ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 149 ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม
บทที่ 149 ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม
หลี่เยว่หานไม่ได้ตามไปที่บ้านหลี่ ตอนนี้หญิงสาวรู้สึกวิงเวียนและมึนงง ดังนั้นเธอจึงรีบเข้าไปในบ้าน ตรงไปที่ห้องครัวเพื่อดื่มน้ำเย็นหนึ่งกระบวย และพยายามสงบสติอารมณ์
แต่ภาพในหัวของหญิงสาวกลับพุ่งออกมาทีละภาพ ราวกับว่ามันกำลังจะระเบิดสมองของเธอ
ทั้งหมดล้วนเป็นความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม!
ในความทรงจำของหญิงสาว แม่ของเจ้าของร่างเดิมไม่เคยมีวันที่ดีหลังจากให้กำเนิดเธอ เดิมทีแม่ของเจ้าของร่างเดิมเป็นหญิงสาวที่ไม่เคยได้สัมผัสกับแสงแดด แต่หลังจากที่นางถูกบังคับให้แต่งงานกับหลี่ต้าเฉิง นางก็ถูกแม่สามีรังแกและให้ทำงานหนักตลอดทั้งวัน พวกเขาไม่ได้ให้นางอยู่ไฟหลังจากที่หลี่เยว่หานเกิด แต่ขับไล่นางไปทำงานในทุ่งนา
ร่างกายนางบอบบาง จะไปทนกับการถูกกระทำแบบนี้ได้อย่างไร ดังนั้นยามยังเป็นทารก เจ้าของร่างเดิม จึงไม่มีโอกาสที่จะได้ดื่มนมแม่เลยแม้แต่น้อย มารดาของนางนั้นได้แต่ป้อนแป้งเปียกให้เท่านั้น
เจ้าของร่างเดิมตามแม่ไปทำงานในไร่นาทันทีที่เดินได้ นอกจากแทบจะไม่มีอาหารกินตลอดทั้งปีแล้ว ก็ยังถูกย่าทุบตีเสมอ สำหรับหลี่ต้าเฉิง เขาไม่ชอบนางในฐานะเด็กผู้หญิงมาโดยตลอด จึงทุบตีและดุด่าเจ้าของร่างเดิมอยู่เสมอ ทั้งยังหยาบคายกับมารดาผู้ให้กำเนิดเจ้าของร่างเดิมมาก
ย่าของเจ้าของร่างเดิมก็ไม่คิดว่ามีอะไรผิดปกติ เมื่อหลี่ต้าเฉิงทุบตีแม่ลูก ไม่เพียงจะไม่มาช่วยเท่านั้น แต่ยังพูดจาประชดประชันอยู่ข้าง ๆ เสมอ
หลังจากที่แม่ของเจ้าของร่างเดิมช่วยชีวิตท่านปู่หลิ่ว เดิมย่าของเจ้าของร่างเดิมต้องการที่จะขอเงินก้อนใหญ่จากจวนหลิ่ว แต่สุดท้ายแม่ของเจ้าของร่างเดิมก็ได้ทำสัญญาแต่งงานไว้กับเจ้าของร่างเดิม ด้วยหวังว่ามันจะช่วยชีวิตลูกสาวของตนเอาไว้ได้ ย่าเจ้าของร่างเดิมไม่โต้แย้ง แต่ก็ยังด่าแม่เจ้าของร่างเดิมอย่างดุเดือดอยู่ดี
หลี่ต้าเฉิงรู้เพียงว่าแม่ของเจ้าของร่างเดิมโกรธทำให้มารดาของเขาโกรธ หลังคิดว่านางทำอย่างนั้น เขาก็ไร้ความปรานี แม่ของเจ้าของร่างเดิมเพิ่งได้รับบาดเจ็บไปทั้งตัวจากการที่ช่วยชีวิตท่านปู่หลิ่ว ดังนั้นเมื่อหลี่ต้าเฉิงเข้ามาทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวของนางหัก นางก็ไร้แรงขัดขืนและกลายเป็นอัมพาตไป ชั่วชีวิตนี้ต้องนอนอยู่บนเตียง
จากนั้นมางานในบ้านทั้งหมดก็ตกอยู่กับเจ้าของร่างเดิม เด็กน้อยอายุสองขวบ ผอมโซ กินไม่พอตลอดปี ต้องเลี้ยงไก่ เป็ด หมู ทำกับข้าว จัดการเช็ดอุจจาระและปัสสาวะให้แม่ อีกทั้งหากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น เจ้าของร่างเดิมก็ยังต้องถูกทุบตีด่าว่า
แม่ของเจ้าของร่างเดิมเป็นคนหน้าตาดี และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมหลี่ต้าเฉิงถึงไม่โยนนางออกไป แม้นางจะเป็นอัมพาต แต่เพื่อระบายความปรารถนาอันเลวร้ายนั้น เขาก็ไม่ปฏิบัติกับแม่ของเจ้าของร่างเดิมในฐานะมนุษย์คนหนึ่งเลย
