ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 192 แม่ม่ายฉางลงเรือโดยไม่ต้องพาย
บทที่ 192 แม่ม่ายฉางลงเรือโดยไม่ต้องพาย
หลี่เยว่หานยิ้มทันทีเมื่อเธอเห็นแม่ม่ายฉาง หลังจากอุ้มหลิงซีเข้าไปในเกวียนแล้ว ตนก็วางไส้เดือนไว้ที่ด้านข้างของเกวียน แล้วมัดไว้กับบริเวณที่ใช้สำหรับมัดสินค้าโดยเฉพาะ
เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่หานไม่สนใจตน แม่ม่ายฉางก็บิดเอวยืนพิงเกวียน แล้วพูดด้วยเสียงออดอ้อนออเซาะ “พี่หรง ขอข้านั่งข้างท่านได้หรือไม่”
หลี่เยว่หานเกือบจะอาเจียน
ท่านอาหรงก็อึดอัดมากเช่นกัน “จะมานั่งข้างข้าเพื่ออะไร จ่ายค่าโดยสารมาแล้วไปนั่งข้างหลังไป”
“วันนี้ข้าดูดีมาก ไม่อยากนั่งกับคนเยอะ ๆ เกรงว่าผมเผ้าจะยุ่ง เสื้อผ้ายับยู่ยี่ ช่างน่าสงสารยิ่งนัก” แม่ม่ายฉางพูดจบ นางก็คล้องแขนท่านอาหรง แล้วบีบนวดเขย่าไปมา “ให้ข้านั่งข้างหน้าเถิด ท่านจะได้ผ่อนคลายเนื้อตัว หายเหนื่อยจากการขับเกวียน”
เพราะยามนี้ยังเช้าอยู่จึงยังไม่ค่อยมีคนมาตลาด ทุกคนดูไม่แปลกใจเมื่อเห็นนางรบกวนท่านอาหรง แต่กลับมีคนขึ้นเกวียนน้อยลง คนที่เดิมทีวางแผนจะมาขึ้นเกวียนไปที่เทศมณฑล ต่างก็ออกห่างจากแม่ม่ายฉาง เมื่อเห็นนางจึงเลือกที่จะเดินจากไปแทน
จนท่านอาหรงมีสีหน้าหมดทนทาง ไม่รู้ว่าเขาปฏิเสธแม่ม่ายฉางไปแล้วกี่ครั้ง บอกนางให้หยุดจู้จี้จุกจิก แล้วบอกว่าหากนางไม่อยากจ่ายค่าเกวียนก็บอกมาตามตรง พูดอ้อมค้อมเช่นนี้มันน่ารำคาญ
แต่ทว่าแม่ม่ายฉางหน้าหนาผิดปกติอยู่แล้ว นางไม่สนใจคำพูดของท่านอาหรงเลย และยังคงดึงดันจะไปด้วยให้ได้
“ข้าขอบอกพี่ฉางหน่อยเถิด” หลังจากที่หลี่เยว่หานนั่งลงหลังเกวียนแล้ว เธอก็เห็นหลิงซีจ้องมองแม่ม่ายฉางด้วยสีหน้าบึ้งตึง และเมื่อเห็นสีหน้าเหนื่อยใจของท่านอาหรง เธอจึงพูดว่า “หากท่านไม่อยากนั่งแออัดกับทุกคน ท่านก็แค่เหมาเกวียนไปเลย ยี่สิบทองแดงก็ไม่มากสำหรับท่านอยู่แล้วนี่”
“เจ้าเป็นอะไรกัน!” แม่ม่ายฉางจ้องมองหลี่เยว่หานด้วยสายตาโกรธเคือง “ข้ากำลังคุยกับพี่หรงอยู่ไม่เห็นหรืออย่างไร!”
