ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70 - ตอนที่ 2 เรามาแต่งงานกันเถอะ
สวีข่ายที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดเผลอถอยหลังไปหนึ่งก้าวเช่นกัน แต่เรื่องที่เหนือความคาดหมายคือ ครั้งนี้หมิงจูไม่ได้อาละวาดลงไม้ลงมือ
เธอจ้องมองสวีข่ายด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นกลับแฝงไปด้วยความแค้น คมกริบราวกับใบมีด เพียงแค่มองก็รู้สึกเหมือนถูกแทงจนร่างพรุน!
“นายตาบอดหรือ? ตาไหนที่เห็นว่าฉันไปมั่วกับผู้กองเจียง? พวกเราเปลือยกายแล้วเชิญนายเข้ามาเป็นพยานหรือไง?!”
หมิงเสี่ยวเจี๋ยได้ยินคำพูดไร้ยางอายของหมิงจู ใบหน้าพลันแดงก่ำ เธอกระทืบเท้าเต้นเร้าๆ “หมิงจู แกมันหน้าด้านไร้ยางอาย! พูดจาน่ารังเกียจแบบนี้ออกมาได้ยังไง!”
หมิงจูพูดอย่างใจเย็น “พวกแกต่างหากที่ใส่ร้ายฉัน ป้ายสีกันขนาดนี้ยังคาดหวังให้ฉันพูดเรื่องสามความงามสี่คุณธรรมอีกหรือ? ที่ฉันไม่ได้ซ้อมพวกแก เพราะฉันเป็นหมิงจูที่อ่อนโยนและใจดีต่างหาก!”
แต่สวีข่ายกลับพูดอย่างมีเหตุผล “ใครใส่ร้ายเธอ! ถ้าเธอกับเจียงตั่วบริสุทธิ์ใจกันจริง แล้วทำไมพวกเธอมาอยู่กันตามลำพังในห้องใต้ดินแบบนี้!”
หมิงจูตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน “ห้องใต้ดินที่บ้านฉันมีหนู ฉันเลยเชิญผู้กองเจียงเข้ามาช่วยจับพวกมัน ไม่ได้หรือไง?”
สวีข่ายมีใบหน้าสุภาพแต่จิตใจกลับชั่วร้าย เขาหันกลับไปมองกลุ่มคนที่มามุงดูความวุ่นวาย ก่อนพูดด้วยเสียงเยาะเย้ย “นี่เธอคิดว่าพวกเราเป็นคนโง่กันหมดหรือ! ในหมู่บ้านมีคนตั้งมากมาย ใครบ้างที่จับหนูไม่เป็น ทำไมเธอต้องเจาะจงเลือกเขาด้วย?”
หมิงจูตอบอย่างมีเหตุผล “บังเอิญว่าเขาเดินผ่านหน้าบ้านฉันพอดี ถ้าไม่หาเขาแล้วจะไปหานายที่ทุ่งนางั้นหรือ? รอจนนายผ่านมา หนูมันคงหนีไปหมดแล้ว ถึงตอนนั้นกว่าฉันจะลงไปรื้อห้องใต้ดิน นั่นแหละถึงจะเรียกว่ามีปากก็อธิบายไม่ได้!”
หมิงเสี่ยวเจี๋ยฟังแล้วรู้สึกยินดีอยู่ลึกๆ นี่เธอเข้าใจผิดไปจริงๆ ใช่ไหม?
เธอช้อนตาอย่างเขินอาย ก่อนมองไปทางเจียงตั่ว “พี่เจียง จริงหรือเปล่าคะ?”
