ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70 - ตอนที่ 39 นี่ไม่ใช่ว่าอยากเอาใจเขาหรอกหรือ
- Home
- ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70
- ตอนที่ 39 นี่ไม่ใช่ว่าอยากเอาใจเขาหรอกหรือ
พอเห็นเจียงตั่วหน้าแดงระเรื่อชัดเจน หมิงจูก็หัวเราะคิกคัก ทำไมผู้ชายคนนี้แกล้งง่ายขนาดนี้!
“ไม่ใช่ขอให้กินเต้าหู้ฉันเสียหน่อย แต่ให้กินเต้าหู้ที่ฉันทำ คุณคิดอะไรอยู่คะเนี่ย”
เจียงตั่วกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่ออ้าปาก หมิงจูก็ยัดเต้าหู้เข้าปากเขาไปหนึ่งคำ
หลังจากเขากินมันไปแล้ว คิ้วของเขาก็คลายออกจากกัน
หมิงจูจ้องเขาตาไม่กะพริบแล้วถามว่า “เป็นยังไงบ้าง?”
เจียงตั่วพยักหน้า พร้อมสรุปสั้นๆ สามคำว่า “อร่อยมาก!”
เป็นคำตอบที่เดาได้ไม่ยาก หมิงจูยิ้มร่าแล้วพูดว่า “ถ้างั้นต้องขายได้ราคาดีแน่เลย ไปกันเถอะ!”
ถนนหนทางในชนบทนั้นไม่สะดวก เต้าหู้ก็ไม่ทนต่อการกระแทก เจียงตั่วจึงมัดผ้าห่มไว้ที่เบาะหลังจักรยาน และมัดไม้ท่อนหนาสองอันพาดเฉียงทั้งสองข้างของจักรยาน เพื่อเป็นโครงรองรับเต้าหู้ไว้
หมิงจูมองดูพลางชื่นชมในใจว่าเขาสามารถคิดวิธีป้องกันการสั่นสะเทือนแบบนี้ได้ ผู้กองเจียงฉลาดใช้ได้เลยนะ!
หลังจากมัดเต้าหู้เสร็จ เจียงตั่วก็มัดไม้กระดานอันหนึ่งไว้ที่คานด้านหน้า
เขานั่งคร่อมอยู่บนเบาะจักรยาน เสียงของเขาแฝงไปด้วยความรู้สึกประหม่า “คุณต้องนั่งข้างหน้านะ”
หมิงจูหัวเราะเบาๆ นั่งข้างหน้าก็นั่งข้างหน้าสิ เขาจะหน้าแดงทำไม?
ผู้ชายที่บริสุทธิ์และละเอียดอ่อนแบบนี้ อย่าว่าแต่ในยุคหลังเลย แม้แต่ในยุคนี้ก็หายากไม่ใช่หรือ?
สิบห้านาทีต่อมา เจียงตั่วก็พาเธอมาถึงในเขตตลาด
เขายกเต้าหู้ไปวางบนที่เก็บสัมภาระของรถประจำทาง และแอบให้เงินคนขับรถเพิ่มหนึ่งเฟิน โดยหวังว่าเมื่อไปถึงตัวเมืองแล้ว คนขับรถจะช่วยหมิงจูยกข้าวของลงมา
แน่นอนว่าคนขับรถยินดีตกลงทันที!
