ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 216 ลงไม้ลงมือ
บทที่ 216 ลงไม้ลงมือ
หัวหน้าหมู่บ้านอวี๋รีบวิ่งเข้ามาดูหลังจากได้รับข่าว แล้วจึงเห็นผมเผ้ายุ่งเหยิงของหลี่เยว่หาน ใบหน้ามีรอยขีดข่วนจากการที่ถูกนางเฉาผลักลงกับพื้น นางเฉายังสบถคำพูดสกปรกในปากออกมาไม่หยุดหย่อน มู่ชวนกับหลิงซีคอยยืนทำสีหน้ากังวลอยู่ด้านข้าง บนร่างกายของมู่ชวนมีรอยเท้าอยู่ ดูเหมือนว่าเขาจะได้รับลูกหลงจากการต่อสู้
“นังโสเภณี เจ้ากล้าทุบตีข้าโดยไม่ถามไถ่ข้าสักคำ! ข้าเคยต่อสู้แพ้ใครสักที่ไหนกันเล่า!” นางเฉาดึงผมของหลี่เยว่หานแล้วบดขยี้หน้านางกับพื้นอย่างแรง รวมถึงสาปแช่งด้วยถ้อยคำหยาบคาย
ในตอนแรกนางเฉาถูกหลี่เยว่หานทุบตีอย่างแรง ทว่าหลี่เยว่หานผอมแห้งแรงน้อย ขณะที่นางเฉาอวบอ้วนกว่าเธอถึงสองเท่า
ถึงอย่างนั้นนางเฉาก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการผลักหลี่เยว่หานออกไป
หลี่เยว่หานไม่ได้ร้อนรนอะไรหลังจากที่ถูกนางเฉาผลักลงกับพื้น นางคว้าข้อมือของนางเฉาที่กำลังจิกผมนางอยู่ขึ้นมาออกแรงบิดเฉกเช่นเดียวกับการบิดผ้าเช็ดตัว ความเจ็บปวดทำให้นางเฉาร้องออกมา “โอ๊ย” มือที่จับผมหลี่เยว่หานอยู่ก็ผ่อนคลายลง
ทันทีที่ปล่อยมือออก หลี่เยว่หานก็พลิกตัวตั้งเข่าเตะเสยนางเฉาจากพื้น เธอรีบพลิกตัวกลับมาแล้วขึ้นไปเหยียบย่ำบนหน้าอกของนางเฉา กดร่างกายเอาไว้ครึ่งหนึ่ง “หากบรรพบุรุษของเจ้ามาได้ยินสิ่งที่เจ้าพูดเข้าคงจะละอายแก่ใจกันน่าดู แล้วคงจะรีบลุกจากหลุมศพมาสั่งสอนเจ้า อย่าหาว่าข้าไม่เตือนให้เจ้าพูดจาให้เหมาะสมล่ะ”
“ไม่เคยต่อสู้แพ้มาก่อนใช่ไหม?” หลี่เยว่หานยิ้ม กระชากผมของนางเฉาให้เงยหน้าขึ้นอย่างแรง “ลูกชายของข้าเข้ามาห้ามเจ้าแต่เจ้ากลับเตะเขาอย่างไร้ความปรานี หากเป็นเช่นนั้นข้าทำลูกเจ้าบ้างได้ไหมล่ะ?”
หลังจากกล่าวจบ นางก็ปล่อยมือออก ทำให้นางเฉาที่ไม่ทันตั้งตัวล้มลง แผ่นหลังจรดลำคอกระแทกกับพื้นอย่างแรง
นางเฉาต้องการสาปแช่งต่อ ทว่าหลี่เยว่หานเหยียบหน้าอกนางไว้แน่น อย่าว่าแต่สาปแช่ง แม้แต่หายใจยังลำบาก ประกอบกับมือและเท้าที่หนาของนาง ถึงแม้ว่านางจะดีดดิ้นเอาเท้าเตะพื้นได้ แต่นางกลับไม่สามารถหลุดพ้นจากเท้าของหลี่เยว่หานได้เลย
“มู่โทว!” หลี่เยว่หานจ้องเขม็งไปที่นางเฉาขณะตะโกนถามมู่ชวน “หากเจ้ารู้สึกคับข้องใจจงเอ่ยปากบอกข้ามา แล้วข้าจะมอบความยุติธรรมให้แก่เจ้า!”
