ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 210 เจ้าเก็บองุ่นของข้า!
บทที่ 210 เจ้าเก็บองุ่นของข้า!
“ไม่ต้องโค้งคำนับหรอก เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม” เวินเทียนเหล่ยมีทัศนคติที่สูงส่ง โดยธรรมชาติแล้วเขาไม่เคยปล่อยปละละเลยแม้แต่ครั้งเดียว เขายื่นพัดออกไปยกมือที่กำเข้าหากันของหลี่เยว่หานและกล่าวว่า “ไหน ๆ ข้าก็มีโอกาสได้มาเยี่ยมเยียนหมู่บ้านจางหนิงของเจ้าแล้ว เหตุใดเจ้าจึงไม่ชวนข้าเข้าไปดื่มชาสักถ้วยล่ะ”
หลี่เยว่หานรีบตอบสนองเมื่อได้ยินเช่นนั้น เธอเปิดประตูและเชิญเวินเทียนเหล่ยกับท่านกวนเข้ามาข้างใน
ไม่รู้ว่านี่คือภาพพลวงตาของหลี่เยว่หานหรือไม่ แต่เธอมักจะรู้สึกว่าใบหน้าของท่านกวนดูแปลกประหลาด
“จิ๊ ที่พักเจ้าค่อนข้างเล็กแต่ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยดี” เวินเทียนเหล่ยเดินถือตะกร้าเข้ามา และเหลือบมองเข้าไปในบ้านหลังเล็ก ๆ ของหลี่เยว่หาน
ถึงแม้ว่ากำแพงบ้านจะสูง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับบ้านตระกูลเมิ่งในหมู่บ้านไป๋อวิ๋นแล้ว บ้านหลังนี้มีขนาดค่อนข้างเล็กจนน่าสมเพช…
“ตัวข้านั้นเป็นแม่ม่าย มักจะเก็บบ้านทำความสะอาดเรือนและทำงานในทุ่งนา คำพูดของท่านผู้สูงศักดิ์ฟังดูราวกับกำลังติเตียนข้าอยู่เลยเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานพยายามอย่างเต็มที่เพื่อทำให้ตนเองดูเหมือนสุนัขรับใช้ อย่างไรก็ตามคนธรรมดาทั่วไปที่ต้องเผชิญหน้ากับลูกหลานขุนนางและเศรษฐี แม้จะไม่รู้ว่าเขาเป็นลูกหลานของผู้สูงศักดิ์จวนใด ขอเพียงรู้ว่าเขาสูงส่งเท่านั้น
ตอนนี้เธอไม่มีเมิ่งฉีฮ่วนอยู่เคียงข้างกายแล้ว จึงไม่เป็นไรที่จะประพฤติตนหยาบกระด้างกว่าชาวบ้านเล็กน้อย ทุกคนพากันคิดว่าเธอเป็นคนเจ้าอารมณ์จึงไม่อยากเสวนาด้วย ถึงอย่างนั้นช่องว่างระหว่างชนชั้นก็ยังคงอยู่ หากเธอตะคอกใส่เวินเทียนเหล่ยต่อหน้าทุกคน ทุกคนคงจะรู้สึกแปลกประหลาด
ยิ่งไปกว่านั้น ท่านกวนที่อยู่ด้านข้างไม่รู้รายละเอียดอันใด ถึงแม้ว่าหลี่เยว่หานจะมีคำถามที่ต้องการถามเวินเทียนเหล่ยมากมาย แต่ก็ไม่สามารถกล่าวออกไปได้
