ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 367 วุ่นวายที่จวนขุนพล
บทที่ 367 วุ่นวายที่จวนขุนพล
หน้าประตูใหญ่จวนขุนพล
เมื่อหมิงจูปรากฏตัวพร้อมกับหลี่เยว่หาน บรรดาสตรีที่นำโดยจี้ซินเยว่ต่างพากันตื่นตัวและส่งเสียงด่าทอวุ่นวาย จนทำให้หลี่เยว่หานแทบจะฟังไม่ได้ศัพท์ พวกนางต่างกระตือรือร้น หากไม่ใช่เพราะทหารรักษาการณ์ถือหอกยาวขวางกั้นอยู่ และกลัวว่าจะได้รับบาดเจ็บ พวกนางคงบุกเข้ามาในจวนแล้ว
เฮ่อเจิ้งเทียนเห็นหลี่เยว่หานขมวดคิ้วแน่น จึงก้าวออกมาข้างหน้าแล้วใช้เปล่งเสียงตะโกนว่า “พวกเราได้นำท่านหญิงออกมาแล้ว หากพวกเจ้ามีธุระอันใด ก็ค่อย ๆ พูดทีละคน ทุกคนล้วนมีฐานะ ไม่จำเป็นต้องส่งเสียงอึกทึกเช่นนี้!”
เฮ่อเจิ้งเทียนมีพลังภายในแข็งแกร่ง เหล่าท่านหญิงทั้งหลายที่ยืนอยู่หน้าประตูล้วนเป็นสตรีอ่อนแอไร้วรยุทธ์ ต่างถูกแรงสั่นสะเทือนจากเสียงของเขาจนหูอื้อไปชั่วขณะ เสี้ยววินาทีนั้นเสียงอึกทึกก็เบาลง
เมื่อพวกนางพากันปิดปากเงียบ หลี่เยว่หานจึงค่อย ๆ กล่าวว่า “ไม่ทราบว่าวันนี้ทุกท่านมาก่อความวุ่นวายหน้าจวนขุนพลของข้าอย่างไร้มารยาทเช่นนี้ เพื่อเรื่องใดกัน?”
จี้ซินเยว่เป็นผู้นำอย่างชัดเจน แม้หลี่เยว่หานจะไม่เข้าใจว่าทำไมจี้ซินเยว่ที่ชื่อเสียงย่ำแย่ถึงเพียงนี้ ยังสามารถรวบรวมและคบหาสมาคมกับบรรดาสตรีผู้สูงศักดิ์ในเมืองหลวงได้แน่นแฟ้น
“หลี่เยว่หาน เจ้าอย่ามาแกล้งโง่!” จี้ซินเยว่พูดด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว “ก่อนหน้านี้เจ้าระดมทุนสร้างหมู่บ้านผู้อพยพใหม่ ทุกคนต่างบริจาคเงินไปไม่น้อย แล้วแต่ตอนนี้เล่า? ผ่านไปเกือบครึ่งเดือนแล้ว ทั้งที่เมืองหลวงก็ปิดประตู หมู่บ้านผู้อพยพสร้างเสร็จแล้วหรือยัง?”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น หลี่เยว่หานขมวดคิ้วแน่นทันที “เจ้าก็รู้ว่าเมืองหลวงปิดประตู การสร้างหมู่บ้านผู้อพยพใหม่ย่อมต้องระงับไว้ชั่วคราว”
“นั่นสิ” จี้ซินเยว่พูดด้วยน้ำเสียงดังอย่างไม่ปิดบังความภาคภูมิใจ “เจ้าแสร้งทำเป็นมีเมตตา แล้วจะให้พวกข้าที่เป็นผู้บริจาคทำอย่างไร? พวกข้าแค่อยากทำความดี แต่กลับถูกเจ้าหลอก ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าสภาพหมู่บ้านผู้อพยพเป็นอย่างไร นี่มันไม่ใช่การทอดทิ้งชีวิตผู้คนแล้วจะเป็นอะไร!”
“พูดเช่นนี้ เฉินฟูเหรินคิดว่าในสถานการณ์ที่เมืองหลวงปิดตายและอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ข้าจะสามารถเข้าออกเมืองได้อย่างอิสระเพื่อนำข่าวคราวของหมู่บ้านผู้อพยพมาบอกพวกท่านอย่างนั้นหรือ?” หลี่เยว่หานเยาะหยัน “เฉินฟูเหรินช่างไม่เห็นความสำคัญของการป้องกันเมืองหลวงเลย อีกอย่าง ในช่วงที่ทั้งเมืองอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ฝ่าบาทได้ส่งทหารจากค่ายทหารชานเมืองไปคุ้มครองหมู่บ้านผู้อพยพที่สร้างไปแล้วครึ่งหนึ่ง หรือว่าเฉินฟูเหรินคิดว่าการตัดสินพระทัยของฝ่าบาทไม่เหมาะสม?”