หนึ่งปีหลังจากที่แม่ของเจ้าของร่างเดิมนอนป่วยอยู่บนเตียง เมื่อเจ้าของร่างเดิมอายุได้สี่ขวบ หลี่ต้าเฉิงและหวังเฟิ่งก็มีความสัมพันธ์กัน ตอนแรกเขาหลีกเลี่ยงเจ้าของร่างเดิมและแม่ แต่แล้วจู่ ๆ เขาก็ก้าวร้าวมากขึ้น
ต่อมาแม่ของเจ้าของร่างเดิมก็เสียชีวิตจากอาการป่วย หลี่ต้าเฉิงห่อนางด้วยเสื่อเน่า ๆ แล้วโยนทิ้งเข้าไปในภูเขาลึก หนึ่งเดือนต่อมา เขาก็แต่งงานกับหวังเฟิ่งด้วยสินสอดของแม่เจ้าของร่างเดิม
ตอนแรกย่าของเจ้าของร่างเดิมคิดว่าหวังเฟิ่งนั้นรับมือง่าย ทว่าเมื่อนางได้ยินมาว่าชื่อเสียงของหวังเฟิ่งในหมู่บ้านไป๋อวิ๋นถูกทำลาย ย่าเจ้าของร่างเดิม ก็ล้มป่วยลงเช่นกัน
แต่หวังเฟิ่งไม่ได้เชิญหมอ ดังนั้นนางจึงเสียชีวิตลงบนเตียง
เจ้าของร่างเดิมมีนิสัยขี้ขลาด และเติบโตขึ้นมาด้วยการทุบตีและด่าทอ ดังนั้นนางจึงไม่กล้าขัดขืนสิ่งใด แม้จะบังเอิญเห็นหลี่หรงหรงมีความสัมพันธ์กับหลิ่วจื้อหย่วน นางก็แค่อดทนอย่างเงียบ ๆ ต่อมานางก็ถูกหวังเฟิ่งวางยาและโยนลงไปในแม่น้ำ จากนั้นก็เป็นหลี่เยว่หานที่มาครอบครองร่างกายนี้
หลังจากที่ชิ้นส่วนความทรงจำถูกปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน ในที่สุดหลี่เยว่หานก็ฟื้นคืนสติ ก่อนจะพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียง
หญิงสาวลืมตาขึ้นพลางจ้องเพดาน เธอคิดเสมอว่าแม่ของเจ้าของร่างเดิมเสียชีวิตเมื่อเจ้าของร่างเดิมอายุได้สองขวบ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าแม่เจ้าของร่างเดิม น่าจะเสียชีวิตลงด้วยความโกรธเมื่อเจ้าของร่างเดิมอายุได้สี่ขวบ
หลี่เยว่หานคิดว่าเหตุผลที่ความทรงจำของเธอกลับคืนมานั้น อาจจะเกี่ยวข้องกับน้ำพุจิตวิญญาณครึ่งชามเล็กที่ตนดื่มไป
“เยว่หาน เยว่หาน!” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหู หลี่เยว่หานหันศีรษะไปช้า ๆ และท่าทีกังวลของเมิ่งฉีฮ่วนก็ตกอยู่ในครรลองสายตาของเธอ
“ในที่สุดก็ตื่น เจ้าทำให้ข้ากลัวแทบตายแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนถอนหายใจด้วยความโล่งอก นำมือของหลี่เยว่หานมาแนบริมฝีปากของเขาแล้วจูบเบา ๆ
หลี่เยว่หานเริ่มรู้สึกตัว เธอดึงมือออกจากมือของเมิ่งฉีฮ่วน จากนั้นก็พยุงตัวลุกขึ้นนั่งพร้อมกับพูดว่า “ข้า…ข้าจำทุกอย่างในอดีตได้แล้ว”
หลังจากนั่งลง หญิงสาวก็เห็นว่ามู่ชวนและหลิงซีอยู่ด้วย ทั้งสองไม่รู้ว่าเธอมาจากโลก ดังนั้นเมื่อคำพูดมาถึงริมฝีปาก หลี่เยว่หานจึงเปลี่ยนคำพูดของตน
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เมิ่งฉีฮ่วนก็ตะลึง “เจ้าจำแม่ของเจ้าได้หรือ?”
หลี่เยว่หานพยักหน้า “หลังจากที่นางช่วยชีวิตท่านปู่หลิ่วในตอนนั้น ก่อนที่อาการบาดเจ็บของนางจะหายดี หลี่ต้าเฉิงก็หักกระดูกสันหลังส่วนเอวของนางจนเป็นอัมพาตอยู่บนเตียง ไม่ถึงปีหลี่ต้าเฉิงก็พาหวังเฟิ่งเข้ามาในบ้านทั้งที่นางยังมีชีวิตอยู่ นางจึงโมโหจนตาย”
“น่าขยะแขยง!” มู่ชวนย่นหน้าด้วยความโกรธ “วันนี้ข้าควรจะผลักนังเฒ่านั่นจริง ๆ!”
