ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 555 แท่นฝนหมึกซงซาน
ตอนที่ 555 แท่นฝนหมึกซงซาน
ตัวรถม้าที่พังยับเยินยังคงติดอยู่กับซากม้าในสภาพพลิกคว่ำตะแคงข้าง ส่วนท่านอาจารย์พลัดตกลงไปในหุบเขาจากทางหน้าต่างรถและถูกตัวรถทับไว้
โชคดีที่ร่องเขาตรงนั้นมีความกว้างและความลึกพอดีกับคนหนึ่งคน มิเช่นนั้นหากตัวรถกระแทกลงไปเต็มๆ ป่านนี้ท่านอาจารย์คงจะกลายเป็นศพนอนตัวแข็งทื่อเหมือนสารถีไปแล้ว
ฉินเหยาไม่พูดพร่ำทำเพลง นางชักมีดสั้นที่พกติดตัวออกมาตัดบังเหียนที่รั้งระหว่างตัวรถกับม้าจนขาด จากนั้นจึงใช้สองแขนดันผนังรถพร้อมกับออกแรงยกตัวรถม้าที่หนักอึ้งขึ้นทั้งคัน
ร่างของคนผู้หนึ่งพลันปรากฏแก่สายตาของคนทั้งสอง เขากำลังหอบหายใจอย่างหนัก หลิวฉีจึงรีบมุดลงไปอุ้มท่านอาจารย์ออกมา
เสื้อคลุมบุนวมสีเทาอมฟ้าของท่านอาจารย์ขาดรุ่งริ่งจนแทบไม่เหลือชิ้นดี ผมเผ้ายุ่งเหยิง ส่วนกวานบนศีรษะก็ไม่รู้ว่ากระเด็นหายไปที่ใด ผิวหนังส่วนที่อยู่นอกร่มผ้าเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนเล็กน้อย ดูแล้วอาการน่าเป็นห่วง
ฉินเหยาปล่อยมือ ตัวรถม้าก็กระแทกลงพื้นดังโครม แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
“อาจารย์ ท่านเป็นอย่างไรบ้างขอรับ” หลิวฉีถามด้วยความห่วงใย
คนในอ้อมแขนเอาแต่หอบหายใจอย่างหนัก มีท่าทีตกใจสุดขีด
ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย นางเดินมานั่งยองๆ ตรงหน้าคนทั้งสองแล้วยื่นมือไปปัดผมที่ปรกใบหน้ายุ่งเหยิงของท่านอาจารย์ออกเพื่อดูอาการ
แต่คาดไม่ถึงว่าใบหน้าที่เหี่ยวย่นของคนชราอย่างที่คิดไว้จะไม่มีให้เห็น ใต้ผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงนั้นกลับเป็นใบหน้าของชายหนุ่มผู้หนึ่ง ดูแล้วอายุอย่างมากก็ไม่น่าเกินยี่สิบหกยี่สิบเจ็ดปี
หลิวฉีถึงกับสะดุ้ง “อาจารย์ติงเป็นคนหนุ่มหรอกรึ”
“เขาไม่ใช่อาจารย์ติง!” ฉินเหยาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
แววตาของนางพลันเย็นชาลงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เลื่อนลอยของชายผู้นั้นแล้วเค้นเสียงถาม “เจ้าเป็นใครกันแน่”
ทว่าชายผู้นั้นกลับหลับตาลง คอพับไปด้านหนึ่งและหมดสติไปก่อนที่จะได้ทันตอบคำถามของพวกเขา
หากไม่ใช่เพราะหลิวฉีอยู่ด้วย ฉินเหยาคงจะเขย่าตัวเขาให้ตื่นขึ้นมาคาดคั้นความจริงให้ได้
ในที่สุดพวกหลิวจ้งและหลิวหยางก็มาถึง ฉินเหยามองขึ้นไป ดูเหมือนจะเห็นร่างของหลิวจี้ด้วย
“เมียจ๋า เจ้าเป็นอะไรหรือไม่”
ศีรษะที่คุ้นเคยโผล่ออกมา ฉินเหยาคิดในใจว่าเป็นอย่างที่คิดไว้
เมื่อเห็นฉินเหยาที่อยู่ข้างล่างไม่เป็นอะไรเลย หลิวจี้ก็แทบจะโมโหตัวเองจนตาย นางจะเป็นอะไรไปได้ นางมีวรยุทธ์สูงส่งแถมยังมีพละกำลังมหาศาล ต่อให้มีเรื่องก็ต้องเป็นคนอื่นที่เดือดร้อน
แต่ขาสองข้างของเขากลับควบคุมไม่ได้ เผลอวิ่งตามชาวบ้านมาด้วยกัน พอวิ่งมาได้ครึ่งทางถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า คนที่รถคว่ำคือคนอื่นไม่ใช่ฉินเหยา
แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว ถือว่ามาดูเรื่องสนุกก็แล้วกัน
พอมาถึงก็ต้องอุทานในใจ มีทั้งม้าตายคนตาย ดูท่าว่าอาหารเย็นมื้อนี้คงจะกินไม่อร่อยเสียแล้ว
ฉินเหยาไม่ได้สนใจหลิวจี้ที่นั่งยองๆ ดูเรื่องสนุกอยู่ด้านบน แม้จะไม่รู้ว่าคนที่หลิวฉีดึงออกมาเป็นใคร แต่การช่วยคนสำคัญที่สุดจึงรีบให้พวกหลิวจ้งหลิวหยางวางแผ่นประตูลง จัดการให้ชายผู้นี้นอนลงบนแผ่นไม้อย่างมั่นคงแล้วให้ทุกคนใช้เชือกผูกแล้วกึ่งยกกึ่งลากขึ้นไปบนพื้น
“ผู้ใหญ่บ้าน นี่ใครกันรึขอรับ”
ชาวบ้านที่มาช่วยต่างก็ประหลาดใจ เดิมทีคิดว่าเป็นอาจารย์ชรา แต่ไม่นึกว่าจะเป็นชายหนุ่มที่ไม่คุ้นหน้า
ฉินเหยาส่ายหน้า “ไม่รู้ ต้องรอให้เขาฟื้นก่อนถึงจะรู้”
ฉินเหยาสั่งการอย่างเป็นระบบ “หลิวหยาง พวกเจ้าแบกคนกลับไปที่สำนักศึกษา หลิวจี้ เจ้ารีบไปกับพวกพี่รองเข้าเมืองไปเชิญท่านหมอจินมา เร็วหน่อย!”
