ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 333 เสียงทะเลาะโวยวาย
บทที่ 333 เสียงทะเลาะโวยวาย
เหยียนจื่อเซียงกับเวินเทียนเหล่ยสองคนนั้น ราวกับน้ำกระทบกับน้ำมันร้อน เจอกันทีไรก็ต้องเกิดความวุ่นวายไม่รู้จบ
เหยียนจื่อเซียงนั่งเก้าอี้ของเวินเทียนเหล่ย ส่วนเวินเทียนเหล่ยก็ไม่หยุดจี้เรื่องที่เหยียนจื่อเซียงพูดคำว่า ‘ก้น’ ซ้ำ ๆ จนหลี่เยว่หานฟังแล้วถึงกับปวดหัว
“ข้าว่าพวกเจ้าสองคนหยุดเถอะ ข้านี่ปวดหัวไปหมดแล้ว” หลี่เยว่หานในที่สุดก็ทนไม่ไหว ต้องเปิดปากห้าม
เมื่อได้ยินหลี่เยว่หานพูด ทั้งเวินเทียนเหล่ยและเหยียนจื่อเซียงจึงยอมเงียบลง
“ท่านเวินมาหาข้ามีเรื่องใดหรือ?” หลี่เยว่หานเห็นพวกเขาเงียบลงแล้ว จึงไม่รีบร้อน ถามออกมาเสียงเรียบ คำพูดนี้ทำเอาเวินเทียนเหล่ยเริ่มกระวนกระวาย
“เยว่หาน หากเจ้าจะโกรธข้าก็บอกกันตรง ๆ เลยก็ได้ เรียกข้าเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน!” เวินเทียนเหล่ยทำหน้าตาอึดอัด “เจ้ากลายเป็นคนที่ไม่เหมือนเดิมแล้ว ข้าไม่เคยเห็นเจ้าจะเรียกข้าว่า ‘ท่านเวิน’ มาก่อน ถ้าเจ้าโกรธก็พูดออกมาเถอะ ข้าไม่ใช่คนที่ไม่ยอมรับความผิดพลาดเสียหน่อย!”
เมื่อได้ยินคำนี้ หลี่เยว่หานก็อดหัวเราะไม่ได้ “ท่านเวินมีเรื่องใดที่ทำให้ข้าโกรธได้บ้างหรือ?”
“มันต้องเป็นเพราะเด็กนี่ไปฟ้องเจ้าใช่ไหม!” เวินเทียนเหล่ยพูดพร้อมกับชี้ไปที่เหยียนจื่อเซียง “นางฟ้องเจ้าเรื่องที่ข้าตั้งใจเข้าไปแย่งที่ร้านผ้าของครอบครัวนาง และขยายร้านสาขาจนขาดทุนใช่หรือไม่?”
“โอ้โห ข้านึกว่าท่านเวินไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรเสียอีก ที่แท้ท่านก็รู้ทุกอย่าง แถมยังตั้งใจมาเอาเงินจากบ้านข้าด้วยใช่ไหมล่ะ?” เหยียนจื่อเซียงลุกขึ้นพูดด้วยความโมโหทันที
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เวินเทียนเหล่ยก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดใจ จึงมองไปที่หลี่เยว่หานด้วยสายตาเว้าวอน “เยว่หาน คนอื่นเจ้าอาจจะไม่รู้ แต่ข้านี่เจ้าไม่รู้หรืออย่างไร ข้าเป็นคนที่จะไปหลอกเอาเงินคนอื่นได้อย่างนั้นหรือ!”
“จริงหรือ?” หลี่เยว่หานมองเวินเทียนเหล่ยแวบหนึ่ง “ข้าไม่เข้าใจเหตุผลนี้เลยนะ หากจะอธิบายก็ต้องไปบอกกับคุณหนูเหยียนเองแล้วละ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เหยียนจื่อเซียงก็ถึงกับงงงวย “พี่เยว่ ท่านเรียกข้าว่าอะไรนะ? คุณหนูเหยียน? ทำไมจู่ ๆ ถึงเรียกข้าแบบนี้ล่ะ?”
ก็ได้…หนึ่งคนทำตัวดุจหมาป่าตัวใหญ่ สองคนก็คงเหมือนกัน
หลี่เยว่หานทำได้เพียงถอนหายใจ นางแสร้งทำต่อไปไม่ไหวแล้ว หากเหยียนจื่อเซียงไม่ปรากฏตัวขึ้นมา นางคงพอจะแสร้งทำเป็นดุร้ายและอาจจะทำให้เวินเทียนเหล่ยยอมบอกความลับบางอย่างออกมาได้บ้าง แต่เมื่อเหยียนจื่อเซียงเองก็ดูงงงวยเช่นนี้ นางจึงได้แต่ยอมแพ้ ยักไหล่พร้อมหันไปหาเหยียนจื่อเซียง “อย่าตกใจไป ข้าแค่ล้อเล่นเฉย ๆ แต่เจ้าก็เห็นแล้วนี่ว่าเวินเทียนเหล่ยไม่คิดเลยว่าตนเองทำผิด”
หลังจากพูดจบ เหยียนจื่อเซียงก็คิดว่าหลี่เยว่หานพูดถูก นางจึงหันไปมองเวินเทียนเหล่ยด้วยสายตาโกรธขึ้งแล้วถามต่อ “ท่านพูดกับข้ามาตลอดทางว่าพอข้าได้เจอพี่เยว่แล้ว ข้าจะเข้าใจสิ่งที่ท่านทำ ตอนนี้ข้าเจอพี่เยว่แล้ว แต่ข้าก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมท่านต้องมาหลอกเอาเงินจากบ้านข้าด้วย!”
