ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 171 มาเอ่ยสาบานถึงชีวิตกันเถอะ
บทที่ 171 มาเอ่ยสาบานถึงชีวิตกันเถอะ
“เจ้ารอดจากสายตาของทุกคนไปได้ ดังนั้น จึงคิดว่าจะรอดพ้นจากสายตาของคนเฒ่าเช่นข้าไปได้อย่างงั้นหรือ!” เดิมทีซุนไท่กงเป็นคนใจดี ชอบดูความสนุกสนานและฟังเรื่องซุบซิบ แต่เมื่อถึงเวลาจริงจังขึ้นมาก็ยังคงมีความน่าเกรงขามอยู่ไม่น้อย
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นชายชราที่มีชื่อเสียงที่สุดในหมู่บ้าน
“ข้าไม่เข้าใจว่าท่านพูดเรื่องอะไรเจ้าค่ะ!” จินเสวี่ยเอ๋อร์ท่าทีเหมือนจะยอมคน แต่กลับยืดตัวตรงแล้วเอ่ยถามซุนไท่กงด้วยท่าทีมาดมั่น เรียกได้ว่าประหนึ่งเป็นดอกไม้สีขาวดอกเล็กที่ยืนหยัดสู้ไม่ถอย
“เจ้าไม่เข้าใจเช่นนั้นก็ไม่เป็นไร” ซุนไท่กงยืนขึ้นพร้อมไม้เท้าข้างกาย ก่อนจะหรี่ตาลงแล้วปรายตามองไปทางจินเสวี่ยเอ๋อร์ และเอ่ยขึ้นว่า “แต่เจ้าต้องจำสิ่งนี้ได้อย่างแน่นอน”
หลังจากเอ่ยจบ เมิ่งฉีฮ่วนพร้อมกรงนกอันหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น หลี่เยว่หานมองดูเหตุการณ์อยู่ไม่ไกลนักและเห็นว่ามีเหยี่ยวตัวหนึ่งกำลังนั่งอยู่ในกรงนั้น
มันแตกต่างจากเหยี่ยวป่าที่สายตาเต็มไปด้วยสัญชาตญาณนักล่า เหยี่ยวตัวนั้นนิ่งสงบเป็นมาก เพียงแค่ชายตาดูก็สามารถรู้ได้ว่าเป็นนกเลี้ยง
“ข้าไม่ทราบเจ้าค่ะ” จินเสวี่ยเอ๋อร์เริ่มรู้สึกกังวล “ท่านจะกล่าวหาว่าข้าแอบเอานกออกไปปล่อยได้อย่างไร! ข้าเป็นแม่เล็กของเด็ก ๆ นะ! ข้าแค่ต้องการดูแลพวกเขาพี่น้อง…” หลังจากเอ่ยจบ หญิงสาวก็เริ่มร้องไห้อีกครั้ง
หลี่เยว่หานค่อนข้างรู้สึกเบื่อหน่ายกับการร้องไห้ของอีกฝ่ายเสียเหลือเกิน เธอผลักอีกฝ่ายไปครั้งหนึ่ง “หากจะเอ่ยก็อย่าร้องไห้ หยุดร้องไห้ได้แล้ว เจ้าเห็นเถ้ากระดูกของแม่เจ้าปนอยู่ในข้าวหรือ?”
แม้เมิ่งฉีฮ่วนจะรู้ดีว่าฝีปากของหลี่เยว่หานนั้นไม่เป็นรองใคร แต่เมื่อได้ฟังคำพูดของหญิงสาวโดยตรง เขากลับมีความรู้สึกอื่นแทรกเข้ามา
ชายหนุ่มรู้สึกราวกับว่าภรรยาของเขา ดูเหมือนจะแข็งแกร่งมาก….
