ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 151 จินเสวี่ยเอ๋อร์
บทที่ 151 จินเสวี่ยเอ๋อร์
“อย่าเข้าใจข้าผิดนะเจ้าคะ ข้าชื่อจินเสวี่ยเอ๋อร์ ข้าดูแลมู่ชวนมาตั้งแต่เขายังเด็ก” จินเสวี่ยเอ๋อร์อธิบายอย่างใจกว้าง “หลังจากที่เด็ก ๆ จากข้าไป ข้าก็กังวลมาก จึงสอบถามไปทั่วจนพบว่าสองพี่น้องอาศัยอยู่กับอาเมิ่งของพวกเขาในหมู่บ้านไป๋อวิ๋น”
เมื่อพูดถึงเมิ่งฉีฮ่วน ดวงตาของจินเสวี่ยเอ๋อร์ก็เต็มไปด้วยความรัก
เมิ่งฉีฮ่วนมองไม่เห็น เพราะกำลังดื่มน้ำอย่างไม่สบายใจ แต่หลี่เยว่หานสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
“เนื่องจากเจ้าเป็นแม่นมของมู่ชวน ข้าจึงเข้าใจได้ที่จะเป็นห่วงเรื่องนี้” หลี่เยว่หานจงใจเปลี่ยน ‘แม่เล็ก’ เป็น ‘แม่นม’ เธอเองก็ไม่รู้ว่าความโกรธมาจากไหน หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงเฉยเมยเล็กน้อย “ข้าไม่รู้ว่าแม่นางมาจากที่ใด?”
จินเสวี่ยเอ๋อร์จะไม่รู้สึกถึงท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปของหลี่เยว่หานได้อย่างไร การแสดงออกของนางพลันระมัดระวังมากขึ้น “หลังจากที่ครอบครัวจง…ล่มสลาย ข้าก็อาศัยอยู่ในอำเภอหยวนซาน โดยมีสินสอดทองหมั้นจำนวนหนึ่ง ข้าพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับเด็ก ๆ แต่น่าเสียดาย…” ขณะที่นางพูด จินเสวี่ยเอ๋อร์ก็ส่งเสียงสะอึกสะอื้น
“สองปีที่ผ่านมา ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่าเด็กสองคนนี้ต้องทนทุกข์ทรมานมากแค่ไหน…” หลังจากพูดจบ จินเสวี่ยเอ๋อร์ก็หันหลังกลับ ราวกับว่านางไม่ต้องการให้ใครเห็นตนร่ำไห้
แต่ในสายตาของผู้อื่น การสั่นไหวเล็กน้อยของไหล่บางนั้นชวนให้ผู้นคนเป็นทุกข์นนัก
หลี่เยว่หานเองก็ไม่ใช่คนใจแข็งเช่นกัน เมื่อเห็นท่าทางเจ็บปวดของจินเสวี่ยเอ๋อร์ และได้ยินนางบอกว่าสอบถามเกี่ยวกับเด็กทั้งสองคนมาตลอดสองปี น้ำเสียงของเธอก็อ่อนลง “ในเมื่อเจ้าพบเด็ก ๆ แล้วก็อยู่ที่นี่เถอะ ข้าจะไปทำอาหาร”
หลังจากพูดจบ หลี่เยว่หานก็ไม่ต้องการรบกวนการกลับมารวมตัวกันของคนรู้จักเก่า ดังนั้นเธอจึงลุกขึ้นและตรงไปที่ห้องครัว
เมื่อเห็นเช่นนี้ เมิ่งฉีฮ่วนก็กำลังจะตามไป แต่ถูกจินเสวี่ยเอ๋อร์รั้งไว้ “เมิ่งหลาง เจ้าช่วยบอกข้าเกี่ยวกับสถานการณ์ของเด็ก ๆ ในช่วงสองปีที่ผ่านมาได้หรือไม่?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เสียงฝีเท้าของหลี่เยว่หานก็หยุดลง
เมิ่งหลาง?
ช่างเป็นชื่อเรียกที่สนิทสนมกันเสียจริง!
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ หญิงสาวจึงเร่งฝีเท้าและออกจากห้องโถงใหญ่ไป
ตอนนี้หลิงซีกำลังนั่งยอง ๆ อยู่คนเดียวหน้าเตาในครัวด้วยความงุนงง หลี่เยว่หานที่เห็นนางเป็นแบบนี้ก็รู้สึกเป็นทุกข์ “เหตุใดหลิงซีตัวน้อยถึงมานั่งยอง ๆ ที่นี่คนเดียวเล่า?”