“ท่านแม่ ข้าเจ็บหน้าอกมาก เกรงว่ากระดูกจะหัก” มู่ชวนจะไม่รู้แผนการของหลี่เยว่หานได้อย่างไร เขาทำตัวอ่อนแอมาตั้งแต่แรก มักจะคอยให้หลิงซีประคับประคองร่างกายอีกที ขณะเดียวกันหลิงซีเป็นแค่เด็กหญิงตัวน้อยและนางกำลังหวาดกลัวจนร้องไห้
“โอ้ แม่เฒ่าเฉารนหาที่ตายเสียแล้ว บังอาจลงไม้ลงมือกับเด็กน้อย” ใครบางคนในฝูงชนตะโกนสาปแช่ง “เป็นธรรมดาที่พวกเราจะทะเลาะตบตีกันบ้าง แต่ท่านหัวหน้ามู่บ้าน แม่เฒ่าเฉานางถึงกับจะทุบตีหลิงตัง หากหานเยว่ไม่ตาไวมือไว ข้าก็เกรงว่าวันนี้เด็กทั้งสองจะต้องทุกข์ทรมาน!”
สะใภ้โจวพร่ำบ่น
เดิมทีนางต้องการเข้าไปช่วยหลี่เยว่หานต่อสู้ แต่เมื่อเห็นพลังอันดุเดือดของหลี่เยว่หานนางจึงไม่เข้าไปร่วม หากให้ต่อสู้กับชาวบ้านคนอื่นนางคงไม่มีปัญหา เพราะสุดท้ายแล้วมีผู้คนจำนวนมากที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้กับนางเฉา ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าริเริ่มต่อสู้กับนาง แต่หลังจากที่มู่ชวนโดนนางเฉาถีบ สะใภ้โจวก็เข้าไปปกป้องเด็กทั้งสองอย่างระมัดระวัง
หัวหน้าหมู่บ้านอวี๋รู้ว่าหลี่เยว่หานแข็งแกร่ง และรู้ว่าหลี่เยว่หานไม่ใช่คนริเริ่มสร้างปัญหาก่อน หลังจากได้ยินคำกล่าวของสะใภ้โจว ใบหน้าของเขาก็มืดมนลงทันที “น้องหานเยว่ ช่วยเห็นแก่ข้าที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ปล่อยตัวนางเฉาไปก่อนเถิด”
เมื่อได้ยินเสียงของหัวหน้าหมู่บ้าน หลี่เยว่หานก็เงยหน้าขึ้น ชำเลืองมองและก้าวขาลงมา
ขณะเดียวกัน นางเฉาที่ได้รับอิสรภาพคืนมา ลุกขึ้นยืนและพยายามตบคืน
หลี่เยว่หานหลบหลีกฝ่ามือได้ทัน ทว่านางกลับแสร้งทำเป็นโดนตบ หลับตาลงทำเป็นเชิดหน้ารับฝ่ามือ จากนั้นจึงล้มลงกับพื้น หลับตาลงและนอนแน่นิ่ง
นางรอโอกาสดี ๆ มาขู่เข็ญนานแล้ว เพราะฉะนั้นจงอย่าใช้มันอย่างเปล่าประโยชน์!
“ท่านแม่! ท่านแม่!” หลิงตังตกใจกลัวและรีบเข้าไปคว้าร่างหลี่เยว่หาน “ท่านแม่ตื่นสิ! ท่านแม่เป็นอะไรไป!”
บังเอิญว่าวันนี้หลี่เยว่หานเกรงว่าจะไม่มีใครอยู่บ้านจึงนำลัญจกรหยกติดตัวมาด้วย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะลัญจักรหยกอยู่ข้างกายหรือเปล่า ลัญจักรหยกกับหลี่เยว่หานจึงเชื่อมต่อกันมากขึ้นเรื่อย ๆ เพียงความคิดเดียว ลัญจักรหยกบนร่างกายก็ฉายแสงสว่าง ทำให้เลือดค่อย ๆ ไหลออกมาจากใบหูของหลี่เยว่หาน
“เลือด! เลือด!” สะใภ้โจวตกใจทันทีเมื่อได้เห็นเลือดไหลออกมาจากใบหูของหลี่เยว่หาน “ทุกท่านรีบไปจับตัวนางเฉาผู้ชั่วร้ายเอาไว้! น้องหานเยว่ถูกนางตบจนบาดเจ็บสาหัส! อย่าปล่อยให้นางหนีไปได้!”
นางเฉาตกตะลึงเมื่อเห็นร่างของหลี่เยว่หานนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น การต่อสู้ย่อมเป็นการต่อสู้ หากแต่มีคนเสียชีวิตลงทุกอย่างก็จบเห่!
“นางแสร้งทำ! นังโสเภณีหานเยว่มันแสร้งทำ!” ขณะที่ชาวบ้านบุกเข้าไปกดตัวนางเฉา นางเฉาก็ร้องตะโกนเสียงดัง หากตั้งใจฟังจะรู้ได้ว่าเสียงของนางกำลังสั่นเทา!