“…” จินเสวี่ยเอ๋อร์ไม่คาดว่าหลี่เยว่หานจะมีความคิดเช่นนี้ เมื่อโดนนางผลักครั้งหนึ่ง หญิงสาวก็ทรุดลงไปกับพื้น บั้นท้ายกระแทกอย่างแรง ทำเอาตะลึงไปหมด
เมิ่งฉีฮ่วนเรียกสติกลับมาอีกครั้ง ก่อนจะโยนกระดาษที่พับเอาไว้ลงตรงหน้าจินเสวี่ยเอ๋อร์พลางเอ่ยว่า “ข้าไม่อยากจะทำให้ท่านลำบากใจหรอกนะ ทว่าคงจะปล่อยให้ท่านจะทำเช่นนั้นไม่ได้ แม้ข้าจะไม่รู้ว่าใครส่งท่านมายังหมู่บ้านไป๋อวิ๋น แต่เมื่อท่านลงมือกับเด็ก ข้าจึงปล่อยให้ท่านรอดออกไปไม่ได้”
จินเสวี่ยเอ๋อร์หยิบกระดาษตรงหน้าขึ้นมาด้วยมือสั่นเทา ก่อนจะเปิดมันออก สิ่งที่อยู่บนกระดาษคือสาสน์ที่นางต้องการจะส่งออกไปวันนี้
ไม่แปลกใจเลย! ไม่แปลกใจเลยที่ไม่มีผู้ใดตอบกลับมาหลังจากที่นางส่งสาสน์ออกไป เดิมทีตนนึกว่ามันอาจจะล่าช้า ไม่ทันได้คิดว่าสาสน์นี้จะยังไม่ถูกส่งออกไป!
ตอนนี้เมื่อนึกขึ้นได้ จินเสวี่ยเอ๋อร์ถึงกับเหงื่อไหลเต็มแผ่นหลัง ยามนี้นางรู้สึกกลัวแล้วจริง ๆ ร่างกายหญิงสาวสั่นเทาก่อนจะมองเมิ่งฉีฮ่วนด้วยใบหน้าซีดเผือด “มะ… น้องเมิ่ง ข้าอธิบายได้นะ ข้าเพียงแค่… ใจมืดบอดเพราะโดนครอบงำ ดังนั้นจึงไร้มโนธรรมไปเพียงชั่วครู่เท่านั้น ข้าไม่เคยคิดอยากทำร้ายหลิงซีแม้แต่น้อย…”
“ใจมืดบอดเพราะโดนครอบงำ ดังนั้นจึงไร้มโนธรรมอย่างนั้นหรือ?” หลี่เยว่หานแค่นหัวเราะ “แต่จากที่ข้าเห็น เจ้าดูไม่มีเจตนาดีเลยสักนิด!”
เมื่อนึกถึงเด็กญิงสาวที่โดนวางยาจนหมดสติ ในใจของหลี่เยว่หานก็ยิ่งรู้สึกอึดอัด “เจ้ามาที่บ้านของพวกข้าด้วยเหตุใด!”
“ข้า ข้า…” แม้จะมีหลักฐานชัดเจนเช่นนี้ แต่จินเสวี่ยเอ๋อร์ก็ยังวางแผนที่จะปฏิเสธ
จินเสวี่ยเอ๋อร์ที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นรีบก้มคำนับซุนไท่กงในทันที “ข้าละอายใจจริง ๆ ที่ทำเรื่องโง่เง่าเช่นนั้นไปเจ้าค่ะ ข้าหวังว่าผู้อาวุโสจะเข้าใจว่าข้านั้นก็เป็นเพียงแค่สตรีอ่อนแอที่ต้องเอาชีวิตรอดอย่างยากลำบาก ขอให้ข้าอาศัยอยู่ที่นี่ต่อไปเถอะนะเจ้าคะ!”
เมื่อได้ยินว่าจินเสี่ยเอ๋อร์อยากจะอยู่ต่อ ความโกรธของหลี่เยว่หานก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง “การแสดงของเจ้าน่ะ หากนำไปใช้หากินคงโด่งดังไม่น้อยเลย คิดเช่นนั้นหรือไม่? จะมีหญิงสาวสักกี่คนที่มากด้วยมารยาและกลับกลอกเช่นนี้ได้ อยากจะอยู่ต่องั้นหรือ? เช่นนั้นเจ้าก็ไปอยู่ในคอกปุ๋ยของบ้านพวกข้าก็แล้วกัน!”