“อาหญิง ข้าไม่ชอบผู้หญิงที่มาใหม่นั่น” หลิงซีเงยหน้าขึ้นมองหลี่เยว่หานอย่างน่าเวทนา “อาหญิงทุบตีไล่นางออกไปเหมือนยายเฒ่าเถอะนะเจ้าคะ?”
ต่อหน้าหลี่เยว่หาน หลิงซีเรียกหวังเฟิ่งว่ายายเฒ่า
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็นั่งยอง ๆ หน้าเตากับหลิงซี ก่อนพูดขณะดันถ่านที่อยู่ข้างในออกไป “นางคือแม่เล็กของเจ้ากับพี่ชาย นางไม่ใช่ยายเฒ่า เจ้าอย่าหยาบคายถึงเพียงนี้เลย”
“แต่ข้าไม่ชอบนาง” หลิงซีทำหน้ามุ่ยและพูดว่า “ข้าไม่รู้จักนางด้วยซ้ำ นางยังดึงข้าเข้าไปลูบคลำและจูบทันทีที่นางมาถึง ช่างน่าอึดอัดนัก!”
เมื่อเห็นหลิงซีพูดแบบนี้ หลี่เยว่หานก็อดไม่ได้ที่จะคิดอย่างอื่น
เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวว่ายามมู่ชวนและหลิงซีออกจากที่อยู่เดิม หลิงซียังเด็ก หากจินเสวี่ยเอ๋อร์คนนั้นคือแม่เล็กของมู่ชวนและหลิงซีจริง ๆ การคิดว่าหลิงซียังไม่หย่านมตอนที่จากมา มันคงทำให้นางเจ็บปวดหัวใจ
“หลิงซี เจ้าฟังอาหญิงของเจ้าหรือไม่?” หลี่เยว่หานไม่ต้องการให้เด็กขัดแย้งกับญาติ ดังนั้นเธอจึงเกลี้ยกล่อมหลิงซีอย่างนุ่มนวล “ถ้าหลิงซีฟังอาหญิง อย่าเกลียดนางเลย ตกลงหรือไม่?”
“แต่หลิงซีไม่ชอบนาง” หลิงซีเม้มปาก ดวงตาของนางเปียกปอนทันที “ข้าไม่ต้องการแม่เล็ก ข้าต้องการแค่อาหญิงของข้า แค่อาหญิงของข้าก็เพียงพอแล้ว!”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลิงซี หลี่เยว่หานก็อดที่จะถอนหายใจไม่ได้
ดูเหมือนว่าการรักเด็กคนนี้จะไม่เสียเปล่า… หญิงสาวนึกถึงตอนที่เพิ่งมาถึงบ้านเมิ่งเป็นครั้งแรก สภาพหลิงซีตอนนั้นช่างเป็นเด็กแสบสัน แม้หลี่เยว่หานจะใช้อุบายบางอย่างเพื่อปราบหลิงซี แต่เด็กหญิงก็ชอบเธอจริง ๆ
“ตอนที่อาหญิงมาที่นี่ครั้งแรก เจ้าก็ไม่ชอบอาหญิงเหมือนกันใช่หรือไม่?” หลี่เยว่หานเกลี้ยกล่อมอย่างอดทน “ตอนหลังอาหญิงปฏิบัติกับเจ้าอย่างดี ดังนั้นเจ้าจึงชอบอาหญิงมิใช่หรือ?”
“ใช่!” หลิงซีพยักหน้าอย่างแรงและน้ำตาก็ไหล “แต่หลิงซีจะไม่ชอบผู้หญิงคนอื่น! หลิงซีชอบแต่อาหญิง!”
เมื่อพูดเช่นนั้น หลิงซีก็โผเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของหลี่เยว่หาน
เมื่อเห็นเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ เป็นเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็รู้สึกหมดหนทางเล็กน้อย เธอทำได้เพียงเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายพลางก่อไฟทำอาหารเท่านั้น
หลังปลอบหลิงซีเสร็จ สะใภ้หลิวก็กระโดดเข้ามาในครัวจนทำให้หลี่เยว่หานตกใจ “พี่สะใภ้ ท่านกำลังทำอะไรน่ะ?”
ก่อนที่หลี่เยว่หานจะถามนางให้ชัดเจน สะใภ้หลิวก็ดึงตัวหลี่เยว่หานไปด้านข้างแล้วพูดเสียงเบาว่า “เมียคนแรกของสามีเจ้ามาที่ประตูจริงหรือไม่?”