“เยว่หาน เจ้าไม่ได้บอกนางอะไรเลยหรือ?” เวินเทียนเหล่ยถามด้วยสีหน้าจนปัญญา
“พวกท่านเพิ่งมาถึงที่นี่เมื่อวานนี้เอง และเมื่อคืนเหยียนจื่อเซียงก็เมาหนักมาก ตอนเช้าข้าเองก็เพิ่งจะกินข้าวเช้าเสร็จ ท่านจะให้ข้าเล่าให้นางฟังได้อย่างไร?” หลี่เยว่หานพูดด้วยน้ำเสียงหมดหนทางพลางยกมือนวดขมับ “ท่านมาเช้าขนาดนี้เพื่อแค่จะถามว่าข้าได้อธิบายให้นางฟังหรือไม่งั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว!” เวินเทียนเหล่ยพยักหน้าด้วยความจริงจัง “ตลอดทางข้าพยายามอธิบายให้เด็กนี่ฟังหลายครั้งมาก แต่นางก็ไม่เชื่อ ข้าก็เลยบอกนางว่าเมื่อเจอเจ้า เจ้าจะอธิบายให้นางเข้าใจ”
เมื่อได้ยินคำนี้ หลี่เยว่หานได้แต่ถอนหายใจ นางหันไปหาเหยียนจื่อเซียงด้วยสีหน้าจริงจัง “ถ้าเวินเทียนเหล่ยได้อธิบายกับเจ้าว่าทำไมเขาต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับร้านผ้าของบ้านเจ้าแล้ว มันก็เป็นเช่นนั้น”
“พี่เยว่! ท่านยังไม่รู้เลยว่าเขาพูดอะไรกับข้า ท่านจะรู้ได้ยังไงว่าที่เขาพูดมันคืออะไร!” เหยียนจื่อเซียงรีบพูดด้วยความโกรธ “เจ้าเวินเทียนเหล่ยคนนี้บอกว่าเงินที่ขาดทุนทั้งหมดจะนับเป็นสินเดิมของข้า! เขาบอกว่าเก็บไว้ให้ข้าใช้ตอนออกเรือน ท่านลองคิดดูสิ ข้ากับเขาก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไร แล้วทำไมเขาต้องมาโกงเงินบ้านข้าเพื่อตระเตรียมสินเดิมให้ข้าด้วย! พ่อแม่ของข้าก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เตรียมสินเดิมให้ข้านะ!”
เมื่อได้ยินคำพูดของเหยียนจื่อเซียง หลี่เยว่หานก็รู้สึกอึดอัด แม้แต่เวินเทียนเหล่ยที่อยู่ข้าง ๆ ก็ยังรู้สึกอายถึงขั้นต้องกระแอมเบา ๆ “นั่นก็แค่ข้ออ้าง ข้าแค่อยากบอกเจ้าว่าเงินของตระกูลเหยียนจะไม่หายไปสักเหรียญเดียว คิดซะว่าเก็บไว้ที่ข้าก็แล้วกัน อีกหน่อยก็จะคืนให้ทั้งหมด!”
“นั่นมันไม่เหมือนกัน!” เหยียนจื่อเซียงไม่พอใจทันที “เงินถ้าเก็บไว้ที่ร้านแลกเงินยังมีดอกเบี้ย แต่ถ้าเก็บไว้กับท่าน ท่านจะให้ดอกเบี้ยข้าหรือเปล่า?”
“ข้าให้ก็ได้ไม่ใช่หรือ!” เวินเทียนเหล่ยเองก็เริ่มไม่พอใจเช่นกัน
“แล้วท่านจะให้เท่าไหร่ล่ะ!”
“ข้าจะคิดดอกเบี้ยให้เท่ากับร้านแลกเงินข้างนอกก็ได้ไม่ใช่หรือ!”
“ต้องพูดให้ชัดเจนนะ!”
“พูดให้ชัดเจนก็พูดให้ชัดเจน ข้าจะไปเอาเงินคุณหนูตัวน้อยอย่างเจ้าไปทำไมกัน!”
“นั่นก็ยังไม่แน่หรอก ใครใช้ให้ช่วงนี้ท่านทำอะไรก็ดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเลยเล่า ข้าต้องทำหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร!”
“ทำหลักฐานก็ทำหลักฐาน! ไหนล่ะ เอามา! นำพู่กันกับหมึกมา!”
