ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 129 ทำไมท่านถึงบอกเรื่องนี้แก่ข้า?
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 129 ทำไมท่านถึงบอกเรื่องนี้แก่ข้า?
บทที่ 129 ทำไมท่านถึงบอกเรื่องนี้แก่ข้า?
“ท่านเก้า คนเหล่านี้ถูกตัดสินแล้ว มีอะไรที่ท่านไม่พอใจหรือไม่?” ผู้พิพากษาถามอย่างกล้าหาญ
“ก็ไม่” เสียงของท่านเก้าดังขึ้น “ข้าแค่คิดว่าเจ้าลงโทษเบาไป”
ทันทีที่พูดจบ หินสามก้อนก็ลอยออกมาจากเกี้ยวและกระแทกร่างกายส่วนล่างของทั้งสามคนอย่างแม่นยำ ทันใดนั้น หวังหัวและคนอื่น ๆ ก็ขดตัวนอนลงไปกับพื้นด้วยความเจ็บปวด ก่อนร้องครวญครางครั้งแล้วครั้งเล่า
ไม่ทันที่ผู้พิพากษาจะพูดอะไรออกมา เกี้ยวสีดำของท่านเก้าก็จากไปแล้ว
ตอนนี้ในที่สุดผู้พิพากษาก็รู้สึกโล่งใจได้เสียที
ว่ากันว่าผู้ที่อยู่บนพื้นไม่ควรต่อสู้กับผู้ที่อยู่ใต้ดิน เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้พิพากษาของอำเภอหย่งหนิงมานานแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับพรรคมัจฉามังกรซึ่ง ๆ หน้า ทั้งยังได้พบหัวหน้าพรรคที่มาด้วยตัวเองอีกด้วย!
เมื่อมองไปยังชายสามคนที่นอนขดตัวร้องโหยหวนอยู่บนพื้น ผู้พิพากษาก็ไม่ได้มีความเห็นใจมากนัก ดังนั้น เขาจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ลากพวกเขาไปขังในคุก อีกฝ่ายจะถูกส่งไปยังป้อมปราการที่ชายแดนพร้อมกับนักโทษที่ถูกเนรเทศในตอนบ่าย
ต้องบอกว่าสามพี่น้องตระกูลหวังโชคร้าย พวกเขาจะส่งกลุ่มนักโทษที่ถูกเนรเทศไปที่ชายแดนในทุก ๆ สามปี ซึ่งอีกฝ่ายมาทันเวลาช่วงนั้นพอดี
ร่างกายของพวกเขายังคงเต็มไปด้วยบาดแผล ทั้งท่อนล่างเองก็พิการ พี่น้องหวังทั้งสามคนต่างขดตัวอยู่ในศาลานอกเมือง สายตาฉายแววขุ่นเคืองชัดเจน
“ท่านพี่ พวกเราจะยอมรับกันแบบนี้รึ!” หวังกุ้ยกัดฟันถาม
“ไม่มีทาง!” หวังหัวพูดด้วยใบหน้าบึ้งตึง “เมื่อวานนี้ข้าส่งจดหมายถึงท่านกัวแล้ว ท่านกัวจะมาช่วยพวกเรา!”
ทันทีที่พูดจบ ดวงตาของหวังหัวก็เบิกโพลง ก่อนจะล้มลงไปกองกับพื้น เมื่อทุกคนสังเกตดูอย่างระมัดระวัง ก็พบว่าลำคอของหวังหัวถูกเจาะด้วยบางสิ่ง และมีเลือดไหลออกมาจากรูนั้น
หวังกุ้ยและหวังฝูกลัวจนฉี่ราด พวกเขากรีดร้องขึ้นมาทันที ก่อนเบียดตัวเข้าไปในฝูงชน
แต่ก่อนที่ทุกคนจะกลับมารู้สึกตัว หวังกุ้ยและหวังฟู่ก็ได้พบจุดจบเหมือนหวังหัว ถูกบางอย่างเจาะเข้าที่คอและเสียชีวิตทันที
เมื่อข่าวมาถึงศาลาว่าการอำเภอ ผู้พิพากษาอำเภอก็ตกตะลึงไปพักหนึ่ง สุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงโบกมืออย่างจนใจ และบอกให้คนรับใช้โยนนักโทษทั้งสามคนไปที่ลานศพ โดยไม่ต้องสอบสวนเพิ่มเติม
ทุกคนรู้ว่านี่เป็นฝีมือของท่านเก้า
แต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไร
ในวันนี้ยามท่านเก้ากล่าวว่าตัดสินโทษเบาไป ผู้พิพากษาอำเภอก็รู้ว่าไอ้สารเลวทั้งสามนี้จะต้องตายอย่างแน่นอน แต่เขาไม่คาดว่าท่านเก้าจะฆ่าคนโดยไม่ลังเล
เมื่อถึงตอนกลางคืน หลี่เยว่หานก็ตื่นขึ้น