“เข้ามา นำผลไม้รสเปรี้ยวเข้ามา” เวินเทียนเหล่ยไม่สนใจจะพูดคุยต่อ เขาโบกมือและสั่งให้คนนำลังองุ่นขนาดใหญ่เข้ามาในลานบ้านของหลี่เยว่หาน “ข้าได้ยินมาจากท่านกวนว่าเจ้ากำลังจะใช้องุ่นพวกนี้ไปทำเหล้าองุ่น ข้าชอบเหล้าสด เพราะฉะนั้นเจ้าไม่ต้องจ่ายค่าองุ่นลังนี้หรอก เพียงแต่เมื่อปรุงเหล้าเสร็จแล้ว แจ้งให้ท่านกวนมาบอกข้าทีแล้วข้าจะมาลองชิมมัน”
“ดีเลย ท่านชั่งใจดียิ่งนัก!” หลี่เยว่หานพยายามยิ้มให้เหมือนสุนัขรับใช้ที่สุด จนแม้แต่หลิงซียังรับไม่ได้…
“เอาล่ะ ส่งของเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าจะจำบ้านของเจ้าเอาไว้ให้ขึ้นใจ ไหน ๆ เจ้าก็จะไม่ชงชาให้ข้าแล้ว อย่างนั้นข้าขอตัวก่อน” เวินเทียนเหล่ยพูด แล้วหันหลังกลับพร้อมโบกพัดในมือไปทางซ้าย
ท่านกวนต้องการกล่าวอะไรบางอย่างกับหลี่เยว่หาน แต่เขากลับได้ยินเสียงของเวินเทียนเหล่ยดังขึ้นมาจากทางหน้าประตูบ้าน “ท่านกวน ไปกันเถอะ นี่คือบ้านของหญิงม่าย ประเดี๋ยวข่าวไม่ดีก็ผุดออกมาอีก หากเป็นเช่นนั้นชีวิตในหมู่บ้านจะไม่ยากลำบากเอาหรือ”
ในเมื่อเวินเทียนเหล่ยพูดเช่นนี้ ท่านกวนก็ไม่สามารถอยู่ต่อได้ เขาตอบตกลงและกล่าวกับหลี่เยว่หานเบา ๆ ว่า “นี่คือลูกชายคนโตของพ่อค้าหลวงขั้นหนึ่ง หากเขาชื่นชอบเหล้าของเจ้า บางทีเขาอาจจะมาสั่งเหล้าจากเจ้าก็ได้นะ นำผลไม้รสเปรี้ยวนี้ไปใช้งานดี ๆ ล่ะ มันเป็นของหายากเชียวนะ”
ท่านกวนเดินออกไปหลังจากพูดจบ โดยไม่รีรอให้หลี่เยว่หานได้กล่าวอะไรต่อ
หลังจากทุกคนจากไปแล้ว หลี่เยว่หานก็นวดใบหน้าที่แข็งค้างจากการฝืนยิ้มแล้วจึงถอนหายใจ “เวินเทียนเหล่ยอยู่ที่เมืองหลิวชิงมาตั้งนาน เหตุใดจึงมาที่อำเภอหวาซีได้”
“คงจะมาเอาถานไคว่ของท่านแม่” มู่ชวนกล่าวสรุปในคราวเดียว “หลังจากท่านแม่กับท่านพี่จากไปได้ไม่นาน เขาก็เดินทางมาที่บ้านของพวกเรา มาเอาถานไคว่ของท่านแม่ที่เหลือทิ้งไว้กลับออกไปและมอบเงินให้พวกเราเป็นจำนวนมาก ตอนนั้นข้าถามท่านอา… ถามท่านพ่อว่าหลังจากท่านแม่จากไปแล้วเขายังจะทำธุรกิจถานไคว่อยู่หรือไม่ ท่านพ่อกล่าวว่าเขาคงจะหาหนทางด้วยตนเอง พอข้าเห็นเขามาที่อำเภอหวาซีก็พลอยนึกออกมาว่าทำไมถึงมาที่นี่”
หลี่เยว่หานพยักหน้าหลังจากได้ยินคำพูดของมู่ชวน “คงจะใช่ เวินเทียนเหล่ยเป็นพ่อค้า ย่อมทำทุกอย่างที่ได้รับผลกำไร”
เธอกล่าวขณะจ้องมองผลองุ่นจำนวนห้าสิบจิน จากนั้นจึงถามว่า “มู่โทว หลังจากข้าจากมาแล้ว เจ้าดูแลทุกอย่างในสวนเป็นอย่างดีหรือไม่?”
