ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70 - ตอนที่ 46 สามีคะ มาเป่ามือให้ฉันหน่อยเร็ว
- Home
- ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70
- ตอนที่ 46 สามีคะ มาเป่ามือให้ฉันหน่อยเร็ว
ขณะที่หมิงเสี่ยวเจี๋ยเบียดเสียดเข้าไปในฝูงชน เธอก็เห็นหมิงจูถีบคนพอดี เธอเองก็ตกใจจนตาค้าง นี่… นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
เมื่อครู่ทั้งสองคนกำลังกระซิบกระซาบกันอยู่ชัดๆ เธอจึงไปเรียกคนมาเพราะเห็นสวีข่ายส่งสายตาให้
ทำไมแค่เพียงครู่เดียวถึงได้กลายเป็นแบบนี้ไปได้?
หมิงจูหันไปมองเจียงตั่วและเฉียวปินด้วยความสับสน แล้วถามกลับว่า “นัดเจออะไรกัน?”
เฉียวปินเป็นคนปากไวอยู่แล้ว เขาโพล่งออกมาทันทีว่า “เมื่อกี้นี้หมิงเสี่ยวเจี๋ยวิ่งเข้ามาในลานบ้านของคุณ แล้วบอกกับหัวหน้าว่าคุณแอบไปนัดพบสวีข่าย หัวหน้าไม่เชื่อ เธอเลยให้หัวหน้ามาดูด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้นก็จะตะโกนให้คนทั้งหมู่บ้านรู้”
หมิงจูจ้องมองหมิงเสี่ยวเจี๋ยแล้วหัวเราะ “การลอบนัดพบของชายหญิงในความคิดบ้านเธอ คือการตะโกนด่าอีกฝ่ายว่าสารเลว แล้วอยากเรียกออกมาตีจนตายงั้นเหรอ? งั้นรสนิยมของเธอก็เป็นเอกลักษณ์จริงๆ ขอให้ผู้ชายทุกคนที่นัดพบกับเธอในอนาคต ต่อยเตะเธอได้แบบนี้เลยนะ!”
หมิงเสี่ยวเจี๋ยโกรธจนหน้าดำหน้าแดง!
“นี่… สวีข่าย คุณบอกมาสิว่าเรื่องนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!”
สวีข่ายพยายามจะลุกขึ้นนั่ง มือกุมหน้าอกที่ถูกถีบจนปวดร้าว แล้วพูดด้วยสีหน้าไร้เดียงสาว่า “ฉันจะไปรู้ได้ยังไง หมิงจูวิ่งมาถึงที่ก็ปรักปรำฉันว่าทำร้ายป้า จากนั้นก็กุข่าวว่าขุดไท่สุ้ยได้ แล้วแบ่งให้ฉันตั้งครึ่งหนึ่ง เมื่อกี้ก็ถีบฉันอีก หล่อนตั้งใจจะฆ่าคนชัดๆ ฉันจะแจ้งจับ!”
ตอนนี้เจียงตั่วพอจะเข้าใจเรื่องราวคร่าวๆ แล้ว เขาจ้องมองหมิงจูด้วยสีหน้าหนักใจ “บาดแผลที่หัวป้า เป็นฝีมือเขาเหรอ?”
หมิงจูพยักหน้า แต่ไม่ได้ตั้งใจจะให้เจียงตั่วเข้ามายุ่ง เธอแกล้งทำเป็น ‘โกรธเคือง’ แล้วพูดเสียงดังว่า “ใช่แล้วค่ะ เขากำลังจะฟ้องฉันไม่ใช่หรือไง? งั้นฉันก็จะฟ้องเขาเหมือนกัน เขาคิดว่าเขาทำร้ายคนแล้วไม่ทิ้งหลักฐานไว้ แต่พวกคุณดูที่กางเกงของป้าสิ ยังมีรอยเท้าเปื้อนดินที่สวีข่ายเตะไว้ด้วยนะ! แค่เอาลายพื้นรองเท้าไปเทียบก็รู้แล้ว แถมปากกาหมึกซึมที่เขาเก็บไว้ในกระเป๋าตลอดเวลาก็ยังตกอยู่ตรงนั้นด้วย ฉันเก็บมาได้!”
พูดพลางเธอก็ตบกระเป๋าเสื้อของตนเอง “บัณฑิตจากเมืองมาอยู่ชนบทแล้วยังทำร้ายชาวบ้าน นี่ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงนะ!”
ได้ยินหมิงจูพูดเช่นนั้น สวีข่ายก็ก้มหน้ามองกระเป๋าเสื้อด้านซ้ายโดยไม่รู้ตัว… ปากกาหายไปจริงด้วย!
เขาถูกคำพูดของหมิงจูหลอกจนอึ้งไปชั่วขณะ ไม่ได้การ เขาจะไปสถานีตำรวจไม่ได้!
เขากลืนน้ำลายด้วยความประหม่า “ถ้าพูดอย่างนั้น… เธอก็ทำร้ายฉันเหมือนกัน ตอนนี้หน้าอกของฉันยังเจ็บอยู่เลย… เรื่องนี้ก็ถือว่าเสมอกันแล้วไม่ใช่หรือไง?”
