ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70 - ตอนที่ 24 ผู้กองเจียงเจอขุมทรัพย์เข้าแล้ว
- Home
- ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70
- ตอนที่ 24 ผู้กองเจียงเจอขุมทรัพย์เข้าแล้ว
หมิงจูรู้สึกร้อนตัวเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ในยุคนี้ การปั๊มหัวใจยังไม่เป็นที่แพร่หลาย หากเธอพูดมากไป ย่อมทำให้ผู้คนสงสัย
เมื่อเห็นว่า โจวชางหมิงและเจียงตั่วต่างก็จ้องมองที่เธอ หมิงจูจึงตอบด้วยไหวพริบแก้ปัญหาเฉพาะหน้า “ตอนที่คุณย่ายังมีชีวิตอยู่ท่านเคยสอนฉันมาบ้างค่ะ… ฉันคลับคล้ายคลับคลาว่าท่านเคยบอกวิธีช่วยคนที่หมดลมหายใจจากการผูกคอ ว่าต้องให้คนไข้นอนราบ แล้วกดหน้าอกสลับกับปล่อยขึ้น ทั้งยังสามารถใช้หลอดกกเป่าลมเข้าไปในลำคอได้ด้วย แม่เฒ่าคนนั้นหมดสติไปกะทันหัน ฉันเลยลองทำดู ไม่คิดเลยค่ะว่าจะได้ผลจริงๆ”
เจียงตั่วเห็นหมิงจูพูดไปทำท่าทางประกอบไป เขาก็นึกถึงครอบครัวของเธอ จึงหันไปพูดกับโจวชางหมิงว่า “คุณย่าของเธอเคยเป็นพยาบาลสนามรบครับ”
โจวชางหมิงพยักหน้าเข้าใจถ่องแท้ “วิธีที่คุณย่าของเธอใช้ คงจะเป็นการรักษาที่บันทึกไว้ในตำรา “หลักการรักษาจากหีบทองคำ” [*] ของจางจ้งจิ่ง [**] ที่ว่า ‘ผู้เสียชีวิตจากการผูกคอ ให้วางนอนหงาย กดหน้าอกสลับกันไปมา หนึ่งคนใช้มือกดทับหน้าอกแล้วทำการเคลื่อนไหวหลายครั้ง’ นอกจากนี้ยังมีบันทึกในตำรา “เวชศาสตร์ฉุกเฉิน” [***] ของเก๋อหง ที่บันทึกว่า ‘ปิดรูจมูกทั้งสองข้าง ใช้หลอดกกสอดเข้าไปในปากจนถึงลำคอ แล้วเป่าลมเข้าไป’ ดูเหมือนคุณย่าของเธอจะอ่านออกเขียนได้และเคยเรียนแพทย์มาก่อน ตำราแพทย์สองเล่มนี้หาอ่านยากนะ!”
หมิงจูอึ้งไปครู่หนึ่ง หลายคนเชื่อว่าการปั๊มหัวใจมาจากตะวันตก แต่จริงๆ แล้วมีการบันทึกไว้ในตำราแพทย์โบราณด้วย
โจวชางหมิงต้องอ่านตำราทั้งสองเล่มนี้จนทะลุปรุโปร่งแล้วเป็นแน่ เพียงแค่ฟังเธอเล่าด้วยถ้อยคำเรียบง่ายก็รู้แล้วว่ามาจากไหน… เขามีความสามารถไม่เบาจริงๆ!
“คุณย่าค่อนข้างมีฐานะค่ะ แล้วท่านก็ชอบรักษาโรคช่วยชีวิตคน พ่อแม่ของท่านเลยจ้างครูมาสอนหนังสือท่านเล็กน้อย”
โจวชางหมิงพยักหน้าเข้าใจ “เธอก็เรียนรู้มาอย่างดีเช่นกัน เมื่อกี้ก็เพิ่งจะช่วยชีวิตคนหนึ่งเอาไว้ ถ้าเธออยากเรียนรู้เรื่องพวกนี้ต่อ เธอมาเรียนกับฉัน…”
เขาพูดแล้วหยุดชะงัก จากนั้นส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ “ช่างเถอะ”
คิ้วของหมิงจูกระตุกเล็กน้อย โจวชางหมิงเคยเป็นถึงรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลประชาชนเมืองหู้เลยนะ
หากเธออ้างว่ามาขอเรียนกับเขาเพื่อ ‘เรียนรู้วิชาแพทย์’ หลังจากนี้ตอนที่ช่วยชีวิตคน เธอก็จะไม่โดนผู้คนสงสัยง่ายๆ อีกแล้วใช่ไหม?