“ดูแล แต่พอข้าจากมาทุกอย่างก็ล้มตายหมด” มู่ชวนพยักหน้าอย่างซื่อสัตย์
“…” หลี่เยว่หานอยากจะด่าทอ!
หากเธอคาดเดาถูกต้อง ผลองุ่นห้าสิบจินที่เวินเทียนเหล่ยส่งมาให้ เธอคงเป็นคนปลูกเอง! ไม่เช่นนั้นผลองุ่นพวงเล็กที่ปลูกอยู่บริเวณสวนหลังบ้านของเวินเทียนเหล่ยจะต้องหนักถึงสองร้อยจิน! หากแต่หนักห้าสิบจินคือจำนวนที่มากที่สุดแล้ว!
“ท่านพี่ ท่านแม่กำลังโกรธ” หลิงซีกระซิบขณะดึงแขนเสื้อของมู่ชวน
“เป็นข้าก็คงจะโกรธเหมือนกัน” มู่ชวนกลั้นหัวเราะ “ผลไม้รสเปรี้ยวที่ท่านลุงเวินส่งมาให้คงจะเป็นผลไม้ที่ท่านแม่ปลูกทิ้งไว้ในหมู่บ้านไป๋อวิ๋นเมื่อปีที่แล้ว”
“หากกล่าวเช่นนี้ เสี่ยวหลิงตังก็โกรธเหมือนกัน” หลิงซีกล่าวและทำหน้ามุ่ย
เมื่อได้ยินบทสนทนาระหว่างเด็กทั้งสอง หลี่เยว่หานจึงมองดูใบหน้าบู้บี้ของหลิงซีอีกครั้ง แล้วอดจะหัวเราะไม่ได้ “เด็กสองคนนี่จริง ๆ เลย…”
ในเมื่อผลองุ่นมาถึงแล้ว หลี่เยว่หานก็ไม่รอช้า
เธอล้างโถดินเผาใบใหญ่ที่อยู่ในบ้าน จากนั้นจึงใช้กรรไกรตัดผลองุ่นออกมาจากกิ่งทีละกิ่ง นำมาล้างน้ำเปล่าสองครั้งและนำไปตากแห้ง
เมื่อเห็นว่าตอนนี้ยังไม่มืด เธอจึงออกไปซื้อน้ำตาลสองจินที่ร้านขายของชำท้ายหมู่บ้าน ซื้อผ้านึ่งมาอีกหลายฉื่อ หลังจากกลับมาบ้านเธอพบว่าองุ่นที่ตากทิ้งไว้กำลังแห้ง ส่วนหม้อดินเผานั้นแห้งสนิทแล้ว
หลี่เยว่หานไม่ได้รีบร้อนบดผลองุ่น แต่กลับรีบเข้าไปทำเนื้อผัดซอสแดง ผัดปวยเล้ง ซุปไข่ใส่ผัก และนึ่งข้าวสองถ้วยในห้องครัว จากนั้นจึงเรียกให้สองพี่น้องมาทาน
หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ ท้องฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว
หลี่เยว่หานจึงเริ่มแปรรูปองุ่นแห้งจำนวนหนึ่งในลานบ้าน
สองพี่น้องมู่ชวนกับหลิงซีมีหน้าที่รับผิดชอบในการบดองุ่น ขณะที่หลี่เยว่หานนั่งอยู่หน้าหม้อดินเผา ถกแขนเสื้อขึ้นแล้วโรยผลองุ่นที่ผ่านการบดมาจากพี่น้องสองคนลงไปในหม้อดินเผา หลังจากใส่ลงไปจนทั่วถึง เธอก็คว้าน้ำตาลขึ้นมาโรยหนึ่งกำมือ
น้ำตาลสองจินไม่ได้มีจำนวนมากจนเกินไป หากค่อย ๆ โรยทีละหนึ่งกำมือมันก็จะเพียงพอสำหรับองุ่นห้าสิบจิน
จากนั้นหลี่เยว่หานจึงหยิบผ้านึ่งขึ้นมาคลุมหม้อดินเผาทั้งสามใบ ทั้งสองคนพากันอุ้มหม้อดินเผาเข้าไปในห้องที่มีอุณหภูมิเย็นพอดีอย่างระมัดระวัง
หลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว หลิงซีก็เริ่มง่วนนอน
หลี่เยว่หานจึงอาบน้ำให้เด็กน้อยทั้งสองและส่งพวกเขาเข้าไปนอนในห้อง จากนั้นจึงย้ายเก้าอี้เอนหลังไปนั่งรอในสวน
หลังจากนั้นไม่นาน หลี่เยว่หานก็ได้ยินเสียงใครบางคนกระโดดขึ้นมาบนกำแพง เมื่อเธอหันกลับมาจึงพบว่าเป็นเวินเทียนเหล่ยที่กำลังทำสีหน้าลำบากใจกระโดดลงมาจากกำแพงแล้วจึงถอนหายใจ
“น่าแปลกใจจริง ๆ ที่นายน้อยเวินมีงานอดิเรกเป็นการปีนข้ามกำแพงบ้านหญิงม่ายยามดึกดื่น”
“พี่สะใภ้ ข้าผิดไปแล้ว” เวินเทียนเหล่ยยิ้มเบา ๆ และเดินเข้ามา “ข้าไม่มีทางเลือกอื่น และท่านคงไม่รู้ว่าคนในเมืองหลิวชิงรักถานไคว่กันขนาดไหน ต่อให้ท่านไม่อยู่ แต่ข้ายังอยู่ ข้าไม่มีทางเลือกจึงต้องมาหาท่าน”
“หยุดพูดเหลวไหล” หลี่เยว่หานจ้องมองเวินเทียนเหล่ย “คราวนี้เจ้าไปเก็บองุ่นของข้ามาหรือ?” หลี่เยว่หานวางมือทาบหน้าอกและจ้องไปทางเวินเทียนเหล่ย “เจ้ารู้หรือไม่ว่าฤดูกาลนี้ยังไม่ถึงช่วงที่องุ่นกำลังสุกงอม!”
“ข้ารู้ว่าข้าผิด” เวินเทียนเหล่ยพยายามยิ้มประสบจอสอพลอ “แต่ข้าก็มาส่งสินค้าให้ท่านถึงหน้าประตูมิใช่หรือ อีกอย่างข้าน่ะกังวลเกี่ยวกับท่านมาก เพราะฉะนั้นข้าถึงอยากเห็นว่าตอนนี้ท่านเป็นอย่างไรบ้าง กล่าวกันถามตรง พอไม่มีท่านแล้วข้าก็ทำมาค้าขายกับพ่อค้าชาวหูและพ่อค้าชาวสันสกฤตไม่ได้เลย สูญเสียกิจการไปมากมาย!”
หลี่เยว่หานยิ้มเมื่อเห็นว่าเวินเทียนเหล่ยมีเจตนาที่ดี “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ควรเข้าใจด้วยว่าหลี่เยว่หานคนเดิมนั้นตายไปแล้ว หากคนที่มีอำนาจมาตะเวนถามรอบ ๆ แล้วพบว่าข้าเป็นคนทำถานไคว่ให้เจ้า หนำซ้ำคนที่ควรตายไปแล้วยังจัดหาของให้เจ้าอีก เป็นเช่นนั้นข้าจะไม่ตายโดยเปล่าประโยชน์เอาหรือ?”
“ข้าถึงได้มาหารือเรื่องนี้กับท่านไง” เวินเทียนเหล่ยยิ้มและเชิญหลี่เยว่หานให้นั่งลง “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะไปป่าวประกาศให้คนอื่นรู้ว่า ข้าได้เจอหัวขโมยที่บังอาจขโมยสูตรลับถานไคว่ของท่านไป แล้วเตรียมตัวจะนำเอาไปขายในเมือง ข้าจึงได้ขอซื้อสูตรลับนี้มาแทน ท่านคิดว่าอย่างนี้เป็นอย่างไร?”