
แต่หากสังเกตอย่างละเอียดก็จะพบว่าบนตัวของชาวนาคนนี้ไม่มีกลิ่นดินโคลนเลยแม้แต่น้อย
ประตูหลังถูกเคาะ เสี่ยวเอ้อร์เปิดประตูใหญ่ ถอดธรณีประตูออกให้รถล่อที่มาส่งผักเข้ามาด้านใน
รถล่อที่บรรทุกเพียงเนื้อและผักแต่ดูหนักอึ้งอย่างเห็นได้ชัดค่อยๆ ขับเข้ามาในสวนหลังบ้าน
ในลานบ้านยังคงจอดรถม้าของบ้านฉินเหยาอยู่ ตัวรถม้าสีดำทองหรูหราที่ได้มาจากหวังหม่าอู่เมื่อครั้งโน้นดูโดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง
“เอาผักวางไว้ข้างประตูห้องครัวก็พอแล้ว” ในโถงใหญ่ยุ่งมาก พอสั่งเสร็จเสี่ยวเอ้อก็รีบวิ่งจากไป ในสวนหลังบ้านจึงเหลือเพียงสารถีที่มาส่งผัก
สารถีมองดูผักบนรถ ท่าทางไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี
“ย้ายของไปไว้บนรถของข้า”
ฉินเหยาปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน ทำเอาสารถีตกใจไปชั่วขณะ เมื่อเห็นว่าเป็นนางก็รีบประสานหมัดทำความเคารพแล้วจึงเริ่มลงมือ
เนื้อและผักถูกขนลงมาอย่างรวดเร็วเผยให้เห็นหีบไม้ใบใหญ่ที่ซ่อนอยู่ข้างใต้
สารถีใช้แรงไปมาก แต่การเคลื่อนย้ายของก็ยังคงลำบากมากอยู่ดี
ฉินเหยาทนดูต่อไปไม่ไหวจึงเดินเข้าไปช่วย เมื่อสองคนช่วยกันในที่สุดก็นำหีบไม้ใบนี้ใส่เข้าไปในห้องโดยสารของรถม้าได้
ปลายนิ้วของฉินเหยาแตะไปที่กุญแจบนหีบไม้ นางจึงถามหยั่งเชิงขึ้นมาว่า “ข้างในนี้เป็นของอะไรหรือ ถึงกับต้องล็อกเอาไว้ด้วย”
ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างคนทั้งสองน่ะหรือ
หวังจิ่นแสดงออกว่า ไม่มีเลยสักนิด!
สารถีส่ายหน้า “ข้าน้อยก็ไม่ทราบว่าเป็นอะไรขอรับ ส่งของถึงแล้ว ข้าน้อยขอตัวก่อน”
เขาพยักหน้าน้อยๆ ให้ฉินเหยาอย่างสุภาพแล้วหันหลังขึ้นรถล่อจากไป
ด้านหลังมีเสียงฝีเท้าดังขึ้น ฉินเหยาทำได้เพียงเก็บความสงสัยเอาไว้ชั่วคราว ล็อกประตูห้องโดยสารรถม้าแล้วกลับไปยังโถงใหญ่
“กินอิ่มแล้วหรือ” เถ้าแก่ฟ่านยิ้มถาม
ฉินเหยาพยักหน้าแล้วกล่าวขอบคุณที่เขาช่วยเหลือ ตอนจ่ายเงินก็ให้เงินเพิ่มไปอีกห้าตำลึง
เถ้าแก่ฟ่านดีใจ ไม่ได้เกรงใจกับนาง รับเงินนั้นไว้
“คราวหน้าหาเวลาว่างๆ มาสิ พวกเรามาดื่มกันสักสองสามจอกรำลึกความหลังกัน” เถ้าแก่ฟ่านกล่าวอย่างกระตือรือร้น
ฉินเหยารับคำ ขับรถออกจากประตูหลังของโรงเตี๊ยม ออกจากอำเภอไป พอถึงตอนเที่ยงวันก็กลับมาถึงหมู่บ้าน
นัดกับหวังจิ่นไว้ว่าจะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้เช้า ไปกลับครั้งนี้อาจจะต้องใช้เวลาเกือบสิบวัน พอฉินเหยากลับถึงบ้านก็นำหีบไม้ใบใหญ่หนักอึ้งไปไว้ในห้องนอนแล้วก็เริ่มจัดการเรื่องต่างๆ