“ท่านแม่ข้าแสร้งทำก็ดีสิ!” หลิงตังร้องไห้จนแทบหายใจไม่ออก “เหตุใดท่านจึงใจร้ายนัก! ท่านแม่ข้าเป็นถึงขนาดนี้แล้วท่านยังไม่ยอมรับความผิดอีก แถมยังมาว่าร้ายท่านแม่! หากท่านพ่อรู้เข้า เขาจะกลายร่างมาเป็นผีต่อสู้กับเจ้าจนกว่าจิตวิญญาณของเจ้าจะหาไม่!”
โดยปกติแล้วหลิงตังไม่ชอบพูด แต่นางหวาดกลัวหลี่เยว่หานจะเป็นอะไรไปจึงกล่าวทุกอย่างในคราวเดียว
นอกจากนี้หลังจากติดตามหลี่เยว่หานมานาน นางจึงเคยได้ยินคำพูดที่น่ากลัวมาบ้าง จึงโพล่งทุกอย่างออกมา ทำให้นางเฉาตกใจกับคำพูดของเด็กสี่ขวบในทันที
“หลีกไป หมอมาแล้ว!” หัวหน้าหมู่บ้านอวี๋ได้ยินว่ามีคนสร้างปัญหา จึงเกรงว่าจะเกิดการต่อสู้กัน ดังนั้นเขาจึงส่งคนไปเชิญหมอฟางในหมู่บ้านให้มาเตรียมพร้อม
หลิงตังเห็นว่าหมอเข้ามาแล้วจึงเช็ดน้ำตาลวก ๆ จับมือมู่ชวนและกล่าวด้วยท่าทางหนักแน่น “ท่านลุงฟาง ได้โปรด… ได้โปรดดูท่านแม่ด้วยว่าเป็นอย่างไรบ้าง…”
นางกล่าวขณะน้ำตาไหลพราก รูปร่างของคนตัวน้อยช่างดูน่ารักนัก
“อืม” โดยปกติแล้วหมอฟางจะเป็นคนเคร่งขรึม แต่เมื่อเห็นท่าทางที่น่าสงสารของหลิงซีตัวน้อย ใบหน้าของเขาก็อ่อนโยนขึ้น
หลังจากตรวจสอบอยู่สักพัก ใบหน้าของหมอฟางก็ดูบึ้งตึงขึ้น จากนั้นจึงลุกขึ้นยืน “น้องหานเยว่มีอาการบาดเจ็บตามร่างกายเยอะมาก แต่ส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็นอาการบาดเจ็บทางผิวหนัง แต่ส่วนที่ร้ายแรงที่สุด… คือหูของนาง ไม่รู้ว่าใครช่างโหดเหี้ยมนัก ข้าเกรงว่าจะไม่สามารถรักษาหูของน้องหานเยว่ได้ ศีรษะของนางได้รับการกระทบกระเทือนจนไม่รู้ว่านางจะตื่นขึ้นมาหรือไม่”
ทุกคนตกตะลึงเมื่อได้ยินเช่นนั้น นางเฉาถึงกับล้มลงกับพื้นด้วยสีหน้าซีดเผือด
“ท่านลุงฟาง ช่วยดูพี่ชายข้าด้วยสิ” หลิงตังกลั้นน้ำตาขณะยกมือมู่ชวนขึ้น “ท่านพี่ข้าถูกท่านป้าเฉาเตะจนลอยออกมา”
“ไหนขอข้าดูหน่อย ไม่ต้องกังวล” หมอฟางรู้สึกเจ็บปวดใจที่เห็นเด็กหญิงตัวเล็กพยายามทำเป็นเข้มแข็ง
หลี่เยว่หานที่แสร้งทำเป็นหมดสติไปเปิดใช้งานระบบลัญจกรหยก ทำให้ลำแสงที่ไม่มีใครเห็นตกกระทบร่างของมู่ชวน มู่ชวนส่งเสียง ‘โอ๊ย’ ออกมาและเอามือกุมรอยเท้าบนหน้าอก พ่นเลือดที่ไม่รู้ว่ามาจากที่ไหนออกมาเต็มปาก
เมื่อเห็นเช่นนั้น หมอฟางจึงรีบให้มู่ชวนนอนลง แต่หลังจากตรวจสอบแล้ว ใบหน้ากลับมืดมนราวกับก้นหม้อ “นางเฉา! เจ้าโหดร้ายเกินไปแล้ว! เตะเด็กตัวเล็กแค่นี้จนกระดูกหักสามซี่!”
ทุกคนตกตะลึงเมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าว