“เยว่หาน เจ้าใจเย็นลงหน่อย” เมิ่งฉีฮ่วนที่เห็นว่าหลี่เยว่หานเริ่มควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ จึงรีบวางกรงเหยี่ยวที่อยู่ในมือไว้บนโต๊ะ ก่อนจะก้าวเข้าไปหาหญิงสาว และปลอบนางให้ใจเย็นลง “ฟังก่อนเถอะว่านางอยากพูดอะไร”
“ฟังคำพูดไร้สาระน่ะสิ!” หลี่เยว่หานถ่มน้ำลายออกจากปาก “เจ้ายังหวังว่าจะมีงาช้างงอกออกมาจากปากสุนัขอย่างนั้นหรือ!”
เมิ่งฉีฮ่วนซึ่งไม่ได้ทำอะไรผิดกลับโดนต่อว่าไปด้วยเสียอย่างนั้น “เจ้าใจเย็นลงก่อน ใจเย็นลงก่อนเถิด”
“พอแล้วเยว่หาน” ซุนไท่กงเองก็เอ่ยขึ้นเพื่อเกลี้ยกล่อม “ฟังว่า นางจะพูดอะไรเสียก่อนเถอะ”
เมื่อเห็นว่าท่านปู่ซุนเองก็เอ่ยปาก หลี่เยว่หานจึงยอมเพราะเคารพชายชราผู้นี้ และทำได้เพียงส่งเสียง “เฮ้อ” ออกมา ทว่าหลังจากนั้นก็ไม่ได้เอ่ยปากด่าอีก
“ข้ารู้ว่าพวกท่านสงสัยว่าข้ามาที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋นทำไม” เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่หานไม่พูดสิ่งใดแล้ว จินเสวี่ยเอ๋อร์จึงก้มหน้าพลางสะอึกสะอื้น ก่อนจะเอ่ยว่า “ใช่แล้วล่ะ ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อดูแลมู่ชวนและหลิงซีจริง ๆ”
หลังจากเอ่ยจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็เริ่มขมวดคิ้ว
“ในปีนั้นหลังจากออกมาจากเมืองหลวง ข้าก็ถูกขายให้กับคนกลุ่มหนึ่งในหอโคมแดง แต่เพื่อรักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ ข้าจึงโน้มน้าวพวกเขาขอให้ข้าได้เป็นอี้จี้*[1] ไม่นานมานี้ข้าเพิ่งถูกขายให้กับเมืองหลิวชิง และได้พบคนรู้จักที่อาศัยอยู่ในเมืองนั้น”
“พวกเขานำเงินมาไถ่ตัวข้ากลับไป ทั้งยังอยากให้ข้าแต่งเข้าไปอยู่ในบ้านอย่างมีความสุข แต่ข้าไม่ต้องการเช่นนั้น พวกเขาจึงสั่งให้ข้ามาที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋น และลักพาตัวหลิงซีกลับไปหาพวกเขา เมื่อทำเช่นนั้นจึงจะสามารถปลดหนี้ของข้าได้ อีกทั้งยังสามารถตั้งตัวและมีชีวิตที่ขาวสะอาดได้ด้วย ข้าเอง… ข้าเองก็ไม่มีทางเลือกเช่นกัน…”
เมื่อจินเสวี่ยเอ๋อร์พูดจบ น้ำตาก็ไหลเป็นสายน้ำ
หลี่เยว่หานหรี่ตาลง ก่อนจะมองจินเสวี่ยเอ๋อร์ และรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างแปลก ๆ
“น้องเมิ่ง เจ้าเองก็รู้ดี ในตอนนั้นข้าติดตามคนที่มีเกียรติและชื่อเสียงดีงาม อีกทั้งข้าเองก็รักเขามาก พยายามทำทุกอย่างโดยหวังว่าจะได้อยู่เคียงข้างเขา แม้ตอนนี้เขาจะไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้ว แต่ข้าก็ไม่อาจจะใช้ชีวิตที่เหลือเพียงลำพังด้วยตัวคนเดียวได้ เจ้าก็รู้ว่าข้าจริงใจมากแค่ไหน!”