“ชาวบ้านที่เหลืออยู่กับข้า ช่วยกันเอารถม้ากับสารถีขึ้นมา”
ทุกคนได้รับคำสั่งก็รีบแยกย้ายกันทำงานทันที
เดิมทีหลิวฉี ซุ่นจื่อและหลิวจ้งสามคนจะขับรถม้าเข้าเมืองไปซื้อของอยู่แล้ว เมื่อช่วยคนขึ้นมาได้แล้ว ที่นี่ก็มีฉินเหยาคอยดูแลสถานการณ์ พวกเขาย่อมต้องไปทำภารกิจที่ยังไม่เสร็จสิ้นต่อ
หลิวจ้งดึงหลิวจี้ขึ้นรถ ทั้งสามคนพาเขามุ่งหน้าไปยังตัวเมืองด้วยความเร็วสูงสุดทันที
เมื่อมองรถม้าที่วิ่งจากไปไกลแล้ว ฉินเหยาจึงหยิบเชือกแล้วนำชาวบ้านที่เหลืออีกหลายคนค่อยๆ ลงไปที่ก้นหุบเขา
จัดการนำสารถีและม้าขึ้นไปก่อน ตามด้วยตัวรถม้าที่เสียหาย สัมภาระที่กระจัดกระจายก็เก็บขึ้นมาทีละชิ้น จัดการเก็บกวาดอยู่เกือบครึ่งชั่วยามจึงแล้วเสร็จ
อาวั่งและบิดาของหลิวฉีขับรถม้ามา นำซากม้าและศพสารถีไปไว้ที่ลานว่างหน้าสำนักศึกษาเป็นการชั่วคราว รอเพียงให้ชายหนุ่มไม่ทราบชื่อคนนั้นฟื้นขึ้นมาแล้วค่อยจัดการต่อไป
ส่วนประกอบของตัวรถม้าทั้งหมดถูกลากไปไว้ที่โรงโม่หินที่ทิ้งร้างไว้ ทุกอย่างรอให้คนฟื้นแล้วค่อยว่ากัน
หลังจากจัดการเรื่องเหล่านี้เสร็จ ฉินเหยาก็แบกสัมภาระหนึ่งหีบที่เก็บมาได้กลับหมู่บ้านไปพร้อมกับชาวบ้าน
หลิวจี้จัดการเรื่องราวได้ค่อนข้างเร็ว หลังจากนั่งรถไปถึงตัวเมืองพร้อมกับพวกหลิวจ้งก็ไปตามหาท่านหมอจินจนเจอแล้วรีบเช่าเกวียนวัวกลับมาบ้าน พอฉินเหยาไปถึงสำนักศึกษาได้ไม่นาน หมอก็มาถึง
ชาวบ้านได้ยินเรื่องนี้ก็พากันมาดูอาการของอาจารย์ด้วยความเป็นห่วง เด็กๆ ยืนอยู่บนลานว่าง ล้อมรอบซากม้าด้วยสีหน้ากังวล เกรงว่าอาจารย์ที่มาใหม่จะเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้น
ฉินเหยาออกไปเกลี้ยกล่อมอยู่พักใหญ่จึงกล่อมให้ทุกคนกลับไปได้
ในไม่ช้า บริเวณสำนักศึกษาก็เงียบสงบลง คนที่เหลืออยู่มีเพียงหลิวหยางและสองสามีภรรยาฉินเหยา รวมถึงท่านหมอจินที่กำลังตรวจอาการอยู่
หลิวหยางคอยเป็นลูกมือให้ท่านหมอจินในห้อง ฉินเหยานั่งรออยู่ริมประตูห้องเรียน
ในบ้านว่างข้างๆ ที่เตรียมไว้ทำห้องครัวก็มีร่างที่เย็นชืดของสารถีวางอยู่
หลิวจี้เดินดูซากม้าในลานก่อน จิ๊ปากสองครั้งแล้วเดินมาที่ห้องว่าง มองศพสารถีที่ถูกเสื่อห่อไว้จากระยะสองเมตร ส่ายหน้าอย่างเห็นใจแล้วจึงกลับมาที่ห้องเรียน
“เมียจ๋า สารถีกับม้าตายนี่เป็นอุบัติเหตุ อาจารย์ติงคงไม่โทษหมู่บ้านเราใช่หรือไม่” หลิวจี้มองไปที่เรือนพักทางทิศตะวันออกที่เตรียมไว้ให้ท่านอาจารย์อาศัย เห็นหลิวหยางถือผ้าพันแผลเปื้อนเลือดเดินเข้าออกก็อดถอนหายใจไม่ได้