“เสมออะไรกัน?” หมิงจูตะคอกกลับ “ไท่สุ้ยที่ฉันให้นายไปเมื่อก่อน ตอนนี้ฉันไม่ให้แล้ว เอามาคืนฉันด้วย!”
“หมิงจู เธอเคยให้ไท่สุ้ยฉันเมื่อไหร่กัน จะปรักปรำจนฉันตายให้ได้เลยหรือไง?!”
เข้าใจถูกแล้ว!
หมิงจูเยาะเย้ย “ในหมู่บ้านมีคนมากมาย ฉันไม่ปรักปรำคนอื่นแต่กลับปรักปรำแค่นายอย่างนั้นหรือ? อย่ามาแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องเลย ใครบ้างจะไม่รู้ว่าก่อนที่ฉันจะแต่งงานกับผู้กองเจียง ของดีๆ ทั้งหมดฉันให้นายไปแล้ว? คิดว่าไม่ยอมรับแล้วจะไม่มีใครรู้หรือไง?”
พูดแล้วเธอก็หันไปมองหมิงต้าโหย่ว “หัวหน้าหมู่บ้านคะ หนูให้ไท่สุ้ยสิบกว่าชั่งกับสวีข่ายไปจริงๆ แต่ตอนนี้เขาไม่ยอมรับแล้ว ถ้าหมู่บ้านช่วยหนูทวงคืนมาได้ หนูก็ยินดีมอบจำนวนนั้นทั้งหมดให้หมู่บ้าน!”
หมิงต้าโหย่วได้ยินดังนั้น ตาเป็นประกายทันที เขาอยากได้ไท่สุ้ยนั้นมาก จึงตอบตกลงทันที
หมิงจูอ้างว่าบาดแผลของป้าเธอกำลังเลือดไหล ต้องกลับไปทำแผลก่อน จากนั้นก็ชวนเจียงตั่วและเฉียวปิน พาป้าของเธอกลับไป
สวีข่ายนั่งอยู่บนพื้น ได้ยินหมิงต้าโหย่วเรียกชื่อเขา บอกว่าจะพาไปที่ทำการหมู่บ้านเพื่ออบรมสั่งสอนจิตสำนึก เขาก็เสียใจแทบตายทันที!
ถ้ารู้แต่แรกว่าจะไม่ไปยั่วโมโหผู้หญิงร้ายกาจอย่างหมิงจู ยัยนั่นร้ายกาจเกินไปแล้ว!
ตอนนั้นเขาไม่รู้ตัวเลย สองชั่วโมงต่อมาเมื่อเขากลับจากที่ทำการหมู่บ้านไปยังที่พักบัณฑิต ได้เห็นปากกาหมึกซึมที่เขาถอดออกมาวางอยู่บนโต๊ะ เขาก็แทบลมจับ!
ไม่มีหลักฐานที่เขาทำร้ายใครเลยแต่แรก หมิงจูแค่สังเกตเห็นว่าปากกาที่เขาใช้ทำเป็นผู้มีการศึกษาหายไปจากกระเป๋าเสื้อ เธอจึงหลอกเขา
เขากำลังถูกหญิงชั่วร้ายคนนั้นทำให้โมโหจนตายอยู่แล้ว!
ระหว่างทางกลับบ้าน หมิงจูเล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นให้เจียงตั่วและคนอื่นๆ ฟัง
เมื่อรู้ว่าสวีข่ายจ้องจะเอาไท่สุ้ยของหมิงจู เฉียวปินก็ด่าเขาไปตลอดทาง
เมื่อกลับถึงบ้าน หมิงจูก็ให้เจียงตั่วพาเฉียวปินและลุงหมิงไปกินข้าวก่อน ส่วนเธอเองก็ดึงหมิงชุนนีกลับเข้าห้องไปล้างแผล จากนั้นก็ใช้น้ำจากน้ำพุวิเศษพอกไว้สักพัก
บาดแผลที่เคยเลือดซิบอยู่ก็หยุดเลือดไหลทันที
หมิงชุนนียังบอกอีกว่าที่บาดแผลไม่รู้สึกเจ็บแล้ว
หมิงจูตักข้าวและกับข้าวแยกไปให้ในห้อง เมื่อเห็นว่าป้ากินข้าวได้เยอะแล้ว เธอก็วางใจและเดินออกมา
เมื่อเข้ามาในครัว เห็นเจียงตั่วยืนรออยู่ข้างประตู หมิงจูก็ถามอย่างงุนงง “ทำไมคุณถึงไม่ไปกินข้าวกับแขกล่ะคะ?”
“เฉียวปินอยู่เป็นเพื่อนแล้ว ป้าเป็นยังไงบ้าง?”
“ไม่เป็นไรแล้วค่ะ กินข้าวสบายใจเฉิบเลย น้ำไท่สุ้ยนี่ใช้ได้ผลดีจริงๆ ทั้งหยุดเลือดและบรรเทาความเจ็บปวด”
เจียงตั่วพยักหน้า แล้วสำรวจหมิงจูตั้งแต่หัวจรดเท้า “แล้วเธอล่ะ ก่อนที่ฉันจะไปหา เขาสู้กลับบ้างไหม?”