“พี่หรงอย่างนู้นพี่หรงอย่างนี้ ท่านอาหรงแก่พอจะเป็นพ่อของเจ้าแล้ว” จู่ ๆ สะใภ้โจวก็ปรากฏตัวขึ้น แล้วเยาะเย้ยแม่ม่ายฉาง จากนั้นให้เงินแก่ท่านอาหรง แล้วขึ้นเกวียนไป
“พวก… พวกแพศยา! ไม่คิดว่าพี่หรงจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับข้าใช่หรือไม่?” แม่ม่ายฉางกับสะใภ้โจวไม่เคยพูดคุยกันเลย แต่ในเวลานี้ นางถูกทั้งหลี่เยว่หานและสะใภ้โจวเยาะเย้ย จนโกรธมาก
“ก็ท่านทำผิดต่อพวกเรา” หลี่เยว่หานขยับให้สะใภ้โจวนั่ง แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ไม่ว่าพวกเราจะขึ้นเกวียนหรือลงเรือ เราก็ต้องจ่ายเงิน”
“ใช่ ไม่เหมือนเจ้า เจ้าไม่จำเป็นต้องพายเรือด้วยซ้ำ เอาแต่พึ่งพาคลื่น!” สะใภ้โจวกล่าวเสริมประโยคถัดไปได้เหมาะเจาะ
“นี่เจ้า… พวกเจ้า…” แม่ม่ายฉางต้องเจอกับสถานการณ์หนึ่งต่อสอง แน่นอนว่านางเสียเปรียบ นางจึงกระทืบเท้าด้วยความโกรธ แล้วหันหลังเดินจากไป
และเมื่อไม่มีแม่ม่ายฉางมายุ่งแล้วก็มีคนมาขึ้นเกวียนมากขึ้น ท่านอาหรงจึงขอบคุณหลี่เยว่หานและสะใภ้โจวด้วยใจจริง “ขอบคุณพวกเจ้ามาก เพราะนางเป็นผู้หญิง ข้าจึงไม่กล้าใจร้ายหรือด่านาง ทุกครั้งที่นางมากวนเลยทำอันใดไม่ได้เลย นอกจากปล่อยให้นางขึ้นเกวียนมาโดยไม่จ่ายเงิน”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ สะใภ้โจวก็โบกมือ “เหตุใดต้องขอบคุณสำหรับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้ด้วย ข้าแค่ทนดูความน่ารังเกียจของนางไม่ไหวแล้ว ท่านอาหรง คราวหน้าก็ด่านางไปเลย นางหน้าด้านเช่นนี้ ไม่กลัวโดนท่านด่าหรอก”
ท่านอาหรงพยักหน้าหลังจากฟังคำพูดของสะใภ้โจว และขณะที่เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ก็มีคนมาจ่ายค่ารถ เขาจึงหันหน้ากลับไปและไม่เอ่ยคำใดอีก
ทัันใดนั้นเอง หลี่เยว่หานก็หันไปเห็นเด็กชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกับมู่ชวน เดินมาพร้อมตะกร้าใส่หนังสือบนหลัง หลังจากทักทายท่านอาหรงอย่างสุภาพแล้ว เขาก็จ่ายค่าโดยสาร และขึ้นเกวียนมา
“นี่คือเด็กสกุลข่ง” เมื่อสะใภ้โจวเห็นหลี่เยว่หานมองไปที่ข่งซูเจี๋ย นางก็หยิบเมล็ดแตงโมจำนวนหนึ่งมาวางไว้ในมือของหลี่เยว่หาน “ได้ยินมาว่าเขาเรียนเก่งมาก แต่มีแม่ที่ทำตัวน่าอับอาย”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็ลูบหัวหลิงซี เพราะกลัวว่านางจะหลั่งน้ำตาเมื่อเห็นข่งซูเจี๋ยที่ดูคล้ายมู่ชวน แต่หลิงซีกลับเพียงแค่เหลือบมองข่งซูเจี๋ย จากนั้นเดินไปหยิบเมล็ดแตงโมที่สะใภ้โจวเพิ่งเอามาให้หลี่เยว่หาน
“จากที่ท่านพูด ข้ารู้สึกว่าวังหลานก็น่าสงสารมากเช่นกัน” หลี่เยว่หานกระซิบ “การส่งลูกไปเรียนที่สำนักศึกษา ไม่ได้ใช้เงินเพียงเล็กน้อย”
“สงสารอันใดกัน แต่ละคนก็เลือกเดินไปในเส้นทางของตัวเอง มีคนมากมายอยากช่วยนาง แต่นางกลับไปเข้าร่วมกับนังหญิงชั่วฉาง จึงไม่มีใครทำอันใดได้” เมื่อสะใภ้โจวพูดจบ นางก็ยื่นมือออกไปช่วยจับข่งซูเจี๋ยที่พยายามปีนขึ้นมาบนเกวียนด้วยรอยยิ้ม “ซูเจี๋ยไปสำนักศึกษาคนเดียวอีกแล้วหรือ?”
หลังจากที่ข่งซูเจี๋ยขึ้นเกวียนมาได้แล้ว อันดับแรกเขาขอบคุณสะใภ้โจว จากนั้นลูบรอยยับบนเสื้อผ้าของตน ก่อนจะนั่งลงอย่างเรียบร้อย “ขอรับ”
สะใภ้โจวดูเหมือนจะชินแล้วที่เห็นข่งซูเจี๋ยเช่นนี้ นางจึงไม่พูดอะไรต่อ
คาดไม่ถึงว่าข่งซูเจี๋ยจะเป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อนว่า “ท่านแม่ของข้าบอกว่านางต้องการส่งตัวอย่างงานปักไปที่ร้านขายผ้าเพื่อหาเงิน เมื่อคืนนางไม่หลับทั้งคืน จึงไม่ได้มาส่งข้าไปสำนักศึกษาขอรับ”
หลังจากพูดเช่นนั้น ข่งซูเจี๋ยก็เปิดกล่องหนังสือ แล้วหยิบตัวอย่างงานปักออกมากองหนึ่ง มอบให้สะใภ้โจว แล้วพูดอย่างจริงจัง “ข้าไม่รู้เรื่องงานปักผ้าของผู้หญิงมากนัก ข้าอยากจะถามป้าโจวว่าตัวอย่างงานปักที่ท่านแจม่ะทำให้ร้านผ้าจะขายได้เท่าไหร่หรือขอรับ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนในเกวียนก็ตกตะลึง
ว่าอย่างไรนะ? แม่ม่ายข่งทำงานปัก เพื่อจะหาเงินหรือ? นางปักทั้งคืนเลยหรือ? เป็นไปได้หรือไม่ว่านางต้องการเปลี่ยนวิธีเลี้ยงชีพ?
