ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 352 ได้เลยขอรับ! ท่านไปเถิด!
บทที่ 352 ได้เลยขอรับ! ท่านไปเถิด!
“วันนั้นที่หอฝานเทียน ข้าก็รู้สึกว่าหญิงสาวผู้นั้นของเจ้าไม่ธรรมดา ดูตอนนี้ก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ” องค์รัชทายาทจงเจิ้งอวี่อยู่ในกระโจมใหญ่ของเมิ่งฉีฮ่วน หลังจากได้ฟังข่าวจากองครักษ์ส่งสารแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้าให้องครักษ์ส่งสารออกไปก่อน แล้วจึงหันไปมองจงเจิ้งอวี่พลางพูดอย่างช้า ๆ ว่า “องค์ชายเคยพบเยว่หานหรือ?”
“เคยพบ ยังถูกนางทำให้โมโหด้วย” จงเจิ้งอวี่หัวเราะพลางกล่าว “นางจ้องข้าด้วยดวงตากลมโตแล้วแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจอะไรเลย ข้ายังไม่เคยพบหญิงสาวที่กล้าโกหกอย่างไม่ละอายเช่นนี้มาก่อน”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “เยว่หานไม่เคยพูดโกหก หากองค์ชายรู้สึกว่านางโกหก นั่นคงเป็นเพราะองค์ชายเข้าใจผิดเอง”
“พอเถอะ ข้าจะไม่เข้าใจความคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเจ้าได้อย่างไร” จงเจิ้งอวี่ถอนหายใจ “จินเสวี่ยเอ๋อร์ไม่ได้ถูกข้าส่งไปที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋น แม้ว่าคนของข้าจะยังติดต่อกับนางอยู่ตลอด แต่จินเสวี่ยเอ๋อร์เป็นคนที่ใจร้อนเกินไป ข้าไม่เคยคิดจะให้นางเข้าใกล้พวกเจ้าเลย อย่างไรเสีย จินเสวี่ยเอ๋อร์เป็นคนเช่นไร ข้าก็รู้ดี”
“องค์ชายรับสั่งเช่นนี้ ข้าน้อยรู้สึกละอายใจยิ่ง” เมิ่งฉีฮ่วนพูดว่าละอายใจ แต่สีหน้ากลับไม่มีท่าทีละอายแม้แต่น้อย กลับดูสงบนิ่งมาก ดวงตาไม่มองจงเจิ้งอวี่เลย ท่าทีที่มีต่อองค์รัชทายาทนั้นเย็นชาถึงที่สุด
ในที่สุดจงเจิ้งอวี่ก็ทนไม่ไหว เก็บรอยยิ้มแล้วพูดอย่างจริงจัง “เมิ่งฉีฮ่วน เจ้ากลับมาช่วยข้าเพียงเพราะคำสั่งของฮ่องเต้หรือ? เจ้าไม่เคยคิดจะช่วยข้าด้วยใจจริงเลยหรือ?”
“ข้าน้อยไม่กล้า” เมิ่งฉีฮ่วนโยนคำพูดราชการที่แข็งกระด้างออกมาอีกประโยค
จงเจิ้งอวี่สูดหายใจลึกหลายครั้ง แล้วเอ่ยว่า “เจ้ากลับเมืองหลวงมานานแล้ว ควรรู้ว่าข้าไม่เกี่ยวข้องกับการตายของพี่ใหญ่ ทั้งหมดเป็นการใส่ร้ายป้ายสีจากจิ้งจอกอย่างองค์ชายรองนั่น ไม่เช่นนั้นหลายปีมานี้ข้าจะยังปลอดภัยดี และยังได้ขึ้นเป็นองค์รัชทายาทได้อย่างไร!”
“องค์ชายตรัสถูกต้อง” ไม่ว่าจงเจิ้งอวี่จะพูดอะไร เมิ่งฉีฮ่วนก็เป็นเช่นนี้ ทำให้จงเจิ้งอวี่โกรธจนพูดจาสับสน
“อย่างไรข้าก็ได้ลัญจกรหยกมาแล้ว ไม่ว่าลัญจกรหยกจะยอมรับข้าในฐานะองค์รัชทายาทหรือไม่ ข้าก็เป็นองค์รัชทายาทแล้ว!” จงเจิ้งอวี่พูดพลางมองเมิ่งฉีฮ่วนอย่างโกรธ ๆ แล้วพูดออกมาอย่างไม่รู้ตัวว่า “หรือข้าจะทำลายลัญจกรหยกเสียเลย จะได้ไม่ต้องให้ลูกหลานรุ่นหลังต้องมาแย่งชิงลัญจกรหยกเล็ก ๆ นี้จนหัวร้างข้างแตก!”
