ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 190 พี่สะใภ้โจวโอบอ้อมอารี
บทที่ 190 พี่สะใภ้โจวโอบอ้อมอารี
หลังจากฟังคำพูดของนางแล้ว หลี่เยว่หานก็เบ้ปาก “ข้าไม่ได้เกี่ยวอันใดกับเรื่องนี้ ท่านเลือกเส้นทางของท่านเอง ข้าแค่อยากจะใช้ชีวิตให้ดี และเลี้ยงดูเสี่ยวหลิงตังให้เติบใหญ่ อีกทั้งท่านก็รู้ว่าชื่อเสียงของท่านถูกทำลายด้วยตัวท่านเอง หากท่านต้องการจะยืนหยัดหาเลี้ยงชีพในทางที่ดี ท่านก็ต้องกอบกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาเสียก่อน”
“ข้า… ข้าอยากกอบกู้ชื่อเสียงของข้าคืน!” แม่ม่ายข่งมองหลี่เยว่หานด้วยสายตาแน่วแน่
“เช่นนั้นท่านก็ไปสิ เหตุใดยังมาอยู่ในบ้านข้าอีก” หลี่เยว่หานไม่ใช่แม่พระ เธอจะไม่ใส่ใจคนที่พยายามทำร้ายเธอเมื่อครู่นี้ หากต้องไปช่วยนางหาเลี้ยงชีพอีกก็คงตลกแล้ว
เมื่อเห็นท่าทางเด็ดเดี่ยวของหลี่เยว่หาน แม่ม่ายข่งก็ไม่ร้องขออีกต่อไป แม่ม่ายข่งเดินกลับไปที่ประตู ก่อนจะเปิดประตูออก นางหยุดนิ่ง แล้วหันกลับมามองหลี่เยว่หาน ที่ยังยืนถือมีดทำครัวกอดอกอยู่ในบ้าน แล้วพูดว่า “แม้ว่าทุกคนจะเรียกข้าว่าแม่ม่ายข่งหรือน้าข่ง แต่ข้าก็ยังชอบชื่อของตัวเอง แซ่ของข้าคือวัง ข้าชื่อวังหลาน”
หลังจากพูดจบ วังหลานก็เปิดประตูบ้านของหลี่เยว่หาน แล้วเดินออกไป
ทันทีที่นางออกไป สะใภ้โจวที่อยู่ข้างบ้านก็รีบเข้ามาถามว่า “น้องหานเยว่ เจ้าเป็นอันใดหรือไม่? เหตุใดแม่ม่ายข่งถึงมาหาเจ้า?”
หลังจากได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็รีบวางมีดทำครัวลง แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “นางมาขอโทษข้า นางบอกว่าสิ่งที่นางพูดก่อนหน้านี้ไม่น่าฟัง นางย้อนกลับไปคิดดูแล้ว นางก็คิดได้ว่าทั้งข้าและนางต่างก็เป็นทั้งหญิงม่าย นางรู้ว่าการที่ข้าอยู่กับลูกสองคนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จึงไม่ควรทำให้ข้าลำบากใจ”
หลังจากได้ยินเช่นนั้น สะใภ้โจวก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ดีแล้ว ดีแล้ว ข้าคิดว่านังบ้านั่นมาที่นี่เพื่อรังแกเจ้าเสียอีก!”
“นางชอบรังแกคนอื่นหรือ?” หลี่เยว่หานถามด้วยความสงสัย
“ไม่ใช่นางหรอก” สะใภ้โจวเบ้ปากแล้วพูดว่า “แต่แม่ม่ายฉางที่อยู่กับนางได้ชื่อว่าเป็นหญิงชั่ว นางทำเรื่องสกปรกมากมายกับแม่ม่ายข่ง โอ๊ย ข้าพูดถึงนังฉางบ้านั่นแล้วโมโห!”
“พี่ใจเย็นก่อน” หลี่เยว่หานรีบพูดกับสะใภ้โจว “พี่ฉางทำอันใดหรือ?”