ข้างเท้าของฉินเหยายังมีหีบไม้สีแดงเปื้อนโคลนและมีรอยขีดข่วนวางอยู่ ข้างในบรรจุตำรา พู่กัน และเสื้อผ้าที่เก็บกลับมาได้ รวมถึงจดหมายแนะนำตัวจากทางการฉบับหนึ่ง
ซองจดหมายวางอยู่บนสุดของหีบ อยู่ในสภาพที่เปิดอยู่แล้ว
ฉินเหยาชี้ไปที่จดหมายฉบับนั้นแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เขาไม่ใช่อาจารย์ติง ชื่อจริงคือเจินอวี้ไป๋ อายุยี่สิบเจ็ดปี เป็นคนอำเภอหนิงซี เป็นซิ่วไฉ”
หลิวจี้ชะงักไป “ไม่ใช่อาจารย์ติงรึ”
ฉินเหยารับคำในลำคอ “แต่เขาเป็นอาจารย์ที่ทางการแนะนำให้มาที่หมู่บ้านเรา”
“เปลี่ยนคนแล้วทำไมไม่บอกพวกเราก่อน!” หลิวจี้พูดอย่างไม่พอใจ
ฉินเหยาเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “เจ้าเบาเสียงหน่อย”
“โอ๊ะๆ ลืมไปๆ เมียจ๋าอย่าโกรธเลย” หลิวจี้ยิ้มแหยๆ ไม่คิดจะกลับบ้าน หาที่นั่งข้างๆ นางแล้วนั่งลงตาม
สายตาเหลือบไปเห็นหีบเดินทางของเจินอวี้ไป๋คนนั้น มือไม้ก็อยู่ไม่สุข ฉวยโอกาสที่ฉินเหยาไม่ทันสังเกต ยื่นมือเข้าไปรื้อค้นสองสามที
“อาจารย์เจินผู้นี้ฐานะไม่ธรรมดาเลยนะ เสื้อผ้าล้วนเป็นผ้าฝ้ายทอลายชั้นดี แม้แต่แท่นฝนหมึกยังเป็นแท่นฝนหมึกซงซานชั้นเลิศ…”
เขาบ่นพึมพำคนเดียว พลิกดูของในหีบจนทั่วแล้วบอกฉินเหยาอย่างตื่นเต้น “เมียจ๋า เจ้าว่าคนฐานะดีขนาดนี้จะมาที่หมู่บ้านพวกเราทำไมกัน อายุน้อยๆ ไม่ไปสอบเคอจวี่ แต่กลับมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือในถิ่นทุรกันดารเช่นนี้ เขาหวังอะไรกันแน่”
ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย เตือนเขาว่าอย่าไปรื้อของคนอื่นตามอำเภอใจ
แต่ว่า…
“แท่นฝนหมึกซงซานแพงมากรึ”
หลิวจี้ชูห้านิ้วขึ้นมา “แท่นฝนหมึกชิ้นนี้ราคาห้าสิบตำลึง แถมมีเงินก็ใช่ว่าจะซื้อได้ ข้าเองก็อาศัยบารมีศิษย์พี่ตัวน้อยจึงจะมีโอกาสได้ใช้แท่นฝนหมึกซงซานนี้บ้างเป็นครั้งคราว”
เขากล่าวอย่างอิจฉา “ของแพงมันก็ดีสมราคามันจริงๆ นั่นแหละ ใช้ดีกว่าของข้าซึ่งอันละสองตำลึงชนิดที่เทียบกันไม่ติดเลย ถ้าข้ามีแท่นฝนหมึกซงซานเป็นของตัวเองสักชิ้น ต่อให้ต้องตายก็ไม่เสียดายแล้ว”
“เช่นนั้นเจ้าก็ไปตายเสียเถอะ” ฉินเหยาพูดอย่างเย็นชา
ไม่รอให้หลิวจี้โมโห นางก็ลุกขึ้นตามหลิวหยางเข้าไปในเรือนฝั่งตะวันออก