เมื่อคิดได้ดังนั้น หมิงจูก็พูดขึ้นทันที “อย่าพูดว่าช่างเถอะเลยค่ะ ฉันสนใจการแพทย์มาก อาจารย์โจวพูดว่ายินดีสอนเมื่อครู่ ฉันซาบซึ้งใจที่สุดเลยค่ะ!”
อาจารย์โจว… โจวชางหมิงรู้สึกซาบซึ้งใจมาก เพราะไม่ได้มีใครเรียกเขาว่าอาจารย์มานานหลายปีแล้ว
ถึงกระนั้น เขาก็ยังคงบอกกับหมิงจูให้ระมัดระวัง “ฉันเป็นคนที่ดวงไม่เป็นมงคล กลัวว่าเธอจะ…”
หมิงจูพอรู้อยู่ว่าโจวชางหมิงจะพูดอะไร เธอหัวเราะคิกคักแล้วขัดขึ้นว่า “อาจารย์โจว คนเรียนวิชาแพทย์อย่างคุณกลับเชื่อเรื่องพวกนี้เนี่ยนะ? บังเอิญจังเลยค่ะ ฉันเกิดมาพร้อมโชคดี ฉันจะคุ้มครองคุณเอง! อีกอย่าง ฉันก็ชื่อเสียงไม่ดีเหมือนกัน คนอื่นเขาว่ากันว่าฉันเป็นยัยตัวร้าย ไร้มารยาท คุณไม่เคยได้ยินบ้างเหรอคะ?”
โจวชางหมิงมองหญิงสาวตรงหน้าที่พูดจาฉะฉานไม่ปิดบังความรู้สึก แล้วก็ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
เขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้มานานหลายปี ต้องเคยได้ยินเรื่องซุบซิบนินทาในหมู่บ้านมาบ้างอยู่แล้ว เรื่องของหมิงจูก็ได้ยินมาไม่น้อยเลย… แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า การใส่ร้ายป้ายสีนั้นอาศัยเพียงแค่ปากคนนำพาเท่านั้นคงจะจริง
เขาเหลือบมองเจียงตั่วอีกครั้ง “ฉันเก็บตำราแพทย์และบันทึกทางการแพทย์ไว้จำนวนหนึ่ง เดี๋ยวนายมาเอาไปให้ภรรยาศึกษาดูนะ ถ้าไม่เข้าใจอะไรตรงไหน ก็พาเธอมาถามฉันได้”
คำว่า ‘ภรรยา’ ในความรู้สึกของเจียงตั่ว คำนี้พูดมาแล้วฟังดูแปลกๆ แต่เขาก็ไม่ได้แก้ไขความเข้าใจของโจวชางหมิง
เพราะอย่างไรเขากับหมิงจูก็เป็นสามีภรรยากันอยู่แล้ว ทั้งในนามและในความเป็นจริง
“ได้ครับ ขอบคุณมากครับ” เจียงตั่วกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ ก่อนจะเหลือบมองเฉียวปินที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้างุนงง “เฉียวปิน พาเหล่าโจวกลับไปส่งที แล้วหยิบตำรากลับมาด้วยนะ”
“ครับ”
เฉียวปินพาโจวชางหมิงเดินไปไม่กี่ก้าว เขาก็กระซิบถาม “เหล่าโจว แม่เฒ่าคนนั้น… หมิงจูช่วยชีวิตหล่อนไว้จริงหรือ?”
“จริงแท้แน่นอน!”
“เฮ้อ” เฉียวปินรู้สึกไม่ค่อยอยากจะเชื่อ “ไม่รู้มาก่อนเลยว่าเธอจะมีความสามารถขนาดนี้ แต่สาวน้อยคนนั้นนิสัยแย่มากเลย คุณไม่กลัวเธอเหรอครับ?”