หลังจากได้ยินคำพูดนั้น เมิ่งฉีฮ่วนจึงยอมมองจงเจิ้งอวี่ตรง ๆ เมื่อเอ่ยปากอีกครั้ง น้ำเสียงก็ไม่แข็งกระด้างเหมือนเมื่อครู่
“หากองค์รัชทายาทคิดเช่นนี้จริง นับเป็นโชคดีของแผ่นดิน” พอพูดจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็ยื่นมือไปหาจงเจิ้งอวี่
“ทำอะไรน่ะ” จงเจิ้งอวี่ทำหน้างุนงง
“ขอองค์ชายโปรดมอบลัญจกรหยกให้ข้าน้อย ข้าน้อยมีวรยุทธ์แก่กล้า จะทำลายลัญจกรหยกต่อหน้าองค์ชาย เพื่อมิให้พระหัตถ์องค์ชายต้องบาดเจ็บพ่ะย่ะค่ะ”
จงเจิ้งอวี่ “…”
ในที่สุดจงเจิ้งอวี่ก็โกรธเมิ่งฉีฮ่วนจนทนไม่ไหว จึงจากค่ายชานเมืองไป
หลังจากกลับถึงเมืองหลวง จงเจิ้งอวี่ยิ่งคิดยิ่งโกรธ ยิ่งโกรธก็ยิ่งครุ่นคิดวนเวียน สุดท้ายถึงกับส่งตั๋วเงินมูลค่าสิบล้านตำลึงไปยังที่ว่าการ บอกว่าเป็นเงินบริจาคจากองค์รัชทายาทเพื่อสร้างหมู่บ้านผู้อพยพขึ้นใหม่
และยังประกาศอย่างโจ่งแจ้งต่อหน้าผู้คนว่า “ฮั่นหรงฟูเหรินเป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่ง แม้จะเป็นเงินชดเชยที่มอบให้นาง แต่นางกลับไม่รับไว้แม้แต่น้อย ใช้ทั้งหมดเพื่อประชาชน ด้วยคุณธรรมเช่นนี้ของฮั่นหรงฟูเหริน นางสมควรได้รับการเรียกขานว่า ‘ฮั่นหรง’ แล้ว”
เดิมทีจี้ซินเยว่ได้จัดการให้คนไปเผยแพร่ข่าวลือว่าหลี่เยว่หานแค่ต้องการชื่อเสียง อาศัยมือนางทำความดี แท้จริงเป็นคนหน้าซื่อใจคด
แต่เมื่อจวนองค์รัชทายาทออกมารับรองการกระทำของหลี่เยว่หาน เท่ากับว่าฝ่ายในวังก็ล่วงรู้เรื่องที่หลี่เยว่หานทำ
หากตอนนี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางเสื่อมเสียต่อหลี่เยว่หานก็คงไม่เป็นผลดี
ดังนั้นแผนที่จี้ซินเยว่เตรียมไว้อย่างดี จึงเงียบหายไปโดยไม่มีแม้แต่เสียงกระซิบ…
การพูดถึงการสร้างหมู่บ้านผู้อพยพใหม่นั้นง่าย การระดมทุนก็ง่าย แต่การลงมือทำจริงนั้นยากเหลือเกิน
เพราะทางใต้และตะวันตกเฉียงเหนือเกิดศึกสงครามพร้อมกัน ผู้คนมากมายหนีภัยมายังเมืองหลวง เนื่องจากเข้าเมืองไม่ได้ จึงถูกไล่ไปอยู่ที่หมู่บ้านผู้อพยพ การสร้างหมู่บ้านผู้อพยพใหม่ อันดับแรกต้องจัดการให้ผู้อพยพเหล่านี้มีที่พักอาศัยที่เหมาะสมก่อน
ด้วยเหตุนี้ หลี่เยว่หานถึงกับต้องลากร่างอันเทอะทะไปมาที่นอกเมืองหลายรอบ ช่างฝีมือที่ที่ว่าการเรียกมาได้สร้างเพิงพักชั่วคราวในหมู่บ้านผู้อพยพก่อน จากนั้นทหารหน่วยเล็กที่ประจำการอยู่ในหมู่บ้านผู้อพยพก็ขุดหลุมลึกตรงเขาด้านหลังหมู่บ้าน นำศพไร้ญาติทั้งหมดในหมู่บ้านไปเผาในหลุม แล้วหลี่เยว่หานจึงนำหน้า พร้อมน้ำยาที่หมอจากสำนักหมอหลวงจัดเตรียมไว้
อีกทั้งยังจัดส่งรถบรรทุกน้ำขนาดใหญ่มาถึงสามคันจากในเมือง จึงสามารถรดน้ำทั่วหมู่บ้านผู้อพยพได้
