ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70 - ตอนที่ 18 ย่องเข้าบ้านผู้ชายกลางดึก
- Home
- ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70
- ตอนที่ 18 ย่องเข้าบ้านผู้ชายกลางดึก
หมิงจูไม่ชอบกังวลเรื่องอนาคต เธอจึงหยุดคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อ
ทั้งสองกลับบ้านพร้อมข้าวของเต็มไม้เต็มมือ และมาขึ้นรถโดยสารกลับที่เขตตลาดตอนหกโมงเย็น
ตอนขามาก็ว่าแน่นอยู่แล้ว ไม่คิดว่าตอนขากลับจะแน่นยิ่งกว่า
รถบัสซึ่งมีที่นั่งสิบกว่าที่นั่ง แต่คนที่เบียดเสียดกันมีถึงสี่สิบกว่าคน
พวกเขามาถึงเร็ว เดิมทีก็ได้ที่นั่งแล้ว แต่เจียงตั่วเป็นคนใจดี เขาสละที่นั่งให้คุณตาวัยห้าสิบกว่าคนหนึ่ง
หมิงจูคิดว่าคนที่เคร่งครัดเรื่องระเบียบวินัยเช่นนี้ จะต้องเรียกร้องให้คู่ชีวิตของตัวเองมีศีลธรรมอันดีงามด้วยเป็นแน่ แต่ไม่คิดเลยว่าเจียงตั่วเพียงแค่ยืนอยู่ข้างๆ ไม่ได้ขอให้เธอเรียนรู้เรื่องการสละที่นั่งตามเขาแต่อย่างใด
จุดนี้ถือว่าดีมาก ผู้ชายคนนี้มีความเข้าใจในขอบเขต ไม่บังคับคนอื่นทำในสิ่งที่ตนคิดว่าควรทำ
รถแล่นไปบนถนนที่ขรุขระ ผู้คนในรถโยกไปโยกมาจนยืนไม่มั่นคง
เจียงตั่วจับพนักพิงที่นั่งของหมิงจูด้วยมือข้างหนึ่ง และจับเบาะที่นั่งด้านหน้าของเธอด้วยมืออีกข้างหนึ่ง เหมือนโอบกอดเธอไว้แน่น ไม่ให้ใครเข้ามาใกล้ได้
เมื่อมองไปที่กล้ามเนื้อแขนอันแข็งแกร่งราวกับหินผาของเขา หมิงจูก็รู้สึกว่าความคิดในหัวของเธอเริ่มไปไกล เธอนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวาน ตอนที่เขากอดเอวเธอไว้…
เธอรีบสลัดภาพในหัวออกไป แล้วหันหน้าไปอีกทางอย่างรวดเร็ว สายตาของเธอไปหยุดอยู่ที่หน้าท้องของเขาพอดี…
นี่มันน่าทึ่งจริงๆ ที่เสื้อผ้าก็ปิดบังความแข็งแกร่งนี้ไว้ไม่มิด!
ผิดศีลธรรมไม่ควรมอง! เธอกระแอมสองสามครั้ง แล้วรีบเปิดกระติกน้ำดื่มไปสองอึก จากนั้นเธอก็เงยหน้ายื่นกระติกน้ำให้เขาพร้อมกับพูดขึ้นว่า “อากาศร้อนมาก คุณเองก็ดื่มหน่อยสิคะ”
คราวนี้เจียงตั่วไม่ปฏิเสธเหมือนเมื่อเช้า เขารับกระติกน้ำไปและดื่มมันเกือบหมด
แปลกดี ทั้งๆ ที่เป็นน้ำเหมือนกัน แต่น้ำที่หมิงจูให้เขากลับแตกต่างออกไปมาก ดื่มแล้วรู้สึกมีเรี่ยวแรงเต็มเปี่ยม
