ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 359 กัวหรูหาน
บทที่ 359 กัวหรูหาน
แม้ว่าหลี่เยว่หานและคนอื่น ๆ จะพยายามไม่ให้ข่าวรั่วไหลออกไป แต่เนื่องจากร้านหรูอี้เก๋อเป็นร้านขายเครื่องประดับ และสตรีชนชั้นสูงในเมืองหลวงครึ่งหนึ่งล้วนสั่งทำเครื่องประดับจากที่นี่ ทำให้ข่าวรั่วไหลออกไปบ้าง
โดยเฉพาะการที่หลี่เยว่หานรับเด็กสาวกว่ายี่สิบคนเข้ามาในจวน ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวไม่น้อย ไม่นานฟางจื่อหลานก็รีบมาจากจวนกั๋วกง
“ข้าได้ยินว่าที่ร้านหรูอี้เก๋อพบเด็กสาวหลายสิบคน และเจ้าพาพวกนางมาที่จวนขุนพลหมดแล้ว ข้าเลยรีบมาดู เรื่องนี้พรุ่งนี้ต้องแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงแน่ คืนนี้พวกเราต้องจัดการให้ดี”
ทันทีที่ฟางจื่อหลานมาถึงจวนขุนพล นางก็รีบจับมือหลี่เยว่หาน พลางพูดอย่างเร่งร้อน “เจ้าเก็บเด็กพวกนี้ไว้ที่จวนขุนพลไม่ได้ มันจะนำความยุ่งยากมาให้”
หลี่เยว่หานมองสีหน้าร้อนใจของฟางจื่อหลาน จึงอดทนปลอบใจ “ท่านป้าวางใจเถิด ข้าก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้พวกนางอยู่ที่จวนขุนพลตลอดไป แต่สถานการณ์ของพวกนางค่อนข้างพิเศษ ตอนนี้ยังไม่มีวิธีจัดการที่เหมาะสม… ท่านตามข้าไปดูแล้วจะเข้าใจเอง”
นางไม่อาจพูดถึงสภาพของเด็กสาวเหล่านี้ได้ คนเล็กสุดอายุเพียงแปดขวบ โตสุดก็สิบแปดปี ถูกขังอยู่ใต้ดินมานาน จิตใจสับสนไปหมดแล้ว สิ่งที่ทำให้หลี่เยว่หานตกใจคือ พวกนางทุกคนบอกว่าตัวเองเป็นสนมของฮ่องเต้ ตั้งแต่ตำแหน่งเล็กจนถึงใหญ่ นอกจากตำแหน่งกุ้ยเฟยและฮองเฮาแล้ว มีครบทุกตำแหน่ง
หลี่เยว่หานจัดห้องรับรองที่ใหญ่ที่สุดในจวนให้ เด็กสาวทั้งหมดอยู่ในห้องรับรอง ดูเหมือนตุ๊กตาไม้ ตามบ่าวในจวนไปตรวจร่างกายกับหมอหญิงที่หลี่เยว่หานเชิญมาทีละคนในห้องเล็ก
ไม่รู้ว่าพวกนางผ่านอะไรมาบ้างในห้องใต้ดินของร้านหรูอี้เก๋อ เด็กสาวทุกคนมีสีหน้างงงวย เหมือนตุ๊กตาไร้วิญญาณ ถามอะไรก็ตอบ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความสับสนและอ่อนล้า บางคนยังมีประกายดุร้ายวูบผ่านเป็นครั้งคราว
หลังจากฟางจื่อหลานตามหลี่เยว่หานไปดูสภาพของเด็กสาวเหล่านั้น ก็ถึงกับตะลึง “นี่…เด็กสาวบางคนข้าจำได้!”
พอได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของหลี่เยว่หานก็สว่างวาบ “ท่านป้าแน่ใจหรือเจ้าคะ?”
“แน่ใจ ถึงพวกนางจะเปลี่ยนไปมาก แต่ข้าก็ยังจำได้” ฟางจื่อหลานพูดพลางเดินไปหาเด็กหญิงอายุแปดขวบคนหนึ่ง เด็กหญิงคนนั้นไม่พูดอะไรเลยตั้งแต่เข้ามาในจวนขุนพล มองทุกคนด้วยสายตาระแวง แต่พอเห็นฟางจื่อหลานดวงตากลับฉายแววงุนงง
“หรูหาน เจ้าจำข้าได้หรือไม่?” ฟางจื่อหลานค่อย ๆ เข้าใกล้เด็กหญิงคนนั้น พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ข้าคือป้าฟางจากจวนซิงกั๋ว ต้นปีนี้ข้าพาเจ้ากับพี่สาวไปเที่ยวทะเลสาบ ตอนนั้นมีปลาไนกระโดดขึ้นมาบนเรือของพวกเรา เจ้ายังดีใจบอกพี่สาวว่าปลาไนนำโชค เป็นลางดี จำได้หรือไม่?”