ไฟในห้องถูกจุด มู่ชวนกำลังทำการบ้านอยู่ในห้องของเธอ ส่วนหลิงซีนั่งอยู่ตรงข้ามกับมู่ชวน ตักอาหารกินทีละคำ มีชามโจ๊กร้อน ๆ อยู่ข้างเตียงของหญิงสาว และเห็นได้ชัดว่าเด็กชายเป็นคนทำ
“พี่ชาย พี่ชาย อาหญิง ตื่นแล้ว!” หลิงซีให้ความสนใจกับหลี่เยว่หานตลอด ดังนั้นเมื่อเธอลืมตาขึ้น หลิงซีจึงเห็นทันที
มู่ชวนมีสติขึ้นมาอีกครั้ง เขารีบไปข้างเตียงและพูดด้วยความเป็นห่วง “อาหญิง ในที่สุดท่านก็ตื่น ท่านนอนมาทั้งวันแล้ว”
“ท่านอาของเจ้ายังไม่กลับมาอีกหรือ?” หลี่เยว่หานถามเสียงแหบแห้ง
“ยังขอรับ แต่ตอนนี้เริ่มมืดแล้ว ท่านอาน่าจะกลับมาเร็ว ๆ นี้” มู่ชวนพูดพลางนำโจ๊กมาวางข้างเตียง ทดสอบความร้อน และป้อนใส่ปากของหลี่เยว่หาน “อาหญิง กินอะไรหน่อยเถอะขอรับ ข้าต้มมันนานมากแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็รับช้อนมาไว้ในมือ และกินโจ๊กที่ตอนนี้มีความร้อนพอเหมาะเข้าไปเต็มปาก ก่อนจะรู้สึกแสบจมูกและน้ำตาก็ไหลลงมาตามใบหน้า
“อาหญิง ท่านเจ็บหรือไม่?” หลิงซีนอนอยู่ข้างเตียงของหลี่เยว่หาน ดวงตาโตของนางสั่นไหวด้วยความเป็นห่วง “ท่านอาจะล้างแค้นให้อาหญิงแน่เจ้าค่ะ!”
“อืม!” หลี่เยว่หานฝืนยิ้ม
หญิงสาวเชื่อว่าชายผู้นั้นจะต้องทวงคืนความยุติธรรมให้กับตัวเองได้แน่ แต่เธอไม่เคยได้รับการปกป้องเช่นนี้มาก่อน ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติที่แล้วตนก็ดูเหมือนจะต่อสู้เพียงลำพังมาโดยตลอด
ตอนเป็นเด็กถูกแม่เลี้ยงทำร้าย เธอก็เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตต่อไป
เมื่อโตขึ้น เธอก็ไปยังประเทศยากจน เมื่อพวกที่ปฏิเสธอาสาสมัครบุกเข้ามานำสิ่งของไป ตนก็ยังมีบทบาทในการปกป้องผู้อื่นอีกด้วย
ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งเมื่อเธอถูกทำร้ายและถูกเฆี่ยนตี จะมีคนมายืนข้างหน้าและทุบตีทุกคนที่รังแกให้
ความรู้สึกนี้ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่น แต่ก็รู้สึกถึงอันตรายเช่นกัน
ขณะที่หลี่เยว่หานกำลังรู้สึกสับสน ประตูก็ถูกเปิดออกอย่างนุ่มนวล
เมิ่งฉีฮ่วนเดินเข้ามาพร้อมถือชามบางอย่างไว้ในมือ
เด็กทั้งสองเดินออกไปอย่างรู้หน้าที่ เมิ่งฉีฮ่วนนั่งยอง ๆ ที่หน้าเตียงของหลี่เยว่หาน แล้วหยิบชามโจ๊กจากมือของเธอ ก่อนจะยื่นชามยามาแทนให้ แล้วพูดว่า “ดื่มสิ แล้วเจ้าจะหายดี”
“มันไม่ใช่ยาวิเศษที่ข้าจะดื่มแล้วหายดีได้เสียหน่อย” เมื่อมองไปที่ชามยาสีดำ หลี่เยว่หานก็พูดติดตลก
หญิงสาวไม่รู้ว่าเมิ่งฉีฮ่วนกลับมาเมื่อไหร่ และเด็กทั้งสองคนนั้นก็ไม่รู้เช่นกัน คาดว่าเขาน่าจะต้มยาให้เธอทันทีที่กลับมาถึง
เมื่อคิดถึงจุดนี้ หลี่เยว่หานก็ขมวดคิ้วและดื่มยาทั้งหมดในคราวเดียว
เธอคิดว่ามันจะขม แต่ไม่คาดว่ามันจะหวานมากแทน
“ท่านใส่น้ำตาลมากไป มันจะส่งผลต่อยาเอานะ” หลี่เยว่หานวางชามเปล่ากลับใส่มือของเมิ่งฉีฮ่วน แล้วพูดอย่างสบาย ๆ
“ไม่” เมิ่งฉีฮ่วนพลันมองหลี่เยว่หานอย่างจริงจัง “นี่ไม่ใช่ยา มันคือน้ำพุแห่งจิตวิญญาณในพื้นที่หลิงฉวน”
“???” หลี่เยว่หานงุนงง “ท่านกำลังพูดถึงอะไร?”