หมิงจูรับกระติกน้ำคืนไป และเพื่อปกปิดความเคอะเขิน เธอจึงเอนหลังพิงพนักที่นั่ง หลับตาลงพักผ่อน
หลังจากผ่านไปกว่าสองชั่วโมง รถก็มาถึงเขตกัว พวกเขาโดยสารไปกับรถม้าของเพื่อนบ้านจากหมู่บ้านข้างเคียง แล้วจึงเดินกลับหมู่บ้านเสี่ยวจิ่ง
ตอนนี้ฟ้ามืดสนิทแล้ว เจียงตั่วไปส่งหมิงจูถึงบ้าน และวางข้าวของไว้ในครัว
หมิงจูเห็นว่าเขากำลังจะไปแล้ว เธอจึงรั้งไว้แล้วชักชวน “คุณกินข้าวเย็นก่อนค่อยกลับสิคะ ตอนนี้ที่บ้านพักคงไม่มีข้าวเย็นเหลือแล้ว”
“ดึกมากแล้ว ไม่ดีต่อภาพลักษณ์ ฉันกลับก่อนนะ”
หมิงจู “…”
อืม ภาพลักษณ์ก็เป็นสิ่งที่ดี
แต่เมื่อคิดว่านี่เป็นครั้งแรกในชีวิตสองชาติของเธอที่ใช้เงินของผู้ชายอย่างไม่ยั้งคิดเช่นนี้ แถมยังใช้ไปมากเสียด้วย เธอจึงรู้สึกสงสารเขาที่ต้องกลับไปทั้งที่ยังท้องว่าง
หมิงจูหันไปมองของในถุงผ้า เธอหยิบคุกกี้กรอบออกมาห่อหนึ่งอย่างรวดเร็ว และวิ่งตามออกไปนอกประตู ก่อนจะยัดใส่มือให้เจียงตั่ว…
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็กลับไปกินคุกกี้กรอบกับชงชาร้อนรองท้องหน่อยนะคะ”
เจียงตั่วไม่ต้องการมัน จึงคิดจะคืนให้ แต่หมิงจูรีบวิ่งกลับเข้าบ้านอย่างรวดเร็ว ปิดประตูไม้ของรั้วเตี้ย พร้อมทั้งยิ้มให้เขาอย่างน่ารักจากหลังรั้วนั้น “อย่าเข้ามาเลยค่ะ ไม่ดีต่อภาพลักษณ์ ราตรีสวัสดิ์ค่ะผู้กองเจียง พรุ่งนี้เจอกันนะคะ”
พูดจบ เธอก็วิ่งกลับเข้าไปในบ้าน
เจียงตั่วมองตามแผ่นหลังที่หายไปอย่างว่องไวราวกับกระต่ายน้อยของเธอ มุมปากของเขาปรากฏรอยยิ้มที่ผิดจากบุคลิกสุขุมตามปกติของเขา…
หลังจากที่หมิงจูกลับเข้าบ้าน หมิงชุนนีก็จุดตะเกียงน้ำมันก๊าดในห้อง
เมื่อเห็นว่าหลานสาวซื้อของมามากมาย หมิงชุนนีก็ประหลาดใจ แต่เธอก็ดีใจมาก ดูเหมือนว่าจูจูจะได้แต่งงานจริงๆ แล้วนะ!
หมิงจูแกะคุกกี้กรอบสองสามชิ้น แบ่งกันกินเป็นอาหารมื้อเย็นกับหมิงชุนนี หลังจากกินเสร็จ เธอก็ต้มน้ำจากน้ำพุวิเศษ พอเดือดแล้วก็เอาเนื้อที่ซื้อมาลงต้มแล้วหยิบขึ้นมาหั่นเป็นชิ้น
ล้างหม้อให้สะอาด เทมันหมูลงไป จากนั้นนำหมูที่หั่นเป็นชิ้นลงไปทอดจนสุกทั่วกัน แล้วเก็บทั้งหมดใส่ในกระปุกมันหมู
หากไม่แปรรูปไว้ ในวันที่อากาศร้อนแบบนี้ เนื้อจะเน่าเสียหมดภายในคืนเดียว