หลี่เยว่หานยืนนิ่งอยู่กับที่ ในใจค่อย ๆ ผุดความคิดที่น่ากลัวขึ้นมา นางเพียงกลั้นหายใจมองเด็กหญิงอายุแปดขวบที่ถูกเรียกว่าหรูหาน พร้อมรอดูปฏิกิริยาของเด็กหญิง ขณะเดียวกันก็ให้หมิงจูคอยจับตาดูอย่างระมัดระวัง หากหรูหานแสดงท่าทีจะโจมตี ให้รีบดึงฟางจื่อหลานออกมาทันที
เมื่อได้ยินคำพูดของฟางจื่อหลาน แววตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและงุนงงของหรูหานค่อย ๆ จางหายไป จนกระทั่งฟางจื่อหลานจับมือเล็ก ๆ ที่สกปรกของนางไว้ หรูหานก้มมองมือที่ถูกจับ แล้วเงยหน้ามองฟางจื่อหลาน ครู่หนึ่งนางก็ร้องไห้ออกมาในที่สุด “ท่านป้าฟาง ท่านคือท่านป้าฟาง ข้าคือหรูหาน ข้าคือน้องสาวตระกูลกัว กัวหรูหาน ไม่ใช่สนมของฮ่องเต้ ไม่มีฮ่องเต้ ไม่มี! ฮือ ๆ ๆ…”
ขณะที่หลี่เยว่หานกำลังถอนหายใจด้วยความโล่งอก และเตรียมจะปลอบประโลมกัวหรูหานร่วมกับฟางจื่อหลาน หมิงจูกลับรั้งตัวนางไว้ทันที จากนั้นร่างของหมิงจูก็พุ่งไปที่ข้างกายฟางจื่อหลานอย่างรวดเร็ว มือหนึ่งจับฟางจื่อหลาน อีกมือจับกัวหรูหาน แล้วตะโกนไปทางหลี่เยว่หานที่อยู่ตรงประตู “ท่านหญิง! รีบออกไปเร็ว!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานจึงรู้สึกตัว รีบหมุนตัวออกจากห้องนั้นทันที ตามด้วยหมิงจูที่พาฟางจื่อหลานและกัวหรูหานวิ่งออกจากห้องรับรอง พอปิดประตูเสร็จ ก็ได้ยินเสียงคำรามดังมาจากด้านใน
กัวหรูหานได้ยินเสียงเหล่านั้น จึงซุกหน้าเข้ากับอ้อมอกของฟางจื่อหลานอย่างแรง ร้องไห้สะอื้นด้วยความหวาดกลัว
หลี่เยว่หานไม่กล้ารอช้า สั่งให้หมิงจูล็อกประตูห้องรับรอง อุ้มกัวหรูหาน สั่งให้ผู้ดูแลคอยดูแลเด็กสาวเหล่านี้ แล้วรีบออกจากลานเรือนนั้นอย่างรวดเร็ว
เดินมาได้พักใหญ่ จนไม่ได้ยินเสียงคำรามน่ากลัวแล้ว หลี่เยว่หานจึงถือโอกาสหยิบน้ำพุหนึ่งหยดจากพื้นที่หลิงฉวนมาหยดที่ริมฝีปากของกัวหรูหาน กัวหรูหานจึงค่อย ๆ หยุดร้องไห้
หลังจากหลี่เยว่หานจัดการให้คนพากัวหรูหานไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว หมิงจูก็พานางมาที่ห้องโถงใหญ่ หลี่เยว่หานจึงได้เห็นชัดว่าเด็กหญิงอายุแปดขวบผู้นี้หน้าตาน่ารักเพียงใด
“ท่านป้า” กัวหรูหานเพิ่งเข้ามาก็โค้งคำนับแบบชนชั้นสูงให้ฟางจื่อหลาน จากนั้นก็หันไปคำนับขอบคุณหลี่เยว่หาน “คงเป็นฮั่นหรงฟูเหริน ขอบคุณฮั่นหรงฟูเหรินที่ช่วยชีวิตข้า!”