หลังจากนั้น เจียงตั่วก็กำชับหมิงจูอีกครั้งว่า “ขึ้นรถเที่ยวหกโมงเย็นนะ อย่าพลาดล่ะ เดี๋ยวฉันจะมารับ”
หมิงจูพยักหน้า บอกให้เขารีบกลับไปทำงานเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วงเธอ
รอจนกระทั่งรถประจำทางขับเคลื่อนออกไปช้าๆ เจียงตั่วจึงหมุนจักรยานกลับทิศทางแล้วจากไป
แต่เขาไม่ได้กลับหมู่บ้าน ทว่าไปที่สำนักงานในเขตตลาด ซึ่งเป็นที่เดียวที่มีโทรศัพท์
เขาเข้าไปลงทะเบียนแล้วกดหมายเลขที่คุ้นเคย จากนั้นก็เปิดปากพูดก่อน “คุณลุงครับ ผมเจียงตั่ว มีเรื่องส่วนตัวอยากขอความช่วยเหลือครับ”
ที่ปลายสาย ฟางซูหวายหัวเราะเบาๆ “หายากจริงเชียว หลานชายของฉันไม่ค่อยติดต่อมาเป็นการส่วนตัว พูดมาสิว่ามีเรื่องอะไร”
“ภรรยาของผม หมิงจู ตอนนี้เธอเข้าไปในตัวเมืองครับ เธออยากขายเต้าหู้ที่ทำเอง ผมอยากให้คุณลุงช่วยหาคนมาจัดการเรื่องช่องทางขายให้เธอแบบลับๆ หน่อยครับ”
ฟางซูหวายค่อนข้างประหลาดใจทีเดียว เจียงตั่วไม่เพียงแต่แต่งงานกับสาวชาวบ้านที่ชื่อหมิงจูเท่านั้น แต่ตอนนี้ยังคิดจะใช้ความสัมพันธ์นี้เพื่อขอให้ช่วยดูแลเธอด้วย…
เมื่อฟางซูหวายไม่ตอบรับ เจียงตั่วก็กล่าวเสริมว่า “คุณลุงไม่ต้องห่วงเลยครับ เต้าหู้ที่เธอทำไม่มีใครในเมืองเทียบฝีมือได้ เธอจะไม่ทำให้คุณลุงเสียหน้าแน่นอน”
โอ้โฮ! เจียงตั่วไม่เคยพูดจาโอ้อวดเช่นนี้มาก่อนเลย แต่ตอนนี้กลับ…
นี่เป็นเพราะรักน้องหมาห่วงใยเจ้าของ ตกหลุมรักสาวชาวบ้านคนนั้นจนหมดใจแล้วใช่ไหม?
แต่ฟางซูหวายจำได้ว่าเมื่อสองวันก่อน ตอนที่เขาโทรศัพท์ไปแจ้งที่บ้านสกุลเจียงเพื่อส่งข่าวเรื่องการแต่งงานของเจียงตั่ว เสียงคัดค้านจากทางบ้านสกุลเจียงก็มีมาก…
“เสี่ยวตั่ว ครอบครัวของนายคัดค้านหลังจากรู้เรื่องที่นายแต่งงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ฉันอาจช่วยนายยับยั้งไว้ได้ชั่วคราว แต่เรื่องนี้นายต้องกลับมาอธิบายให้ได้ไม่ช้าก็เร็ว แล้วก็เรื่องคุณหมอหนิงอีก…”
“คุณลุงครับ” เจียงตั่วขัดคำพูดของฟางซูหวาย เสียงของเขาหนักแน่น “ที่คุณลุงพูดกับผมตอนนี้เป็นคนละเรื่องกันครับ”
ได้ยินว่าเจียงตั่วไม่ต้องการพูดเรื่องทางบ้าน ฟางซูหวายก็จนปัญญา ไอ้เด็กดื้อที่ไม่รู้จักมารยาทคนนี้มันเหมือนใครกัน?
“ได้ ได้ ฉันจะหาคนไปดูแลภรรยาตัวน้อยของนายให้นะ นายก็รอจนกว่าภารกิจจะเสร็จแล้วกลับมาเผชิญหน้ากับหายนะได้เลย!”
หลังจากฟางซูหวายพูดจบ เขาก็วางสายไปทันที เจียงตั่วยังคงยืนอยู่ที่เดิมด้วยสายตาที่เย็นชา…
ครึ่งชั่วโมงต่อมา หมิงจูกำลังจะลงจากรถ คนขับรถก็ช่วยยกของลงให้เธออย่างกระตือรือร้น
เธอมองดูโครงเต้าหู้ คิดว่าด้วยร่างกายที่บอบบางของเธอตอนนี้ อาจจะยกไม่ไหว
หมิงจูกำลังคิดว่าจะให้เงินเล็กน้อยกับช่างในบริเวณใกล้เคียงเพื่อช่วยยกดีหรือไม่ ทันใดนั้นชายคนหนึ่งที่สวมชุดสีน้ำเงินกรมท่า ถือกระเป๋าเอกสารเก่าๆ ก็เดินตรงมาหาเธอ
ชายคนนั้นมีเป้าหมายที่ชัดเจน สายตาคู่นั้นจับจ้องตรงไปที่โครงเต้าหู้ตรงหน้าหมิงจู “แม่หนู เข้ามาในเมืองเพื่อขายเต้าหู้หรือ?”
หมิงจูตกตะลึง นี่ซวยขนาดนี้เลย เพิ่งลงจากรถก็เจอคนมาตรวจสอบเลยเหรอ?