เมื่อได้ยินสิ่งที่มู่ชวนพูด หลี่เยว่หานก็จำได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนที่เธอจะหมดสติ และอดที่จะมองไปที่เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้ “ตอนนี้บ้านหลี่เป็นอย่างไรบ้าง?”
“กำลังจะถูกไล่ออกจากหมู่บ้านไป๋อวิ๋น” หลิงซีตอบอย่างรวดเร็ว “ท่านปู่ซุนพูดแล้ว!”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็ถอนหายใจ “พวกเขาจากไปได้เสียที หูของข้าจะได้สงบลงสักหน่อย”
“แต่หลี่ต้าเฉิงต้องการขอความช่วยเหลือจากเรา” เมิ่งฉีฮ่วนพูดช้า ๆ “เขาเกือบจะคุกเข่าอยู่ที่ประตูบ้าน ข้ากลัวว่ามันจะน่าเกลียดเกินไป จึงขอให้เขารออยู่ที่ลาน เจ้าจะให้ข้าช่วยหรือไม่?”
“อย่าช่วย!” หลี่เยว่หานพูดอย่างเด็ดขาด “ทำไมเขาต้องขอให้คนอื่นชดใช้บาปที่เขาทำเองด้วย! ตอนนั้นเขาไม่ได้ย้ายมาที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋น แต่ถูกไล่ออกมาจากหมู่บ้านเฮยถู่!”
“ได้ ข้าจะฟังเจ้า” เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้ถามรายละเอียดจากหลี่เยว่หาน หลังจากตอบเบา ๆ เขาก็ช่วยพยุงหญิงสาวให้นอนลง “วันนี้เจ้าควรหลับสักหน่อย ข้าจะจัดการนี้เอง”
“ท่านไม่กลัวว่าหวังเฟิ่งจะบอกว่าท่านลวนลามนางหรือ?” หลี่เยว่หานพูดติดตลก
หลังจากได้ยินเช่นนี้ เมิ่งฉีฮ่วนก็มองหญิงสาวอย่างขบขัน “ข้าไม่ได้มีความชอบกว้างขวางเช่นนั้น ไม่ต้องห่วง ข้าสัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้พวกเขาอยู่ในหมู่บ้านไป๋อวิ๋นอีก”
“เช่นนั้นท่านก็ควรใส่ใจกับความปลอดภัยด้วย ข้าเกรงว่าหวังเฟิ่งจะรีบกระโดดใส่ท่าน” หลี่เยว่หานพูดอย่างกังวล
“เข้าใจแล้ว นอนเถอะ”
หลังจากปลอบหลี่เยว่หานแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนก็ออกจากห้องของนางพร้อมกับมู่ชวนและหลิงซี ทันทีที่เขาออกมา สีหน้าของเมิ่งฉีฮ่วนก็เปลี่ยนไป
“อาเมิ่ง ข้าจะพาหลิงซีไปเข้านอน” แม้จะยังเช้าอยู่ แต่มู่ชวนก็เคยชินกับการมองหน้าเขา และเมื่อเด็กชายเห็นสีหน้าของเมิ่งฉีฮ่วนไม่ถูกต้อง เขาก็รู้ว่าควรทำอย่างไร
เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนมาถึงบ้านหลี่ หวังเฟิ่งก็กำลังเกลือกกลิ้งไปบนพื้น เมื่อนางเห็นเมิ่งฉีฮ่วน นางก็พุ่งมาข้างหน้าราวกับเห็นฟางช่วยชีวิต “ข้ามีลูกเขยในหมู่บ้านไป๋อวิ๋นเช่นกัน! ตราบใดที่ลูกเขยของข้าพูด! พวกเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ไล่พวกข้าไป!”
ใครจะรู้ว่าทันทีที่หวังเฟิ่งกอดแขนของเมิ่งฉีฮ่วน ชายหนุ่มก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนและตะโกนออกมาทันที “เจ้ากำลังทำอะไรน่ะ! อย่าหลู่เกียรติข้านะ! อย่าคิดว่าเจ้าแก่แล้วจะทำอะไรก็ได้! ปล่อยข้า!”
ทุกคนตกใจกับท่าทางสะดีดสะดิ้งของเมิ่งฉีฮ่วน รวมถึงหวังเฟิ่งด้วย
“พวกเจ้างุนงงอะไรกันอีกเล่า! รีบขับไล่ครอบครัวนี้ออกไปเสีย! พวกเขายังมีเวลาไปพักผ่อนในเมืองก่อนที่จะมืด!” เมิ่งฉีฮ่วนรีบพูด