“ไม่เป็นไร เจ้ากินอะไรหน่อยเถอะ” หลี่เยว่หานถอนหายใจ เด็กหญิงผู้นี้คงหนีไม่พ้นโชคร้าย…
“ไม่เจ้าค่ะ” กัวหรูหานส่ายหน้า “ตอนนี้ข้าเป็นคนไม่บริสุทธิ์แล้ว ข้าเพียงอยากบอกเรื่องที่ข้ารู้ให้ท่านหญิงทั้งสองฟัง หวังว่าท่านหญิงจะแก้แค้นให้พวกเราที่ถูกจับตัวมาอย่างไม่เป็นธรรม”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟางจื่อหลานก็รู้สึกเจ็บปวดจนแทบขาดใจ รีบดึงกัวหรูหานมา พลางเช็ดน้ำตาพูดว่า “เจ้ายังเด็กนัก จะว่าไม่บริสุทธิ์ได้อย่างไร ฟังคำท่านป้ากับพี่สาวเถอะ กินอะไรดี ๆ หน่อย มีชีวิตอยู่ถึงจะมีความหวัง!”
กัวหรูหานกลับมีสีหน้าเรียบเฉย ดูสงบนิ่งอย่างมาก นางยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้ฟางจื่อหลาน พูดเสียงเรียบว่า “ท่านป้า ข้าเป็นเด็กคนสุดท้ายที่ถูกพวกเขาจับเข้าไปในวังใต้ดิน แม้จะถูกบังคับให้กินยาพวกนั้นมาสองเดือน แต่เพราะร่างกายข้าไม่แข็งแรงมาตั้งแต่เด็ก ยาพวกนั้นจึงส่งผลกับข้าไม่มากนัก แต่ข้ารู้ดีว่าร่างกายข้าถึงขีดจำกัดแล้ว หากไม่รีบเล่าเรื่องที่รู้ออกมา ข้าคงต้องเอาความลับนี้ติดตัวลงโลง”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ขณะที่หลี่เยว่หานกำลังจะพูดปลอบใจอะไรสักอย่าง หมิงจูก็ก้มตัวลงกระซิบข้างหูหลี่เยว่หานว่า “ท่านหญิง เมื่อครู่ตอนที่บ่าวรับใช้คุณหนูกัวอาบน้ำ นางอาเจียนเป็นเลือดหลายครั้ง ทั้งตัวมีแต่บาดแผล ส่วนด้านล่างยิ่งน่ากลัว บ่าวได้แอบจับชีพจรคุณหนูกัว เป็นดังที่นางว่าจริง นางเหลือเวลาไม่มากแล้ว”
“สามเดือนก่อน” กัวหรูหานจับมือฟางจื่อหลาน ใบหน้าเล็ก ๆ เย็นชา เล่าอย่างช้า ๆ ว่า “ข้าตามพี่สาวไปสั่งทำเครื่องประดับที่ร้านหรูอี้เก๋อ หลังจากเลือกลวดลายและนัดเวลารับของกับช่างทำเครื่องประดับแล้วก็กลับบ้าน ระหว่างทางรถม้าเสียโดยไม่ทราบสาเหตุ ข้ากับพี่สาวจึงเดินกลับบ้านพร้อมกับสาวใช้”
“ตอนนี้นึกย้อนกลับไป การที่รถม้าเสียครั้งนั้นช่างแปลกประหลาด เพราะรถม้าของจวนพวกข้าทุกครั้งที่ออกไปข้างนอก คนดูแลรถม้าจะตรวจสอบก่อนเสมอ แต่ครั้งนั้นกลับเสียอย่างไร้เหตุผล”
“สองเดือนก่อน ร้านหรูอี้เก๋อส่งคนมาแจ้งว่าเครื่องประดับที่ข้ากับพี่สาวสั่งทำเสร็จแล้ว แต่เดิมพี่สาวตั้งใจจะไปรับพร้อมข้า แต่วันนั้นคู่หมั้นของพี่สาวมาเยี่ยมท่านพ่อท่านแม่พอดี พี่สาวจึงอยู่บ้าน มีแค่ข้าคนเดียวที่ไป”
“พอเข้าประตูใหญ่ร้านหรูอี้เก๋อ ข้าก็ได้กลิ่นหอมประหลาด พอรู้สึกตัวอีกที ก็อยู่ในวังใต้ดินแล้ว”