“อย่ามาพูดเลี่ยงไปเลี่ยงมา! เจ้ารู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าสถานการณ์ในเมืองหลวงจะเปลี่ยนแปลง จึงได้เสนอเรื่องสร้างหมู่บ้านผู้อพยพขึ้นมาอย่างกะทันหัน!” จี้ซินเยว่พูดอย่างดุร้าย “ไม่เช่นนั้นทำไมจึงบังเอิญนัก เพิ่งสร้างหมู่บ้านผู้อพยพได้แค่ครึ่งเดือนก็เกิดเรื่องใหญ่ที่คุกใต้ดินร้านหรูอี้เก๋อ และที่บังเอิญยิ่งกว่านั้นคือร้านจือเป่าจายที่ขัดแย้งกับหรูอี้เก๋อยังเป็นกิจการของตระกูลหลิ่วจากอำเภอหย่งอันของเจ้าอีก! เจ้ากำลังวางแผนหลอกเอาเงินชัด ๆ! แถมยังทำให้ชีวิตผู้คนในหมู่บ้านผู้อพยพต้องตกอยู่ในอันตราย!”
หลี่เยว่หานมองดูจี้ซินเยว่สีหน้าไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ
ในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ผ่านไป หลี่เยว่หานได้รับรู้ถึงตัวตนของเหล่าท่านหญิงที่จี้ซินเยว่พามาจากคำกระซิบของหมิงจูเกือบหมดแล้ว ซึ่งหมิงจูเป็นคนที่จงเจิ้งอวี่ฝึกฝนมา ก่อนจะส่งมาอยู่ข้างกาย หลี่เยว่หานจึงรู้จักเหล่าขุนนางในเมืองหลวงเป็นอย่างดี
บังเอิญว่าเหล่าท่านหญิงที่จี้ซินเยว่พามานั้น ล้วนเป็นครอบครัวที่แอบพาบุตรสาวกลับจากจวนขุนพล ซึ่งไม่กี่วันต่อมาก็มีข่าวการตายของพวกนาง บางคนลือกันว่าทนความอับอายไม่ไหวจึงฆ่าตัวตาย บ้างก็ว่าป่วยหนักจนเสียชีวิต หรือบางรายก็บอกแค่ว่าพบศพ
สำหรับคนพวกนี้ หลี่เยว่หานไม่มีความรู้สึกดี ๆ ให้แม้แต่น้อย
“ทำไมไม่พูดอะไรเลย คงจะรู้สึกผิดที่ข้าพูดถูกใช่ไหม!” จี้ซินเยว่เห็นหลี่เยว่หานจ้องมองนางกับเหล่าท่านหญิงที่อยู่ด้านหลัง จึงยิ่งเชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งผยอง “ก็บอกแล้วว่าคนบ้านนอกไม่เคยเห็นโลก พยายามหาทางกอบโกยเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง ทำอะไรสกปรก น่าอับอายจริง ๆ!”
ได้ยินคำพูดนั้น หลี่เยว่หานเลิกคิ้วพลางกล่าว “คำพูดของเฉินฟูเหรินช่างแปลกประหลาด เงินที่ใช้สร้างหมู่บ้านผู้อพยพใหม่ล้วนมาจากการบริจาคของแต่ละครอบครัวที่จดทะเบียนไว้ที่ศาลประจำเมือง แล้วจะกลายเป็นว่าข้ากอบโกยเงินเข้ากระเป๋าตัวเองได้อย่างไรกัน ตอนที่ข้าเสนอให้สร้างหมู่บ้านผู้อพยพใหม่ ข้ายังบริจาคเงินที่เจ้าชดเชยให้ข้าทั้งหมด และยังบริจาคเพิ่มอีกหนึ่งแสนตำลึง หรือว่าเฉินฟูเหรินจะบอกว่าท่านผู้พิพากษาศาลประจำเมืองสมรู้ร่วมคิดกับข้าอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่ได้ ๆ การใส่ร้ายขุนนางราชสำนักเป็นความผิดตามกฎหมายตงฮั่น เฉินฟูเหรินต้องระวังคำพูดให้ดี” หลี่เยว่หานพูดจบก็หรี่ตายิ้มให้ทันที
อยู่ในเมืองหลวงมาก็ไม่น้อยแล้ว หลี่เยว่หานผ่านเรื่องน้อยใหญ่มามากมาย ตอนแรกอาจจะยังเกรงใจจี้ซินเยว่อยู่บ้าง แต่ตอนนี้นางมองจี้ซินเยว่เหมือนตัวตลกพยายามทำตัวเองรนหาที่ตายเพราะความรักไม่สมหวัง
“เจ้าพูดจาอะไรเหลวไหล!” จี้ซินเยว่ดูเหมือนจะเตรียมพร้อมมาแล้วว่าหลี่เยว่หานจะพูดถึงท่านผู้พิพากษา จึงรีบพูดอย่างดูแคลนว่า “ท่านผู้พิพากษาเป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์ ย่อมไม่ไร้ยางอายเหมือนเจ้าหรอก!”