หลี่เยว่หานที่เห็นทั้งสองคนเริ่มทะเลาะกันอีกครั้งก็ได้แต่รู้สึกหมดคำพูด ผู้ดูแลอาวุโสก็มองหลี่เยว่หานด้วยสายตาเหมือนกับจะถามว่าต้องเอาพู่กันและหมึกมาให้เวินเทียนเหล่ยทำหลักฐานจริง ๆ หรือไม่ หลี่เยว่หานจึงโบกมือให้เขาถอยออกไปก่อน
จากนั้น หลี่เยว่หานจึงทนความวุ่นวายนี้แล้วค่อย ๆ อธิบายเหตุผลและที่มาที่ไปทั้งหมดให้เหยียนจื่อเซียงฟัง
อธิบายไปจนถึงยามอู่ เวินเทียนเหล่ยที่เคยโกรธจัดก็เริ่มมีสีหน้าดีขึ้น
ทางฝั่งหลี่เยว่หานยังยุ่งอยู่กับการปลอบใจเหยียนจื่อเซียงและเวินเทียนเหล่ยที่ทะเลาะกันอยู่ ในขณะเดียวกันทางบ้านหลิ่วก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดในการช่วยจัดการร้านค้าของหลี่เยว่หาน
ตอนแรกพวกเขาก็รู้สึกสับสน ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร เมื่อเข้ามารับหน้าที่ก็เพิ่งรู้ว่ากิจการของหลี่เยว่หานนั้นล้วนแต่ทำร่วมกับคนมีฐานะทั้งสิ้น พวกเขาเพิ่งมาถึง ไม่มีเส้นสายหรือความสัมพันธ์ ทำให้ไม่รู้จะเริ่มทำงานตรงไหน
โชคดีที่เช้านี้ท่านผู้ดูแลอวี้ได้พาคนมาช่วย พูดว่าเป็นคนที่ถูกส่งมาช่วยเหลือครอบครัวหลิ่วในการดูแลกิจการของร้านค้าทั้งหมด นั่นทำให้พวกเขาได้เข้าใจถึงความละเอียดอ่อนในการทำกิจการกับพวกขุนนางและเปิดทางเชื่อมความสัมพันธ์ต่าง ๆ
พอผ่านเช้าวันนั้นไป ครอบครัวหลิ่วก็เริ่มคิดและหารือกัน
“ข้าว่าเจ้าเด็กหลี่เยว่หานเคยบอกไว้ว่าจะให้ครอบครัวเราดูแลกิจการของนางทั้งหมด ทำไมถึงต้องให้ท่านผู้ดูแลอวี้พาเจ้านี่มาเกี่ยวข้องด้วย แสดงว่าไม่ไว้ใจพวกเราชัด ๆ!” บนโต๊ะอาหาร หลิ่วฟูเหรินรองเริ่มพูดหว่านยาพิษ “ถ้าข้าจะพูด ข้าว่าเราควรจะฟื้นฟูกิจการของเราเองที่อำเภอหย่งอันจะดีกว่า แม้จะลำบากบ้าง แต่ก็ดีกว่ามาช่วยคนอื่นทำงาน!”
“เจ้าพูดอะไรไร้สาระ!” หลิ่วฟูเหรินจ้องมองหลิ่วฟูเหรินรองด้วยความไม่พอใจ “กิจการของเราที่อำเภอหย่งอันก็มีคนดูแลอยู่แล้ว แถมท่านผู้ดูแลอวี้ยังบอกด้วยว่า กิจการส่วนใหญ่ในเมืองหลวงนี้เป็นขององค์ชายรอง เจ้าอยากจะให้ตระกูลหลิ่วของเราไปแย่งชิงกิจการกับองค์ชายในราชสำนักหรือยังไง?”
“เจ้าก็อย่ามาหลอกข้าเล่นเสียหน่อย” หลิ่วฟูเหรินรองไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด นางหันไปหว่านยาพิษกับหลิ่วเทียนเสียง “ท่านเองก็ต้องตัดสินใจบ้าง พวกเราเป็นตระกูลใหญ่ขนาดนี้ จะให้ถูกเด็กสาวตัวเล็ก ๆ กดหัวอยู่ตลอดได้อย่างไร!”
“เด็กสาวอะไรกัน!” หลิ่วเทียนเสียงกระแทกตะเกียบลงกับโต๊ะ “นางคือฮูหยินหานหรงขั้นหนึ่ง! และยังเป็นฮูหยินของขุนพลอีกด้วย! ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นคุณหนูของจวนกั๋วกง! นางยังจดจำบุญคุณเล็กน้อยที่ตระกูลหลิ่วมีต่อนางและยอมให้เราดูแลกิจการอยู่ก็นับว่าเป็นบุญคุณมหาศาลแล้ว เจ้ายังจะมาพูดจาไร้สาระอีก หากไม่เชื่อเจ้าก็ไปฟื้นฟูกิจการของเราที่อำเภอหย่งอันให้ข้าดูหน่อย ข้าอยากรู้ว่าตระกูลหลิ่วของเราจะทำให้เกิดเสียงสะเทือนสามส่วนใต้บาทาของฮ่องเต้*[1] ได้หรือไม่!”
[1] การแสดงอำนาจหรือสร้างอิทธิพลใต้การควบคุมของฮ่องเต้