เรื่องสัมภาระนั้นเป็นเรื่องรอง ที่สำคัญคือการรับส่งลูกๆ ไปกลับสำนักศึกษาและเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในหมู่บ้าน
ฉินเหยาไปหาหัวหน้าตระกูลก่อน บอกกล่าวเรื่องที่ตนเองจะไม่อยู่สองสามวันให้เขาทราบ
“ไปเมืองหลวงของมณฑลอีกแล้วหรือ” หัวหน้าตระกูลคิดในใจ ผู้ใหญ่บ้านบ้านไหนกันที่ชอบเดินทางไกลขนาดนี้
ฉินเหยาเตรียมตัวมาอย่างดี นางเอ่ยอย่างจริงจังว่า “ข้าไปเมืองหลวงของมณฑลครั้งนี้ จริงๆ แล้วก็เพื่อหมู่บ้านของเรา”
หัวหน้าตระกูลไม่ค่อยเชื่อนัก “เพื่อหมู่บ้านของเราหรือ”
“ใช่แล้ว เพื่อชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านตระกูลหลิว!” ฉินเหยาหยิบกล่องเครื่องใช้สตรีรุ่นประณีตที่กลุ่มงานพิเศษของโรงงานเครื่องเขียนเพิ่งจะพัฒนาขึ้นมาใหม่ล่าสุดออกมา
“ข้าไปเมืองหลวงของมณฑลครั้งนี้ก็เพื่อที่จะเสนอขายกล่องเครื่องใช้สตรีนี้ให้สำเร็จ เพื่อระดมทุนในการยกระดับอุตสาหกรรมของหมู่บ้านเรา”
หัวหน้าตระกูลงุนงงเล็กน้อย “อะไรนะ”
ฉินเหยาอธิบายว่า “เป็นเช่นนี้ หากข้าไปเมืองหลวงของมณฑลครั้งนี้แล้วได้ใบสั่งซื้อกล่องเครื่องใช้สตรีมา ข้าก็จะให้คนทั้งหมู่บ้านของเราระดมทุนเข้าร่วมหุ้นในโรงงานเครื่องเขียน ส่งเสริมให้โรงงานเครื่องเขียนทั้งหมดยกระดับครั้งใหญ่”
“จากเดิมที่หยาบก็ทำให้ละเอียดละออ ละทิ้งเส้นทางต้นทุนต่ำผลตอบแทนต่ำ หันมาสู่เส้นทางผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่มีต้นทุนสูงและผลตอบแทนสูง สร้างเสาหลักทางเศรษฐกิจที่เป็นแกนกลางที่เป็นของหมู่บ้านตระกูลหลิวโดยเฉพาะขึ้นมา!”
ฉินเหยาสรุปอย่างจริงจังและเคร่งขรึมว่า “ถึงตอนนั้น คนในหมู่บ้านของเรานั่งอยู่เฉยๆ ก็ได้รับเงินปันผล บวกกับผลผลิตในไร่นา ไม่ถึงสองปีก็สามารถบรรลุเป้าหมายความเป็นอยู่ที่ดีได้อย่างทั่วถึง”
แนวคิดเรื่องความเป็นอยู่ที่ดีนี้ หัวหน้าตระกูลรู้
ฉินเหยาเคยเล่าให้พวกเขาฟัง บอกว่าสามารถกินอิ่มท้อง มีเสื้อผ้าใส่ เด็กๆ ยังมีการศึกษา ไม่ต้องกังวลเรื่องการอยู่รอดขั้นพื้นฐานอีกต่อไป
แต่ว่า ตอนนี้พวกเขายังไม่กล้ากินข้าวอย่างเต็มที่เลยด้วยซ้ำ สองปีให้หลังจะทำได้จริงๆ หรือ
แต่เมื่อเห็นสีหน้ามั่นใจของฉินเหยา หัวหน้าตระกูลก็ยอมให้นางหลอกโดยสมัครใจ หากความฝันกลายเป็นจริงขึ้นมาเล่า
ดังนั้นเขาจึงตบต้นขาฉาดหนึ่ง “ผู้ใหญ่บ้านท่านวางใจไปเถอะ ในหมู่บ้านยังมีข้าอยู่!”