หลังจากเก็บทั้งหมดเสร็จ เธอก็เข้าไปอาบน้ำในมิติ แล้วออกมาอย่างสดชื่น จากนั้นก็นำผ้าลายดอกเล็กๆ ออกมา ลองเทียบขนาด แล้วเริ่มลงมือตัดเย็บ
เธอตัดเสื้อผ้าจนดึกดื่นค่อนคืนจึงดับตะเกียงน้ำมัน จากนั้นก็มานั่งข้างหน้าต่างมองแสงจันทร์ข้างนอก… ใกล้ถึงเวลาแล้ว
หมิงจูออกจากบ้านในยามวิกาล อาศัยแสงจันทร์คลำทางไปจนถึงบ้านหมิงเจ๋อซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตร
เธอปีนข้ามกำแพงเตี้ยๆ เอาหูแนบหน้าต่างฟังเสียงกรนที่ดังมาจากในบ้าน มุมปากของเธอเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
หมิงเจ๋อเป็นหลานชายของหัวหน้าหมู่บ้าน แต่เขาเป็นเด็กกำพร้าเช่นเดียวกัน แม่ของเขาเสียชีวิตขณะคลอด ส่วนพ่อของเขาเป็นคนติดเหล้า คืนหนึ่งดื่มหนักเกินไปจึงพลัดตกน้ำเสียชีวิต ดังนั้นในบ้านหลังนี้จึงมีเขาอาศัยอยู่เพียงคนเดียว
หมิงจูหยิบไม้ท่อนใหญ่ แล้วหยิบกระสอบที่แขวนอยู่บนผนังลงมาอย่างระมัดระวัง เธอค่อยๆ เปิดประตู แล้วคลำทางเข้าไปในห้องนอน
เมื่อเห็นหมิงเจ๋อกำลังหลับสบายอยู่บนเตียงอุ่น เธอหัวเราะเบาๆ แล้วใช้ไม้ทิ่มไหล่เขา
หมิงเจ๋อปรือตา มองร่างเลือนรางตรงหน้าอย่างงัวเงีย…
หมิงจู?
ตอนนี้ หมิงจูกำลังมองเขาพร้อมกับยิ้มหวานจนตาหยี เสียงของเธอนุ่มนวล “พี่หมิงเจ๋อ ไม่มีใครบอกเลยเหรอว่ากลางคืนไม่ควรนอนหลับลึกเกินไป?”
หมิงเจ๋อคิดว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ แต่เมื่อมองให้ดีอีกครั้ง…
ผู้หญิงตรงหน้ายกไม้ขึ้นสูง!
เขาสะดุ้งเฮือก ลุกพรวดขึ้นมานั่งตัวตรงทันที เขาหลบหลีกตามสัญชาตญาณ แต่ก็ช้าไปหน่อย จึงถูกไม้ฟาดเข้าที่คอเต็มๆ!
เขากุมคอที่เจ็บปวด ยังไม่ทันได้พักตั้งสติ กระสอบขนาดใหญ่ก็คลุมหัวลงมา จากนั้นทั้งตัวก็ถูกแรงมหาศาลลากจนราบไปกับพื้น!
หมิงจูไม่รอช้า ขึ้นไปต่อยและเตะคนที่อยู่ในกระสอบทันที!
เห็นได้ชัดว่าคนที่ถูกอัดอยู่ในกระสอบกำลังพยายามดิ้นรนสุดกำลัง ส่งเสียงร้องโหยหวนและขอความช่วยเหลือ…
“โอ๊ย! เจ็บจะตายอยู่แล้ว! ช่วยด้วย…โอ๊ย!”
เธอไม่สนใจ เตะไปพร้อมกับกัดฟันขู่ “เอาเลย กรีดร้องเลยสิ ร้องดังๆ เลยนะ แกอยู่ในที่ห่างไกลแบบนี้ ร้องจนคอแตกก็ไม่มีใครมาช่วยแกหรอก!”
เอ๊ะ? คำพูดประหลาดจัง… แต่ช่างมันเถอะ ซ้อมให้หนำใจก่อนแล้วกัน!