“เมีย…เมียคนแรก?” หลี่เยว่หานมองไปที่สะใภ้หลิวอย่างงงงวย “จินเสวี่ยเอ๋อร์บอกว่านางเป็นแม่เล็กของมู่ชวนกับหลิงซี ไม่ใช่เมียคนแรกของเมิ่งฉีฮ่วนหรือ”
“โอ้ ทุกคนต่างก็เห็นยามนางมาถึงหมู่บ้าน!” สะใภ้หลิวกดเสียงของนางและพูดว่า “ผู้หญิงคนนั้นน้ำตาไหลทันทีเมื่อเห็นพี่ชายเมิ่ง จิ๊ ๆๆ ภาพนั่นเรียกว่าฝนดอกสาลี่ ดูชวนน่ารักใคร่สงสารโดยแท้ เมิ่งฉีฮ่วนคนนั้นไม่พูดอะไรเลย เขาแค่พานางกลับบ้าน ไม่ใช่เมียคนแรกของเขาแล้วจะเป็นอะไร!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็ตกใจ
ครั้นนึกถึงสิ่งที่เมิ่งฉีฮ่วนพูดเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตของมู่ชวนและหลิงซี จู่ ๆ เธอก็รู้สึกขาดความเชื่อมั่นเล็กน้อย
ถ้ามู่ชวนกับหลิงซีเป็นหลานชายของจักรพรรดิจริง ๆ เหตุใดจึงถูกคนที่ไม่เกี่ยวข้องเช่นเมิ่งฉีฮ่วนพาตัวมาได้?
แม้มันจะเป็นจริงอย่างที่เมิ่งฉีฮ่วนพูด เช่นนั้นเด็กทั้งสองก็ควรจะถูกตามล่า แล้วไยไม่เปลี่ยนชื่อแซ่ ทว่ากลับยังใช้แแซ่จงเจิ้ง ซึ่งจะทำให้ถูกพบในไม่ช้า
เมื่อรวมกับสิ่งที่สะใภ้หลิวพูด หลี่เยว่หานก็รู้สึกเหมือนเป็นคนโง่ทันที
หลานจักรพรรดิอันใด สมบัติของชาติอันใด หลี่เยว่หานคิด ทั้งหมดนี้คงเป็นเรื่องเหลวไหลของเมิ่งฉีฮ่วน หญิงสาวไม่สามารถเข้าใจลัญจกรหยกได้ แต่จินเสวี่ยเอ๋อร์คนนี้เธอชัดเจนยิ่ง
ถ้าไม่ได้เป็นอะไรกับเมิ่งฉีฮ่วน เมื่อครู่นางจะเป็นเช่นนั้นได้ยังไง?
ต้องการที่จะพูดคุย? น้ำตาไหลก่อนพูดจา?
มองเพียงครั้งเดียวก็สามารถบอกได้ว่ามีความสัมพันธ์แน่ แต่ไม่ใช่กับเด็ก ทว่าเป็นเมิ่งฉีฮ่วน!
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ หลี่เยว่หานก็ลอบสูดหายใจเข้าลึก ๆ แต่เธอไม่ได้แสดงมันต่อหน้าสะใภ้หลิว กลับเอ่ยปลอบ “นางเป็นใครสำหรับเมิ่งฉีฮ่วน ข้าไม่อาจรู้ได้ แต่ข้าเข้าประตูบ้านเมิ่งมาแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือเชื่อใจเขา สะใภ้หลิว ถ้าเจ้าเชื่อข้าก็อย่ากังวลไปเลย”
สะใภ้บ้านหลิวไม่เชื่อหลี่เยว่หาน นางกังวล “น้องสาวเยว่หาน ข้ารับเจ้าเป็นน้องสาวของข้าแล้ว ข้าไม่คิดว่าเรื่องนี้วันนี้จะง่ายนัก แต่ถ้าเจ้าถูกทำให้น้อยเนื้อต่ำใจ อย่าได้เก็บไว้คนเดียว ข้ากลัวว่าผู้หญิงอ่อนแอคนนั้นอาจจะรังแกเจ้าได้”
“ข้าจะปล่อยให้คนอื่นรังแกข้าง่าย ๆ ได้อย่างไร?” หลี่เยว่หานฝืนยิ้ม “บางทีข้าอาจจะรังแกนางแทนก็ได้ นางบอกว่านางเป็นแม่เล็กของเด็กทั้งสองคน ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับข้าที่จะขับไล่คนออกไปถูกหรือไม่?”
“นั่นก็ถูก” สะใภ้หลิวถอนหายใจ “แต่เราต้องระวัง นางบอกว่านางเป็นแม่เล็ก แต่บางทีนางอาจจะเป็นแม่ใหญ่จริง ๆ สุดท้ายแล้ว ในครอบครัวที่ร่ำรวย แม่เล็กก็เป็นแค่อนุ ข้าเดาว่าเป็นเพราะพี่เมิ่งแต่งงานกับเจ้า นางจึงเปลี่ยนคำและบอกว่าตนเป็นแม่เล็ก!”