โจวชางหมิงมองที่เฉียวปินแล้วยิ้ม “แย่เหรอ? ฉันกลับคิดว่า ผู้กองเจียงเจอขุมทรัพย์เข้าแล้วต่างหาก”
เฉียวปิน ‘ทำไมถึงคิดแบบนั้นนะ?’
เขาได้เห็นหมิงจูเวลาด่าคนมาแล้วกับตา!
แม้บัณฑิตสวีคนนั้นสมควรถูกด่าจริง แต่หมิงจูปากจัดขนาดนั้น ผู้กองก็เป็นคนนิ่งๆ พูดน้อยอยู่ด้วยสิ ในอนาคตไม่รู้จะถูกรังแกจนตายหรือเปล่า แล้วแบบนี้จะเรียกว่าเจอขุมทรัพย์ได้อย่างไรกัน?
โจวชางหมิงเพียงแค่ยิ้ม เฉียวปินยิ่งสับสนเข้าไปใหญ่
…
ที่ลานบ้าน
เจียงตั่วบอกให้หมิงจูอยู่รอก่อนสักครู่ ได้ตำราแล้วค่อยกลับ หมิงจูก็รับปาก
ที่จริงเขาอยากให้เธอเข้าไปนั่งในบ้าน แต่บัณฑิตที่อยู่บ้านข้างๆ แอบมองมาทางนี้หลายคน
เพื่อรักษาชื่อเสียงของหมิงจู เขาจึงนั่งกับเธอที่ลานบ้านพักหนึ่ง
สิบกว่านาทีต่อมา เฉียวปินกลับมาพร้อมกองตำราและบันทึกจำนวนมาก เขายื่นของให้เจียงตั่ว แล้วก็หลบไปในบ้านเพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด
หมิงจูหยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งขึ้นมาพลิกดู… โอ้โห โจวชางหมิงจัดระเบียบข้อมูลได้ดีจริงๆ เขาถึงขนาดใจกว้าง ยอมยกสมบัติรักที่เก็บไว้ก้นหีบให้เธอทั้งหมดด้วย!
เจียงตั่วเหลือบมองตามไปสองสามหน้า แล้วก็พบว่าเต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะทางที่ยากต่อการเข้าใจ
แต่หมิงจูกลับอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจ ดวงตาเป็นประกาย ราวกับว่าสิ่งที่เขียนอยู่ในนั้นทั้งหมด เธอสามารถเข้าใจ และยังมีความสนใจอย่างแรงกล้า
นี่มันแปลกมากจริงๆ
กลายเป็นครั้งแรกที่เขาเอ่ยปากถามถึงเรื่องส่วนตัวของเธอ “ดูเหมือนว่าเธอจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ทั้งหมดเลยนะ ก่อนหน้านี้ไปเรียนมากี่ปีแล้วเหรอ?”
ความเพลิดเพลินของหมิงจูขณะที่กำลังพลิกตำราหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง แย่แล้ว เผลอตื่นเต้นเกินไปหน่อย!
ลืมไปเลยว่าเจ้าของร่างเดิมไม่ชอบเรียนหนังสือ เข้าเรียนมัธยมได้แค่ครึ่งปีก็ไม่ไปเรียนต่ออีก เรื่องนี้เป็นที่รู้กันดี เธอแต่งเรื่องโกหกไม่ได้
แต่ถ้าตอนนี้ไม่ปิดบังให้หมดจด ในอนาคตก็ต้องคอยปกปิดอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะปีหน้าที่จะมีการกลับมาจัดสอบเข้ามหาวิทยาลัย และเธอยังต้องร่วมสอบให้ได้ด้วย!