สุดท้ายหมิงเจ๋อก็ถูกเตะจนสลบไป ใต้กระสอบไม่มีเสียงดังขึ้นมาแล้ว เมื่อหมิงจูเปิดออกดู ปรากฏว่ายังสภาพดีอยู่ และไม่ถึงกับตาย
เธอลากกระสอบ เหมือนลากหมูตาย ดึงคนออกไปจากบ้าน…
เช้าวันรุ่งขึ้น หมิงจูตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นและกระปรี้กระเปร่า
หลังจาก ‘เสร็จธุระ’ เมื่อคืน เธอก็กลับเข้าไปนอนในมิติ พักผ่อนสักหน่อยก่อน พอออกมาก็รู้สึกสดชื่น มีชีวิตชีวาเต็มเปี่ยม
หลังจากกินอาหารเช้า เธอก็มาที่ลานตากข้าวกับป้า เมื่อเห็นเจียงตั่ว เธอก็ทักทายเขาจากระยะไกลเหมือนเคย
คนทั้งหมู่บ้านมาชุมนุมที่ลานตากข้าวรอหัวหน้าหมู่บ้าน แต่แปลกมากที่วันนี้หัวหน้าหมู่บ้านไม่ได้มาตามเวลา
หลังจากรออยู่อีกครึ่งชั่วโมง หัวหน้าหมู่บ้านและลูกสาวก็มาถึง ทั้งสองกำลังพยุงคนหนึ่งที่หน้าปูดบวมช้ำ และเดินกะเผลกมาด้วย…
เมื่อเดินเข้ามาใกล้ จึงเห็นว่าคนนั้นคือหมิงเจ๋อ!
ผู้คนต่างก็พากันถามขึ้นทันที…
“หัวหน้าหมู่บ้าน เกิดอะไรขึ้น?”
“ใช่แล้ว ทำไมหมิงเจ๋อถึงถูกซ้อมจนเละขนาดนี้!”
หมิงเสี่ยวเจี๋ยก้าวออกมา ชี้นิ้วไปทางหมิงจูอย่างโกรธเคืองแล้วตะโกนอย่างหัวเสีย “หมิงจู! แกออกมานี่! บอกมานะว่าทำไมถึงซ้อมพี่ชายของฉันจนเละขนาดนี้ ไร้เหตุผลสิ้นดี แถมยังจับเขายัดใส่กระสอบแขวนไว้บนต้นไม้อีก! ถ้าพ่อกับฉันไม่ไปเจอเขาเข้า แกคงฆ่าเขาไปแล้ว!”
หมิงจูที่อยู่ในฝูงชนมีสีหน้าเหมือนกำลังเห็นเรื่องขบขัน แต่เมื่อได้ยินคำพูดของหมิงเสี่ยวเจี๋ย เธอก็ขมวดคิ้วทันที จากนั้นก็ยกมือชี้มาที่ตัวเองด้วยสีหน้า ‘ไร้เดียงสาและงุนงง’ ว่า “ฉันเหรอ?”
หมิงเจ๋อในสภาพบาดเจ็บสาหัสเห็นหมิงจูทำท่าทางเช่นนี้ก็โมโหจัด!
เขาทนความเจ็บปวด กัดฟันด่าทอ “แกยังจะตีหน้าซื่ออยู่อีก! เมื่อคืนฉันเห็นแกย่องเข้าบ้านกับตาตัวเอง แล้วก็ตีฉันจนสลบไป!”
เมื่อคำพูดนี้กล่าวออกมา ผู้คนในลานตากข้าวต่างก็ตกใจ หันไปมองหมิงจู
รวมถึงเจียงตั่วด้วย เพียงแต่สายตาของเขาไม่ใช่สายตาของคนที่กำลังดูเรื่องสนุก แต่เป็นสายตาที่สงสัยและมองอย่างพิจารณา
เรื่องตอนเช้าของเมื่อวาน… เขาก็รู้สึกว่าเรื่องยังไม่จบ ด้วยนิสัยที่อาฆาตแค้นของหญิงสาวคนนี้ ต้องมีอะไรตามมาแน่นอน
แต่เขาก็ไม่คิดเลยว่าเธอจะกล้าทำถึงขนาดนี้ ถึงขั้นย่องเข้าไปในบ้านผู้ชายกลางดึก แถมยังซ้อมเขาจนอยู่ในสภาพนั้นอีก!
แต่ตอนนี้ถูกจับได้แล้ว เธอจะแก้ตัวว่าอย่างไร?
เจียงตั่วหลุบตาลง ไม่ว่าอย่างไร พรุ่งนี้เธอก็จะมาเป็นภรรยาของเขาแล้ว ในฐานะที่เป็นสามี เรื่องนี้เขาต้องรับผิดชอบด้วย
ในขณะที่เจียงตั่วกำลังจะออกตัวไปช่วยเหลือเธอ หมิงจูที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนกลับเผยยิ้มออกมา…