หลังจากนั้น หลี่เยว่หานยังได้ซื้อต้นหญ้าขมมาเต็มรถบรรทุกใหญ่ แล้วนำมาเผาในหมู่บ้านผู้อพยพเป็นเวลาสามวันสามคืน หลังจากที่หมอจากสำนักหมอหลวงได้ตรวจสอบและหารือกันแล้ว ยืนยันว่าเชื้อโรคในหมู่บ้านผู้อพยพถูกกำจัดเกือบหมดแล้ว หลี่เยว่หานจึงนำแผนผังที่นางได้หารือกับท่านผู้ว่าการมา และพาช่างฝีมือเข้าไปในหมู่บ้านผู้อพยพเพื่อเริ่มงานบูรณะ
ผู้อพยพที่พักอาศัยอยู่ในเพิงชั่วคราวต่างได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ไม่เพียงแต่ได้กินอิ่มท้อง ทุกคนยังได้รับเสื้อผ้าสะอาดคนละสองชุด
ผู้คนหลายสิบคนทำความสะอาดร่างกายจนสะอาดสะอ้าน แล้วเข้าร่วมงานบูรณะหมู่บ้านผู้อพยพ
เวินเทียนเหล่ยได้ยินว่าหลี่เยว่หานมาที่หมู่บ้านผู้อพยพด้วยตนเอง จึงตามมาด้วย เมื่อเห็นหลี่เยว่หานที่ท้องโตกำลังจะลงมือทำงาน สีหน้าก็ดำทะมึนทันที แย่งของในมือนางมา “เจ้าไม่รู้หรือว่าตัวเองกำลังท้องแฝด จะบุ่มบ่ามเช่นนี้ได้อย่างไร ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กในท้องจะทำอย่างไร!”
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นหู หลี่เยว่หานก็เงยหน้าขึ้น เห็นสีหน้าโกรธเล็กน้อยของเวินเทียนเหล่ยพอดี จึงอดยิ้มไม่ได้ “แต่ข้าอยู่ที่นี่มีความสุขนะ”
“ถึงจะมีความสุขก็ต้องรู้จักพอ ในเมื่อออกเงินไปแล้ว ทุกคนก็ได้ค่าจ้างทำงาน เจ้าจะมายุ่งทำไม” เวินเทียนเหล่ยโกรธมาก “การบูรณะหมู่บ้านผู้อพยพไม่ใช่เรื่องที่จะเสร็จได้ในวันสองวัน ถ้าเจ้าไม่คิดถึงตัวเอง ก็คิดถึงเด็กในท้องบ้างสิ”
ขณะที่เวินเทียนเหล่ยพูดอยู่นั้น รอบข้างก็มีผู้คนเดินผ่านไปมามากมาย
ช่วงนี้ทุกคนสนิทสนมกับหลี่เยว่หานแล้ว ในใจรู้สึกซาบซึ้งต่อหลี่เยว่หานจนพูดไม่ออก ดังนั้นถึงแม้เวินเทียนเหล่ยจะไม่เตือนให้หลี่เยว่หานระวังร่างกาย ทุกคนก็จะไม่ให้หลี่เยว่หานทำงานหนัก
ตอนนี้เวินเทียนเหล่ยพูดอย่างจริงจังเช่นนั้น คนรอบข้างจึงพากันเห็นด้วย “ท่านหญิง ท่านกำลังท้องแฝด ทนความเหนื่อยล้าเช่นนี้ไม่ได้หรอก อย่างไรพวกข้าก็เคยชินกับงานหนักอยู่แล้ว เรื่องเช่นนี้ให้พวกข้าทำก็พอ!”
“ใช่แล้ว จะให้ท่านทั้งออกเงินทั้งออกแรงได้อย่างไร ท่านออกเงิน พวกข้ารับรองว่าจะทำให้สวยงาม ท่านไปพักข้าง ๆ เถอะ ถ้าอยากช่วยจริง ๆ ก็เป็นผู้ควบคุมงานก็พอ!”
“ใช่ ขอให้ท่านหญิงเป็นผู้ควบคุมงานก็พอ! จะให้ร่างกายเหนื่อยล้าไม่ได้เด็ดขาด!”
หลี่เยว่หานอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาพลางกล่าวว่า “เช่นนั้นก็ดี! พวกเจ้าคงต้องลำบากกันหน่อยแล้ว ส่วนข้าจะขี้เกียจไปคอยดูการทำงานอยู่ข้าง ๆ!”
“ได้เลยขอรับ! ท่านไปเถิด!”