เจียงตั่วไม่ได้สนใจเธอ สายตายังคงจับจ้องที่ใบหน้าอ่อนเยาว์แต่แฝงไปด้วยความกล้าหาญและความร้อนแรงของหมิงจู
หมิงจูชี้ไปที่มุมห้อง “นั่นไง ซากหนูยังอยู่ในหลืบนั่นอยู่เลย”
หมิงเสี่ยวเจี๋ยรีบชะโงกหน้าตามไป ตอนนี้คนที่หวังว่าเจียงตั่วจะบริสุทธิ์มากที่สุดก็คือเธอ
เมื่อเห็นว่ามีซากหนูถูกเหยียบตายอยู่จริง เธอก็พูดอย่างตื่นเต้นทันที “มีหนูถูกเหยียบตายจริงๆ ด้วย! พี่เจียงของฉันบริสุทธิ์ เขาไม่ได้มีอะไรกับหมิงจู!”
ทุกคนมาเพื่อจับผิดและดูเรื่องสนุก เมื่อรู้ว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด พวกเขาก็พลันรู้สึกเบื่อหน่าย ตั้งท่าจะแยกย้ายจากไป
แต่สวีข่ายกลับมีสีหน้าดำทะมึน เป็นแบบนี้ไปได้ยังไง!
เขาไม่เชื่อ!
เขาก้าวไปข้างหน้า ยืนขวางเจียงตั่ว “เจียงตั่ว ตอนนี้คุณควรจะพาคนในหน่วยไปขุดคูน้ำที่ทุ่งนาของหน่วยที่สอง ทุ่งนาอยู่ทางทิศตะวันออก ซึ่งตรงกันข้ามกับบ้านหลังนี้ ทำไมคุณถึงมาอยู่หน้าบ้านของหมิงจูได้?”
ฝูงชนที่กำลังจะสลายตัวต่างหยุดฝีเท้าลงเมื่อได้ยินคำพูดนี้
ใช่แล้ว มันดูแปลกๆ อยู่นะ!
หมิงจูมองสวีข่ายที่กดดันเธอด้วยสายตาเย็นชา จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม แม้สวีข่ายคนนี้จะมาจากในเมือง แต่ร่างกายกลับไม่แข็งแรง จึงไม่ได้รับส่วนแบ่งแรงงานในหน่วยผลิต แม้แต่การเลี้ยงตัวเองคนเดียวยังลำบาก
ดังนั้นแม้เขาจะดูถูกเจ้าของร่างเดิม แต่เขาก็ยังคงหลอกล่อให้เธอส่งอาหารและเครื่องดื่มให้อยู่บ่อยๆ จนเจ้าของร่างเดิมหลงคิดว่าเขาสนใจเธอ
แต่ผู้หญิงที่เขาอยากแต่งงานด้วยจริงๆ คือหมิงเสี่ยวเจี๋ย ลูกสาวของหัวหน้าหมู่บ้านต่างหาก
ในตอนแรก หมิงเสี่ยวเจี๋ยก็ค่อนข้างสนิทสนมกับเขา แต่หลังจากที่เจียงตั่วถูกย้ายมา หมิงเสี่ยวเจี๋ยก็ชอบไปเสนอหน้าวุ่นวายกับเจียงตั่วอย่างเห็นได้ชัดแทน สวีข่ายจึงร้อนใจ และตั้งใจจะใช้โอกาสนี้จัดการพวกเธอสองคน ถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
ผลักหมิงจูให้เจียงตั่ว เพื่อให้หมิงเสี่ยวเจี๋ยหมดหวังโดยสิ้นเชิง!
พูดถึงความเลว เขานี่แหละคือที่สุด!
หมิงจูหัวเราะเยาะ “ผู้กองเจียงจะเดินไปทางไหนก็เรื่องของเขา นายมีสิทธิ์มายุ่งอะไรด้วยหรือไง?”
“พวกเรามาลงพื้นที่ชนบทเพื่อช่วยพัฒนาประเทศชาติ เห็นเรื่องไม่ถูกต้องเกิดขึ้น แน่นอนว่าต้องช่วยสืบสวนให้ถึงที่สุด!”
สวีข่ายพูดพลางมองเจียงตั่วด้วยสีหน้าเปี่ยมคุณธรรม ก่อนถามขึ้นด้วยน้ำเสียงตำหนิ “เจียงตั่ว ทำไมคุณไม่พูดเล่า? ยอมรับมาเถอะว่าคุณกำลังมีความสัมพันธ์ไม่เหมาะสมกับสหายหมิงจู!”
หมิงจูกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับได้ยินเสียงหัวเราะเยาะอย่างเย็นชาของเจียงตั่ว “ไม่ใช่แค่เดินผ่านมาหรอก ฉันมาที่นี่เพื่อมาขอเธอแต่งงานต่างหาก”
เขาพูดพลางหันไปมองหมิงจู แล้วถามด้วยท่าทางใจเย็น “อายุครบสิบแปดหรือยัง?”
หมิงจูตกตะลึงไปครู่หนึ่ง จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เธอเพิ่งผ่านวันเกิดครบสิบแปดปีมา
เธอพยักหน้า “ครบแล้วค่ะ”
เจียงตั่วหยิบธนบัตรสิบหยวนปึกหนาออกจากกระเป๋า แล้วยื่นให้หมิงจู “ฉันจะแต่งงานกับเธอ นี่คือสินสอดห้าร้อยหยวนของฉัน สินสมรสสามสิ่งหมุนหนึ่งสิ่งเสียง [*] จะส่งมาให้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เธอเต็มใจแต่งงานกับฉันไหม?”
เมื่อพูดจบ ผู้คนโดยรอบก็พลันเกิดฮือฮาขึ้นมาทันที
ห้าร้อยหยวน!
ต้องรู้ก่อนว่าการแต่งภรรยาในชนบท สินสอดสองร้อยหยวนก็ถือว่าดีมากแล้ว เคยได้ยินมาว่ามีแต่คนในเมืองเท่านั้นที่ให้สินสอดห้าร้อยหยวนตอนแต่งงาน
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีสินสมรสใหญ่ด้วย…
มองไปทั่วหมู่บ้านเสี่ยวจิ่ง หรือแม้แต่ทั้งตำบลก็ยังไม่มีใครเทียบเท่า!
ทุกคนยิ่งอยากรู้ว่าหัวหน้าหน่วยทหารอาสาที่ย้ายมาจากที่อื่นคนนี้ ตกลงแล้วมีภูมิหลังอย่างไรกันแน่?
คนแรกในฝูงชนที่ตอบสนองก่อนใครคือหมิงเสี่ยวเจี๋ย เธอโดดผลุงออกมาแล้วร้องตะโกน “พี่เจียง พี่แต่งงานกับเธอไม่ได้! หมิงจูเป็นผู้หญิงใจแตก! เธอไม่คู่ควรกับพี่!”
เจียงตั่วเหลือบมองหมิงเสี่ยวเจี๋ยอย่างเย็นชา เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เรื่องของฉัน ไม่จำเป็นต้องให้คนนอกมาจัดการ”
หมิงจูเองก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง เธอเพิ่งฉวยโอกาสหลับนอนกับเขาไป แต่เขากลับไม่ทำให้เธอต้องอับอายต่อหน้าสาธารณชน แต่ยังมาขอเธอแต่งงานอีก?
ทว่าในไม่ช้าหมิงจูก็คิดได้ เรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อเธอและไม่เสียหายอะไร
ใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์ของหมิงจูเผยรอยยิ้ม เธอเอื้อมมือไปรับสินสอดพร้อมกับพูดอย่างร่าเริงว่า “ตกลง ฉันจะแต่งงานกับคุณ!”
เชิงอรรถ
[*] สินสมรสสามสิ่งหมุนหนึ่งสิ่งเสียง หมายถึง ของใช้ที่ฝ่ายชายมอบให้ฝ่ายหญิงก่อนแต่งงาน ถือเป็นสัญลักษณ์ของฐานะที่ดี ประกอบด้วยของที่หมุนได้สามอย่าง เช่น จักรยาน จักรเย็บผ้า พัดลม หรือนาฬิกาข้อมือ และของที่มีเสียงหนึ่งอย่างคือวิทยุ