“จะทำอันใดได้นอกจากล่อลวงผู้ชายในหมู่บ้าน และเปลื้องผ้าขายตัว!” สะใภ้โจวเป็นคนปากร้าย นางคงจะโกรธมาก คำพูดจึงค่อนข้างหยาบคาย “ผู้ชายทั้งหมู่บ้านต่างถูกพวกนางสองคนล่อลวง! เดิมทีนางข่งคนนั้นพอจะมีทรัพย์สมบัติอยู่บ้าง เพราะสามีของนางทำธุรกิจเล็ก ๆ ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่”
“ต่อมาเพื่อการศึกษาของลูกชายนาง ของมีค่าทั้งหมดในครอบครัวจึงถูกจำนำและขายไปหมด สุดท้ายนางก็ไม่สามารถจ่ายเงินให้กับสำนักที่ลูกเล่าเรียนอยู่ได้ นังแพศยาสกุลฉางนั่นจึงใช้โอกาสนี้วางยานาง แล้วส่งไปที่เตียงแขกของตัวเอง”
“เดิมทีทุกคนโกรธมาก เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เพราะวังหลานจากตระกูลข่งก็เป็นคนดีคนหนึ่งในหมู่บ้าน เมื่อนังหญิงเลวสกุลฉางทำเช่นนั้น ทุกคนก็อยากจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ แล้วขับไล่นางฉางออกจากหมู่บ้าน”
“แต่ใครจะรู้ว่านังบ้าวังหลานจะลุกขึ้นพูดแทนนังฉางสารเลว โดยบอกว่ามันเป็นการตัดสินใจของนางเอง นั่นทำให้ทุกคนโกรธมาก ต่อมานางก็เริ่มขายตัวร่วมกับนังฉางสารเลว เจ้าคิดว่ามันน่าโมโหหรือไม่เล่า?”
หลังจากได้ฟังดังนั้น หลี่เยว่หานก็อดประหลาดใจไม่ได้ “แล้วนางข่ง… วังหลานไม่ได้เต็มใจจะทำเรื่องเช่นนั้นตั้งแต่แรกหรอกหรือเจ้าคะ? น่าแปลก พี่ฉางก็จัดว่าสะสวย กิจเช่นนั้นทำให้ได้เงินเร็วมาก เหตุใดต้องดึงวังหลานเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเล่า?”
“เพราะว่าสามีของวังหลานเลี้ยงนางอย่างทะนุถนอม ทำให้มีผิวพรรณนวลเนียนสวยงาม แม่ม่ายฉางมีอายุมากกว่ามาก จึงไม่อาจเทียบกับนางได้เลย แม่ม่ายฉางจึงอยากใช้นางเพื่อหาเงินในฐานะแม่เล้า” หลังจากพูดจบ สะใภ้โจวก็ส่งเสียง “ถุย” หลังจากถุยน้ำลายไปแล้ว ก็เหลือบไปเห็นหลิงซีกำลังนั่งอ่านหนังสือใต้ชายคาในเงามืดเงียบ ๆ “ดูข้าสิ ข้าเผลอพูดเรื่องน่ารังเกียจต่อหน้าเสี่ยวหลิงตังของเจ้าเสียแล้ว แต่ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ขยัน เจ้าต้องไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับสองคนนั้นหรอก!”
“แน่นอนว่าข้าจะไม่ไปยุ่งเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานกล่าว “ข้ามีลูกสาว ข้ากลัวว่าลูกของข้าจะไปเลียนแบบพวกนางในอนาคต แล้วไม่มีความละอายอีกต่อไป”
หลังจากได้ยินเช่นนั้น สะใภ้โจวก็ดูโล่งใจ นางจับมือหลี่เยว่หานแล้วพูดว่า “ข้าบอกได้เลยว่าเพียงแค่มองปราดเดียว ก็รู้ว่าเจ้าเป็นผู้หญิงที่ประพฤติตัวดี เราทุกคนต่างก็เป็นเพื่อนบ้านกัน หากเจ้าต้องการความช่วยเหลือในเรื่องใดในอนาคต ก็มาบอกข้าได้เลย แล้วข้าจะไม่ยอมให้ใครมารังแกน้องสาวของข้า!”