เธอรีบอธิบายทันที “นี่เป็นผลิตภัณฑ์จากสวนที่ฉันผลิตเองค่ะ นโยบายอนุญาตให้นำออกมาแลกเป็นเงินได้”
เมื่อเห็นท่าทางระแวดระวังของหมิงจู ชายคนนั้นก็ยิ้มแล้วพูดว่า “คุณอย่าเพิ่งเข้าใจผิด ผมเป็นสมาชิกสหกรณ์ร้านค้าอำเภอจินที่รับผิดชอบการจัดซื้อ ตอนนี้กำลังจะขึ้นรถไปรับซื้อของจากชนบทพอดี… เต้าหู้ของคุณรสชาติเป็นยังไงบ้าง?”
สีหน้าของหมิงจูเปลี่ยนไปอีกหลายครั้ง เอ๊ะ! นี่เทพเจ้าองค์ไหนสำแดงฤทธิ์ ทำให้เธอโชคดีอีกแล้วล่ะเนี่ย?
“เต้าหู้ของฉันรสชาติไม่เหมือนใครเลยค่ะ คุณจะหาซื้อที่อื่นไม่ได้แน่ มาค่ะ ลองชิมก่อนได้เลย!” เธอพูดพลางดึงชายผ้าโปร่งมุมเล็กๆ ออก แล้วใช้มีดเล็กๆ ที่นำมาด้วยปาดเต้าหู้ชิ้นเล็กๆ ยื่นให้คู่สนทนา
เจ้าหน้าที่คนนั้นไม่เกรงใจ ชิมไปหนึ่งคำ ทันใดนั้นดวงตาทั้งคู่ก็เบิกกว้าง!
เดิมทีเขาเหนื่อยล้ามาทั้งวัน แถมยังต้องออกมาช่วยคนอื่นทำ ‘ภารกิจ’ แต่ไม่คิดว่าเต้าหู้เพียงคำเดียวจะทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที ราวกับว่าอวัยวะภายในเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน และมีกำลังใจดีขึ้นมาก
เขาไม่เคยกินเต้าหู้ที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนในชีวิต มันหอมยิ่งกว่าเนื้อเสียอีก และยังช่วยเพิ่มพลังงานด้วย!
เจ้าหน้าที่คนนั้นจ้องมองเต้าหู้ แล้วกลืนน้ำลายลงคอ “อร่อยจริงด้วย… ทั้งหมดนี่ผมรับซื้อเอง คุณขายยังไง?”
“หนึ่งเหมา [*] ห้าเฟินต่อชั่ง [**] ทั้งหมดสี่สิบชั่ง รวมเป็นหกหยวนค่ะ”
“อะไรนะ? หนึ่งเหมาห้าเฟินเหรอ? นี่มันแพงเกินไปแล้ว! เต้าหู้ของสหกรณ์ร้านค้าเราขายแค่แปดเฟินต่อชั่ง ของคุณตั้งสองเท่า ใครจะกล้าซื้อกันเล่า! แม้แต่ซื้อไป สหกรณ์ร้านค้าของเราก็ขายไม่ออก…”
หมิงจูรู้ดีว่าต้องมีคนพูดแบบนี้ เธอยิ้มเล็กน้อย “นั่นก็แค่พิสูจน์ว่าพวกคุณขายไม่เป็น คุณเองก็ชิมแล้วสัมผัสได้ว่าเต้าหู้ของฉันไม่เหมือนใคร น้ำที่ฉันใช้บดถั่วเหลืองเป็นสูตรพิเศษ ต้นทุนแพงกว่าถั่วเหลืองมาก และที่สำคัญคือเต้าหู้ที่ทำออกมาเป็นเต้าหู้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างแท้จริง กินแล้วบำรุงสมอง ต้านความเหนื่อยล้า และเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ด้วย!”
เจ้าหน้าที่คนนั้นตกตะลึง จริงเหรอ? มันวิเศษขนาดนั้นเลยเหรอ?
“ไม่ว่าใครที่ได้ลิ้มลองจะต้องติดใจแน่นอนค่ะ ได้รสชาติดีกว่าเนื้อเสียอีก! ฉันคนเดียวทำได้จำกัด วันหนึ่งทำได้เท่านี้แหละ คุณไม่ต้องกังวลว่าจะขายไม่ได้แม้แต่หนึ่งเหมาแปดเฟิน เพราะถึงแม้จะขายสองเหมา ก็ขายได้สบายๆ เลยค่ะ…ถ้าคุณไม่รับซื้อ ฉันก็ขายปลีกได้ค่ะ คุณจะรับไหมคะ? ถ้าไม่รับ ฉันจะไปแล้วนะ…”
เจ้าหน้าที่คนนั้นเห็นหมิงจูกำลังก้มลงจะแบกโครงเต้าหู้เดินจากไป เขารู้สึกถึงความหอมหวานที่ยังติดอยู่ที่ปลายลิ้น และรู้ว่าที่หมิงจูพูดมาเป็นความจริง เต้าหู้ชนิดนี้เมื่อได้ลิ้มลองแล้วจะต้องติดใจ เพราะเขาเองก็แทบจะอดใจไม่ไหวที่จะได้กินคำที่สอง!