“เฉินฟูเหรินโปรดระวังคำพูดด้วย ท่านหญิงของพวกเรามีฐานะสูงส่ง หากท่านด่าทอท่านหญิงของพวกเราเช่นนี้ เกรงว่าจะจบไม่ดี” เฮ่อเจิ้งเทียนที่เงียบมาตลอดเอ่ยเตือนเสียงเรียบ “เฉินฟูเหรินกล่าวหาว่าท่านหญิงของพวกเราโกง งั้นเชิญเฉินฟูเหรินแสดงหลักฐานมา”
เห็นจี้ซินเยว่จ้องมองเฮ่อเจิ้งเทียนอย่างเดือดดาล แล้วด่าว่า “เป็นแค่สุนัขเฝ้าประตู ยังกล้ามาเถียงข้า! อยากได้หลักฐานใช่ไหม มา! พาคนมาให้ข้า!”
พอเสียงของจี้ซินเยว่ขาดคำ หลิ่วเทียนเสียงถูกมัดตัวแล้วพาออกมาจากฝูงชนทันที ก่อนที่หลี่เยว่หานจะทันได้โต้ตอบ จี้ซินเยว่ก็เชิดหน้าพูดขึ้นก่อน “หานหรงฟูเหรินคงจะจำท่านหลิ่วผู้นี้ได้กระมัง เขาเป็นบิดาบุญธรรมของเจ้านี่”
“จี้ซินเยว่ เจ้าต้องการทำอะไรกันแน่!” หลี่เยว่หานสีหน้าเคร่งขรึม หลิ่วเทียนเสียงดูทรุดโทรม บนใบหน้ามีรอยช้ำ เห็นได้ชัดว่าถูกทำร้าย ถ้าตอนแรกหลี่เยว่หานคิดว่าจี้ซินเยว่แค่มาหาเรื่องนาง แต่พอเห็นหลิ่วเทียนเสียง หลี่เยว่หานก็โกรธจริง ๆ
“ข้าแค่พาท่านหลิ่วมาให้หานหรงฟูเหรินดูเท่านั้น หลังจากนี้เขาก็จะถูกส่งเข้าคุก” จี้ซินเยว่พูดพลางยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “อ้อใช่ หานหรงฟูเหริน ช่วงนี้คงยุ่งอยู่กับการแสร้งทำตัวเป็นนักบุญ อาจจะยังไม่รู้ว่าคดีคุกใต้ดินของเหล่ยอี้ ท่านผู้พิพากษามีงานล้นมือ ตระกูลหลิ่วจึงอาสาช่วยศาลประจำเมืองจัดการบัญชีการสร้างหมู่บ้านผู้อพยพ ทั้งเมืองหลวงระดมทุนให้หมู่บ้านผู้อพยพได้กว่าสองล้านตำลึง แต่ตระกูลหลิ่วทำการทุจริต โกงเงินไปหนึ่งล้านตำลึง ท่านผู้พิพากษารับคดีนี้ไปแล้ว ข้าก็แค่หวังดี คิดว่าตระกูลหลิ่วเป็นญาติบุญธรรมของหานหรงฟูเหริน จึงตั้งใจพาท่านหลิ่วมาให้หานหรงฟูเหรินได้เห็นหน้า”
จี้ซินเยว่พูดจบก็โบกมือด้วยท่าทางภาคภูมิใจทันที “เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่หานหรงฟูเหรินได้ดูแล้ว ก็พาท่านหลิ่วไปส่งที่ศาลประจำเมืองเถอะ”
คนที่คุมตัวหลิ่วเทียนเสียงกำลังจะรับคำสั่งแล้วจากไป หลี่เยว่หานก็เอ่ยเสียงดังขึ้นทันทีว่า “เฮ่อเจิ้งเทียน พาทหารประจำจวนไปส่งท่านหลิ่วที่ศาลประจำเมืองด้วย!”
“โอ้ หานหรงฟูเหรินคิดจะเห็นแก่ความถูกต้องจนถึงขั้นทำลายความสัมพันธ์ทางสายเลือดเชียวหรือ?” จี้ซินเยว่ยกมือปิดปากหัวเราะเบา ๆ “น่าเสียดายนะ ผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับคดีได้ ดังนั้นหานหรงฟูเหรินคงต้องผิดหวังแล้วล่ะ”
“เฉินฟูเหริน พูดผิดแล้ว” หลี่เยว่หานมองหน้าจี้ซินเยว่อย่างเยือกเย็นพลางกล่าวว่า “ข้ากับตระกูลหลิ่วไม่เคยมีความสัมพันธ์กันทางสายเลือดมาก่อน ดังนั้นข้าจึงยังสามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้”
“แต่เจ้าเป็นบุตรบุญธรรมของตระกูลหลิ่วนะ!”
“ข้าไม่ได้ปฏิเสธประเด็นเรื่องนั้น ข้าแค่บอกว่าไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด” หลี่เยว่หานจ้องมองจี้ซินเยว่นิ่ง ดวงตาเต็มไปด้วยประกายเยียบเย็น