เธอคิดแล้วคิดอีก ข้ออ้างดีที่สุดก็คงเป็นคุณย่าผู้ล่วงลับที่เคยเป็นชนชั้นสูง
“ฉันเรียนจบแค่ชั้นประถมค่ะ แต่ทุกอย่างที่สอนในชั้นมัธยมคุณย่าก็สอนมาหมดแล้ว ถึงฉันจะเรียนไม่เก่งนักก็ตาม… เรื่องที่อาจารย์โจวบันทึกไว้พวกนี้ลึกซึ้งมาก ฉันเองก็อ่านไม่เข้าใจหรอกค่ะ แต่เป็นเพราะคุณย่าเคยเล่าเรื่องการช่วยชีวิตคนในสนามรบให้ฉันฟังบ่อยๆ คำศัพท์บางคำในนี้ ฉันเลยพอจะจำได้บ้าง”
หมิงจูคิดว่า เมื่อเธอพูดเช่นนี้แล้ว เขาคงไม่สงสัยอะไรอีกต่อไปแล้วใช่ไหมนะ?
แต่ไม่ใช่เลย…
“เรื่องที่หมอกับพยาบาลเรียนน่าจะเป็นคนละเรื่องกันเลยไม่ใช่หรือ?”
หมิงจูกัดฟัน เจียงตั่วคนนี้ช่างขี้ระแวงเสียจริง!
มีบางเรื่องที่ต่อให้เธอจะอธิบายผิวเผินหรือลึกซึ้งเกินไปก็ไม่เหมาะสมทั้งคู่ อาจจะต้อง… แกล้งทำเป็นโกรธไปเลย ยังไงซะเธอก็เป็น ‘ยัยตัวร้าย’ อยู่แล้วนี่นา
ใบหน้าหวานใสอ่อนเยาว์ของหมิงจูพลันบึ้งตึง เสแสร้งทำเป็นโกรธ เสียงหวานใสของเธอเจือความฉุนเฉียว “นี่คุณกำลังสอบสวนนักโทษอยู่หรือเปล่าคะ? คุณย่าของฉันเป็นพยาบาลสนาม แค่พยาบาลเรียนรู้จากหมอมาบ้างไม่ได้เลยหรือ?”
เจียงตั่วอึ้งจนพูดไม่ออกในทันที เขาสบกับดวงตากลมโตของหมิงจู เมื่อครู่นี้ยังหัวเราะคิกคักอยู่เลยแท้ๆ ทำไมถึงเปลี่ยนท่าทีได้เร็วขนาดนี้ ถามคำถามนิดหน่อยก็โกรธแล้ว?
อารมณ์แปรปรวนแบบนี้ช่าง…
เมื่อหมิงจูเห็นเจียงตั่วไม่พูดอะไร แสดงว่าได้ผล เธอจึงไม่คิดจะคืบหน้าไปอีก แค่อยากจะหยิบตำราพวกนี้ไป
เธอเอื้อมมือไปรับตำราจากอ้อมแขนของเจียงตั่ว เขาก็ปล่อยมือให้ แต่หมิงจูไม่คาดคิดว่าของมันจะหนักขนาดนี้!
ร่างกายที่บอบบางของเธอแทบจะทรงตัวไม่อยู่ ไม่สิ เกือบจะล้มไปข้างหน้าแล้วต่างหาก
บังเอิญเหลือเกิน ใบหน้าของเธอสัมผัสกับแขนของเจียงตั่วโดยตรง และริมฝีปากของเธอก็ไปโดนที่…
เชิงอรรถ
[*] ตำราหลักการรักษาจากหีบทองคำ หรือตำราจินคุ่ยเย่าเลวี่ย เป็นตำราที่กล่าวถึงการรักษาโรคทั่วไป รวบรวมมาจากตำรา 16 เล่มของจางจ้งจิ่ง
[**] จางจ้งจิ่ง เป็นหมอในยุคราชวงศ์ฮั่น ผู้รวบรวมความรู้ทางการแพทย์ในอดีตและประสบการณ์ของตนเองแต่งตำรา 16 เล่ม แยกโรคตามอาการ และอาการแสดง มีชื่อว่า ซางหานจ๋าปิ่งลุ่น หรือตำราไข้และโรคเบ็ดเตล็ด
[***] ตำราเวชศาสตร์ฉุกเฉิน หรือตำราสือโฮ่วจิ้วจู๋ฟาง เป็นตำรายาฉุกเฉินสำหรับเก็บไว้ในแขนเสื้อ โดยเก๋อหง ถือเป็นตำราปฐมพยาบาลเล่มแรกของโลก