สะใภ้โจวรู้สึกสับสนเล็กน้อย นางหยิบตัวอย่างงานปักจำนวนหนึ่งที่ห่อด้วยผ้าเนื้อดีจากมือของข่งซูเจี๋ย จากนั้นนำมาคลี่บนตัก แล้วหยิบขึ้นมาดูอย่างละเอียดหนึ่งอัน
“ซูเจี๋ย แม่ของเจ้าปักทั้งคืนจริง ๆ หรือ?” มีคนล้อเลียนข่งซูเจี๋ยด้วยเจตนาไม่ดี “เจ้าไม่ได้ซื้อสิ่งนี้มาจากคนอื่นใช่หรือไม่?”
“ข้าไม่มีเงิน” ข่งซู่เจี๋ยตอบอย่างเย็นชา “หากข้ามีเงิน ข้าจะไม่ยอมให้ท่านแม่อยู่จนดึก เพื่อทำตัวอย่างงานปักนี้ไปขายหรอกขอรับ”
เมื่อข่งซูเจี๋ยพูดจบ สะใภ้โจวก็ดูตัวอย่างงานปักทั้งหมดเสร็จพอดี จากนั้นค่อยห่อกลับด้วยผ้าเนื้อดี ส่งให้ข่งซูเจี๋ย แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ฝีมือการปักของแม่เจ้าเยี่ยมยอดมาโดยตลอด ตัวอย่างงานปักเหล่านี้หายากนัก สามารถแลกเป็นเหรียญทองแดงได้อย่างน้อยร้อยเหรียญ เพียงพอสำหรับค่าเล่าเรียนของเจ้าเลย!”
“ขอบคุณขอรับป้าโจว” ข่งซูเจี๋ยเก็บตัวอย่างงานปักกลับเข้าไปในกล่องหนังสืออย่างระมัดระวัง จากนั้นยืนขึ้นและโค้งคำนับสะใภ้โจว “ท่านแม่ไม่ได้บอกราคาตอนที่นางให้ตัวอย่างงานปักข้ามา หากไม่ใช่เพราะป้าโจว ข้าเกรงว่าข้าคงจะขาดทุนเป็นแน่”
เมื่อเห็นว่าเด็กคนนี้มีเหตุผลมาก สะใภ้โจวก็ละอายเพราะตนพูดอะไรไม่ดีเกี่ยวกับวังหลาน “ไม่ต้องขอบคุณ ไม่ต้องขอบคุณ” ทั้งยังให้ข่งซูเจี๋ยมานั่งข้างนางด้วย
หลี่เยว่หานอดไม่ได้ที่จะนึกถึงตอนที่วังหลานบอกนางเมื่อไม่นานมานี้ ว่าจะเปลี่ยนวิธีเลี้ยงชีพ
ดูเหมือนว่านางไม่ได้แค่พูดจริง ๆ
แม้ว่าทุกคนจะดูถูกวังหลานหรือแม่ม่ายข่งผู้นั้น แต่พวกเขาก็ลำบากใจเกินกว่าจะพูดจาดูถูกนางต่อหน้าข่งซูเจี๋ยที่เริ่มโตแล้ว ดังนั้นตลอดการเดินทางจึงมีแค่ความเงียบงัน
เมื่อมาถึงประตูเมือง หลังจากที่หลี่เยว่หานขนไส้เดือนออกจากเกวียนแล้ว เธอก็บังเอิญเห็นข่งซูเจี๋ยเดินคนเดียวไปที่ประตูเมืองจึงอดที่จะเรียกเขาไม่ได้
“ชูเจี๋ย เจ้าช่วยน้าดูแลเสี่ยวหลิงตังได้หรือไม่?” หลี่เยว่หานพูด “เจ้าพาเสี่ยวหลิงตังไปร้านขายผ้าด้วยได้ เมื่อน้าขายไส้เดือนหมดแล้วจะไปหาเจ้า แล้วจะให้เจ้าสิบทองแดงเป็นค่าดูแล ได้หรือไม่?”
หลังจากได้ยินเช่นนั้น ข่งซูเจี๋ยก็มองหลี่เยว่หานแล้วพยักหน้า ก่อนจะพูดว่า “ไม่จำเป็นต้องมีค่าดูแลหรอกขอรับ ถือว่าข้ากำลังขอโทษน้าหาน ในนามของแม่ข้าก็แล้วกันขอรับ”
หลังจากพูดจบ ข่งซูเจี๋ยก็เข้ามาจับมือเสี่ยวหลิงซี
หลี่เยว่หานที่เห็นภาพนั้นถึงกับตกตะลึง
เขาสุภาพและโตเกินวัย ถอดแบบมาจากจงเจิ้งมู่ชวนอย่างสมบูรณ์แบบ!