เธอเห็นเมิ่งฉีฮ่วนหยิบตราลัญจกรหยกแวววาวออกมาจากอกเสื้อของเขา ก่อนใส่ไว้ในมือของหลี่เยว่หาน พลางพูดว่า “ข้ากำลังคิดว่าจะบอกเจ้ายังไงดี แล้วสิ่งนี้ก็เป็นสมบัติของแคว้น บิดามารดาของมู่ชวนและหลิงซี พวกเขาก็ถูกฆ่าเพื่อปกป้องสิ่งนี้”
“ท่านไม่ได้บอกว่า…” หลี่เยว่หานสับสน
“ใช่ ข้าโกหกเจ้า” เมิ่งฉีฮ่วนพูดว่า “ในตอนนั้น ข้าไม่แน่ใจว่าเจ้าเป็นคนที่เชื่อถือได้หรือไม่ ดังนั้นข้าจึงบอกเจ้าว่ามู่ชวนและหลิงซี รวมทั้งข้า ล้วนเป็นเพียงหมากส่วนหลานชายหลานสาวแท้ ๆ นั้นอยู่ที่อื่น แท้จริงแล้ว มู่ชวนและหลิงซีเป็นทายาทขององค์ชายและตราลัญจกรหยกนี้ก็เป็นสมบัติของแคว้นหลิงฉวน”
“ทำไมท่านถึงบอกเรื่องนี้แก่ข้าเล่า?” หลี่เยว่หานคิดว่าเมิ่งฉีฮ่วนล้อเล่น จึงไม่ได้จริงจัง
เมื่อเห็นว่านางดูเหมือนจะไม่เชื่อ เมิ่งฉีฮ่วนเลยหันไปมองมู่ชวนและหลิงซี
เด็กทั้งสองก้าวไปข้างหน้าอย่างเชื่อฟังและวางมือบนตราหยกลัญจกรหยก จากนั้นมือใหญ่ของเมิ่งฉีฮ่วนก็วางลงมา หลี่เยว่หานรู้สึกว่าภาพตรงหน้าพร่ามัว เมื่อเธอมองได้อย่างเห็นชัดเจนอีกครั้ง หญิงสาวก็นอนอยู่บนเตียงต้นไม้อันงดงามที่ถูกทออย่างประณีตแล้ว แสงจันทร์ส่องกระจ่าง นกรอบข้างส่งเสียงร้อง ดอกไม้ส่งกลิ่นหอม สายน้ำไหลรินทอประกายเป็นแสงสีเงินเรืองรอง
“นี่คือ…” หลี่เยว่หานมองไปรอบ ๆ ด้วยความตกตะลึง จากนั้นก็มองไปด้านข้างทันที
ที่นั่นมีแอ่งน้ำสีขาวน้ำนมขนาดเท่าทะเลสาบขนาดเล็กอยู่ มันส่องแสงประกายภายใต้แสงจันทร์ ดูงดงามราวกับมีชีวิต
“นั่นคือน้ำพุแห่งจิตวิญญาณ” เมิ่งฉีฮ่วนชี้ไปที่แอ่งน้ำและอธิบายว่า “ในนี้น้ำพุแห่งจิตวิญญาณจะเป็นสีขาวเหมือนน้ำนม แต่หลังจากเอาออกไป น้ำพุแห่งจิตวิญญาณจะเป็นสีดำเหมือนยา”
“ท่านหมายความว่า ที่นี่คือมิติอื่น?” ดวงตาของหลี่เยว่หานเบิกกว้าง
“ใช่” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้า “นี่เป็นความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างข้ากับมู่ชวนและหลิงซี” หลังจากเมิ่งฉีฮ่วนพูดจบ เขาก็โบกมือและพวกเขาก็กลับมาที่เดิม หลี่เยว่หานเองก็ยังคงนอนอยู่บนเตียง
เมื่อเธอลืมตาขึ้น หลี่เยว่หานก็ชักมือออกราวกับว่าต้องของร้อน “ทำไมท่านถึงบอกเรื่องนี้แก่ข้า!”