ครั้งนี้จินเสวี่ยเอ๋อร์ร้องไห้จริง ๆ น้ำตาไหลอาบแก้มประหนึ่งว่าชีวิตนี้ไม่ต้องการสิ่งใดอีกต่อไปแล้ว
หลี่เยว่หานจ้องมองเมิ่งฉีฮ่วน ก่อนจะพบว่าเขากำลังทำหน้านิ่วคิ้วขมวด นอกจากนี้ยังไม่เอ่ยสิ่งใดเช่นกัน ชายหนุ่มแค่รอดูว่าจินเสวี่ยเอ๋อร์จะพูดอะไรอีก
“ผู้อาวุโส ข้าไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของท่านกับน้องเมิ่งเป็นเช่นไร แต่ทุกอย่างที่ข้าพูดนั้นเป็นเรื่องจริงนะเจ้าคะ” จินเสวี่ยเอ๋อร์เอ่ยพลางยกมือราวกับจะสาบาน “หากให้ข้าอยู่ต่อ ข้าสัญญาว่าจะกำจัดคนพวกนั้นไปให้พ้น ข้าไม่ได้มีเจตนาร้ายนะเจ้าคะ! มู่ชวนและหลิงซีเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของคนที่ข้ารักมากที่สุด เช่นนั้นแล้วข้าจะคิดร้ายกับพวกเขาได้อย่างไร!”
“มาเอ่ยสาบานถึงชีวิตเพื่อแสดงความจริงใจกันเถอะ” อยู่ ๆ หลี่เยว่หานก็เอ่ยประโยคนี้ขึ้นมา
จินเสวี่ยเอ๋อร์ถึงกับตกตะลึง
แม้จะเป็นเพียงคำพูดแสนเรียบง่าย แต่คำสาบานนั้นถือเป็นวาจาศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง ทุกคนล้วนเชื่อเรื่องของผลกรรม ดังนั้นหากจะสาบานกันเพียงแค่ลมปาก คงไม่ใช่วิถีของคนสมัยโบราณอย่างแน่นอน
“สะ… สาบานถึงชีวิตอะไรกัน…” จินเสวี่ยเอ๋อร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“หากสิ่งที่เจ้าพูดผิดไปจากความจริงแม้เพียงนิดเดียว ขอให้เจ้าโดนต้นหลิวรัด มีอันเป็นไปในเร็ววัน เน่าตายไปทั้งร่าง เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบ บรรพบุรุษและญาติมิตรต้องกลายเป็นทาสขายเข้าซ่องนางโลม ตายก่อนถึงเวลา ตายไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด!”
ฝีปากของหลี่เยว่หานนั้นช่างร้ายกาจจริง ๆ คำพูดเหล่านี้ทำให้เมิ่งฉีฮ่วนอดไม่ได้ที่จะหันไปมองอยู่บ่อยครั้ง แม้แต่ซุนไท่กงเองก็ตะลึงเช่นเดียวกัน
เขาอายุเกือบเจ็ดสิบปีแล้ว แต่นี่เป็นครั้งที่เขาเห็นหญิงสาวพูดจาร้ายกาจได้อย่างเป็นธรรมชาติถึงเพียงนี้…
“แม่นางหลี่…. อย่าเลย ญาติมิตร เจ้า…. เจ้าไม่มีญาติมิตรอย่างนั้นหรือ?” จินเสวี่ยเอ๋อร์จ้องมองหลี่เยว่หานด้วยแววตาแดงก่ำ คำพูดของนางมันเกินจะรับได้จริง ๆ
“ข้าจะมีญาติมิตรสหายหรือไม่ล้วนไม่เกี่ยวอะไรกับคำสาบานต่อชีวิตของเจ้านี่?” หลี่เยว่หานยิ้ม “เจ้ากลัวอย่างนั้นหรือ”
[1] อี้จี้ คือ คณิกาที่ขายศิลป์ไม่ขายเรือนร่าง ส่วนใหญ่มักจะร้องเพลง เล่นดนตรี และแต่งกลอน