ไม่ต้องพูดถึงว่าเขามีภารกิจที่ต้องทำ แม้ว่าจะไม่มีภารกิจ เต้าหู้นี้ก็เป็นของวิเศษที่ไม่ควรพลาดเลย!
“ได้สิได้ เต้าหู้ของคุณทั้งหมดนี่ผมเอาหมด!”
เขาจะเอาไปที่สหกรณ์ร้านค้าเพื่อลองขายดู ถ้าคนอื่นบ่นว่าแพงจริงจนขายไม่ออก เขาก็จะยอมรับ แล้วเก็บไว้บริโภคเอง!
สุดท้ายเจ้าหน้าที่คนนั้นก็จ่ายเงินแล้วจากไปพร้อมกับเต้าหู้ หมิงจูกำเงินหกหยวนที่ได้มาอย่างตื่นเต้น!
ถั่วเหลืองสิบชั่งใช้ต้นทุนเพียงหนึ่งหยวนห้าเหมาเท่านั้น เธอได้กำไรตั้งสี่หยวนห้าเหมา!
ต่อไปถ้ามาสักครั้งสองครั้งต่อเดือน หักค่าใช้จ่ายจิปาถะแล้ว เธอก็ยังเหลือกำไรอย่างน้อยหลายสิบหยวนต่อเดือน!
ในยุคนี้ถือว่าเป็นรายได้ที่มากพอสมควรแล้ว!
เส้นทางสู่ความร่ำรวยกำลังโบกมือเรียกเธออย่างกระตือรือร้นเลยทีเดียว…
อีกด้านหนึ่ง เจียงตั่วที่กลับไปทำงาน กลับรู้สึกใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแทบจะตลอดเวลา เขาคิดว่าหมิงจูเพิ่งเคยค้าขายในตัวเมืองเป็นครั้งแรกจึงรู้สึกเป็นห่วงมาก พอถึงเวลาหกโมงเย็น เขาจึงรีบปั่นจักรยานไปที่เขตตลาด
รออยู่กว่าครึ่งชั่วโมง รถประจำทางที่กลับมาจากตัวเมืองก็โยกเยกมาจอดที่จุดบริการ และหมิงจูเป็นคนแรกที่กระโดดลงจากรถ เจียงตั่วเห็นร่างที่คุ้นเคยนั้น ก้อนหินขนาดใหญ่ที่กดทับใจเขาทั้งบ่ายก็หายไป
หมิงจูยืนอยู่ข้างประตูรถ เห็นเจียงตั่วเข้าพอดี เธอโบกมือให้เขา ยิ้มอย่างสดใส “พี่คะ มาตรงนี้เร็วเข้าสิ!”
คนอื่นๆ ที่กำลังลงจากรถได้ยินคำเรียกนั้น พากันเหลือบมองสำรวจทั้งสองคน…
เป็นพี่น้องกันหรือ? ดูไม่เหมือนเลย!
ใบหน้าคมคายของเจียงตั่ว ปรากฏรอยแดงจางๆ ชัดเจน เขารีบเดินเข้าไปใกล้หมิงจู พร้อมกับเหลือบมองไปรอบๆ แล้วลดเสียงลง “ทำไมถึงเรียกมั่วซั่วอีกแล้ว!”
หญิงสาวตรงหน้ากลับแลบลิ้นเล็กใส่เขา แล้วกระซิบเสียงหวานนุ่มนวลใกล้ๆ “นี่ไม่ใช่ว่าอยากเอาอกเอาใจพี่หรอกเหรอ? ฉันซื้อของมาเยอะแยะเลยแต่ยกไม่ไหว พี่ขาช่วยหน่อยสิคะ~”
คำพูดสุดท้ายนั้น ทั้งน้ำเสียงและท่าทาง ทำให้เจียงตั่วแข็งทื่ออยู่กับที่ ท้องน้อยของเขาร้อนผ่าวไหววูบขึ้นมาทันใด…
เชิงอรรถ
[*] เหมา เป็นค่าเงินของจีน 10 เหมา เท่ากับ 1 หยวน
[**] ชั่ง หรือจิน ค่าน้ำหนักของจีน 1 ชั่งเท่ากับ 500 กรัม หรือ 0.5 กิโลกรัม