หมิงจูได้ยินดังนั้นก็ทำหน้าตาออดอ้อน “ฉันก็เจ็บเหมือนกันค่ะ…”
เจียงตั่วขมวดคิ้วแน่น กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง หมิงจูก็แกว่งมือไปมาต่อหน้าเจียงตั่ว แล้วพูดเสียงหวาน “ฉันตบหน้าเขาแรงไปหน่อย ฝ่ามือฉันเจ็บ ผู้กองเจียงเป่าให้ฉันหน่อยสิคะ เป่าแล้วก็จะไม่เจ็บแล้ว”
เธอทำเรื่องน่าคลื่นไส้อีกแล้ว!
ถึงจะเป็นอย่างนั้น หมิงจูก็ไม่รู้จะควบคุมตัวเองอย่างไรดี เพราะว่าผู้ชายหยาบกระด้างของเธอนั้น ล้อเล่นด้วยได้ง่ายดายเหลือเกิน!
เจียงตั่วถอนหายใจโล่งอก ยกมือขึ้นมากดฝ่ามือของหมิงจูลง “หยุดเล่นได้แล้ว”
“ได้ค่ะ ได้ค่ะ รู้แล้ว ไม่เล่นแล้ว” หมิงจูเลียนแบบท่าทางจริงจังของเขา ชักมือกลับมา แล้วพยักหน้า จากนั้นก็หัวเราะ “ไอ้ไก่อ่อนนั่นจะเป็นคู่ต่อสู้ของฉันได้ยังไงคะ? ฉันไม่ให้โอกาสเขาโต้กลับเลยด้วยซ้ำ คุณอย่าดูถูกว่าฉันตัวผอมบาง ที่จริงแล้ว… ฉันดุมากนะคะ!”
เจียงตั่วไม่ได้ขัดจังหวะคำพูดไร้สาระของเธอ ฟังจนจบแล้วจึงกล่าวว่า “เรื่องไท่สุ้ยเปิดเผยออกไปแล้ว ถึงเขาจะเอาออกมาให้ได้ หมิงต้าโหย่วก็จะยึดไปเป็นของตนเอง”
“จุ๊ๆ” หมิงจูขยับเข้าไปใกล้เขาเล็กน้อย ดวงตาเปล่งประกายด้วยความเจ้าเล่ห์ แล้วกระซิบเสียงเบาว่า “อย่าบอกนะคุณเชื่อว่าฉันเอาไท่สุ้ยให้เขาไปแล้ว?”
เจียงตั่วขมวดคิ้วมองเธอ นี่ไม่ใช่เรื่องที่เธอเพิ่งพูดไปหรือ?
เห็นเจียงตั่วไม่สงสัยในคำพูดของตน หมิงจูก็หัวเราะลั่น “ดูเหมือนว่าเมื่อกี้ฉันจะแสดงได้ดีมากนะ แม้แต่คุณยังเชื่อเลย ผู้กองเจียงคะ ลองคิดดูให้ดีสิ”
เธอยกมือขึ้นมาจิ้มแก้ม “ภรรยาของคุณดูเหมือนคนเสียสติหรือเปล่า? ของดีๆ ฉันก็ใช่ว่าจะไม่รู้จักใช้ ทำไมต้องให้เขาด้วยล่ะ?”
เจียงตั่วเกือบจะหัวเราะออกมา
เมื่อครู่เธอยืนพูดอย่างจริงจังอยู่นอกที่พักบัณฑิต เขาก็เชื่อคำพูดของเธอจริงๆ และคงมีคนอื่นอีกมากมายที่เชื่อเหมือนกับเขา…
แต่เธอกลับโกหกอย่างนั้นหรือ?
หญิงสาวอายุสิบแปดปี จะฉลาดเจ้าเล่ห์ได้ขนาดนี้จริงหรือ?
เขายิ่งรู้สึกว่าหมิงจูไม่อาจเข้าใจได้เอาเสียเลย…
ราวกับในร่างของหญิงสาวสิบแปดคนนี้ มีจิตวิญญาณอันแข็งแกร่ง ฉลาด และเจ้าเล่ห์สิงสู่อยู่ ทำให้ยากจะคาดเดาได้
หมิงจูถูกเจียงตั่วจ้องมองจนรู้สึกขนลุกซู่ จึงดันแขนของเขา “พอได้แล้ว คุณไปกินข้าวเถอะ อย่าให้คนอื่นรอนานสิคะ”
เจียงตั่วรับคำ เดินไปสองก้าวก็หยุด แล้วหันกลับมามองเธอ ทำท่าจะพูดแต่ก็ลังเล
“มีอะไรอีกคะ?”
เจียงตั่วถามขึ้นมาทันทีอย่างไม่คาดคิดว่า “เธอไม่ใช่ชอบสวีข่ายหรอกเหรอ?”