ความโอบอ้อมอารีของสะใภ้โจวทำให้หลี่เยว่หานรู้สึกอบอุ่นขึ้น ทั้งสองคุยกันอยู่พักหนึ่ง จากนั้นหลี่เยว่หานก็มอบตะกร้าใส่ไข่ที่วังหลานนำมาให้สะใภ้โจว แล้วส่งนางออกจากบ้านไป
หลังอาหารเช้า หลี่เยว่หานพาหลิงซีไปที่ไร่อีกครั้ง
ฤดูร้อนจะเริ่มขึ้นหลังจากช่วงสุดท้ายของฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นไป หลี่เยว่หานจึงต้องปลูกทุกอย่างที่ต้องการปลูก ก่อนที่ฝนจะตก หลังจากฝนตก ไม่ว่าจะตกน้อยหรือตกหนัก ก็จะทำให้ไร่นาอุดมสมบูรณ์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งทำให้พืชเหล่านี้แข็งแรง และจะเติบโตเร็วขึ้นในฤดูร้อน
หลี่เยว่หานกำลังยุ่งอยู่ในไร่ ขณะที่หลิงซีนั่งอ่านหนังสือใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ และนำน้ำไปให้หลี่เยว่หานเป็นครั้งคราว ทั้งสองดูเหมือนแม่ลูกกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
แต่หลี่เยว่หานก็รู้สึกได้ว่าหลิงซีเงียบขรึมมาก นับตั้งแต่ออกจากหมู่บ้านไป๋อวิ๋น มาตั้งรกรากอยู่ในหมู่บ้านจางหนิง นิสัยเดิมที่เหมือนเสือตัวน้อยไม่มีอีกต่อไปแล้ว นางดูเรียบร้อยและมีเหตุผลอยู่เสมอ ซึ่งทำให้หลี่เยว่หานรู้สึกไม่สบายใจ
คืนนั้นหลี่เยว่หานทำงานในไร่เสร็จ แล้วเดินจูงมือหลิงซีกลับบ้าน เนื่องจากพวกนางกลับค่ำ จึงไม่มีใครอยู่ตามทางเลย
หลี่เยว่หานอยากอุ้มหลิงซีกลับ แต่หลิงซีปฏิเสธ เหตุผลก็คือหลี่เยว่หานเหนื่อยเพราะทำงานหนักมาทั้งวันแล้ว และนางสามารถเดินกลับเองได้
“เสี่ยวหลิงตัง บอกแม่สิว่าเจ้าไม่มีความสุขที่มาอยู่ที่นี่หรือ?” หลี่เยว่หานวางอุปกรณ์ทำไร่ลง แล้วนั่งยอง ๆ ขณะถามหลิงซี
หลังจากได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของหลิงซีก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเล็กน้อย “ไม่ใช่เจ้าค่ะ ได้อยู่กับท่านอา… ท่านแม่ของข้า หลิง… หลิงตังมีความสุขมาก ข้าแค่คิดถึงพี่ชายกับท่านอาเท่านั้น” พูดจบ เด็กหญิงก็น้ำตาไหลพราก “ข้าอ่านหนังสือเหมือนพี่ชาย หัดเดินเหมือนท่านอา แต่ข้ายังเด็กเกินไปที่จะช่วยแบ่งเบาภาระท่านแม่ได้เหมือนอย่างพี่ชาย ข้าก็เลยพยายาม และไม่สร้างปัญหาให้ท่านแม่เจ้าค่ะ”
คำพูดของหลิงซีทำให้หลี่เยว่หานปวดใจ เธอรู้สึกคันจมูก “เหตุใดเจ้าต้องเลียนแบบพี่ชายกับท่านอาของเจ้าด้วย เสี่ยวหลิงตังของเรามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว น่ารักที่สุดเมื่อทำตัวออดอ้อนและงอนแม่ แต่ก็ไม่เคยสร้างสร้างปัญหาให้แม่เลยนะ”
หลังจากฟังคำพูดของหลี่เยว่หานแล้ว หลิงซีก็พุ่งตัวเข้าไปในอ้อมแขนของหลี่เยว่หาน นางไม่กล้าร้องไห้เสียงดัง ทำได้เพียงสะอื้นเบา ๆ เท่านั้น “ข้าคิดถึงพี่ชายกับท่านอามาก เมื่อใดพวกเราจะได้เจอพวกเขา…”
“ไม่รู้ว่าจะได้เจอพวกเขาเมื่อใด แต่หลิงซีรู้หรือไม่ เวลาคิดถึงใครสักคน แค่มองดาวบนท้องฟ้า แล้วคิดถึงคนที่เจ้าคิดถึงอยู่ในใจ ดวงดาวจะกะพริบตาให้เจ้า และดวงดาวจะฝากความคิดถึงของเจ้าไปให้อีกฝ่ายได้รับรู้ หากเจ้าสะสมความคิดถึงได้มากพอ ก็จะมีโอกาสได้อยู่ด้วยกัน”
หลี่เยว่หานปลอบโยนหลิงซีตัวน้อยอย่างอดทน ด้วยการสานฝันที่สมบูรณ์แบบให้นาง พูดตามตรง เธอเองก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอเมิ่งฉีฮ่วนและมู่ชวนเมื่อใด แต่เธอไม่อาจบอกหลิงซีได้
เธอก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องการพาหลิงซีออกจากหมู่บ้านไป๋อวิ๋นตั้งแต่แรก ดังนั้นตอนนี้เธอจึงเป็นผู้พิทักษ์เพียงคนเดียวของหลิงซี และเธอไม่ต้องการเห็นหลิงซีเป็นเช่นปัจจุบัน
ที่เหมือนถอดแบบมาจากจงเจิ้งมู่ชวนไม่มีผิด