ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 372 ท่านหญิงสกุลจี้ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อลูกสาว
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 372 ท่านหญิงสกุลจี้ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อลูกสาว
บทที่ 372 ท่านหญิงสกุลจี้ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อลูกสาว
เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่เยว่หานเพิ่งชำระล้างร่างกายเสร็จ ก็ได้ยินหมิงจูรีบร้อนมารายงานว่าท่านหญิงสกุลจี้มาก่อเรื่องที่จวนสกุลหลิ่วแล้ว
“หมิงจูเกิดอะไรขึ้น” หลี่เยว่หานขมวดคิ้วถาม “ท่านหญิงสกุลจี้คือมารดาของจี้ซินเยว่ใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว!” หมิงจูพยักหน้ารับ “แต่เช้าวันนี้ ท่านหญิงสกุลจี้ถือดาบมายืนอยู่หน้าจวนสกุลหลิ่ว หากไม่ใช่เพราะเมื่อวานพวกเราให้ทหารยืนเฝ้าไว้ นางคงบุกเข้าประตูไปพร้อมดาบนั่นแล้ว!”
“ท่านหญิงสกุลจี้? ถือดาบหรือ?” หลี่เยว่หานทำหน้างุนงง “นางรู้วิชายุทธ์ด้วยหรือ?”
“ท่านหญิงสกุลจี้มาจากตระกูลแม่ทัพ บิดาของนางเคยเป็นแม่ทัพใหญ่ที่ปกครองดินแดนหนึ่ง ย่อมต้องรู้วิชายุทธ์บ้างเป็นธรรมดา” หมิงจูกล่าว “ท่านหญิงสกุลจี้ยืนตะโกนเรียกชื่อนายท่านหลิ่วอยู่หน้าจวนสกุลหลิ่ว บอกว่านายท่านหลิ่วลวนลามนาง ลูกสาวของนางมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้แต่กลับถูกใส่ร้าย ต้องการให้นายท่านหลิ่วชี้แจง ไม่เช่นนั้นจะยื่นฟ้องต่อฝ่าบาท ขอให้ฝ่าบาททรงตัดสินความให้พวกนาง!”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น หลี่เยว่หานถึงกับรู้สึกปวดหัวอย่างหนัก
แม่ลูกสกุลจี้ช่างเก่งกาจไม่แพ้กัน เมื่อวานลูกสาวเพิ่งก่อเรื่องใหญ่ที่จวนขุนพล วันนี้มารดาก็ถือดาบมาก่อเรื่องที่จวนสกุลหลิ่ว เมื่อวานลูกสาวกล่าวหาว่าหลิ่วเทียนเสียงยักยอกเงินบริจาค หลี่เยว่หานไม่ให้ความเป็นธรรม วันนี้มารดามาบอกอีกว่าหลิ่วเทียนเสียงลวนลามนาง หลิ่วเทียนเสียงใส่ร้าย แม่ลูกคู่นี้ช่างเพิ่มสีสันให้กับเมืองหลวงที่กำลังอยู่ในภาวะกฎอัยการศึกได้ไม่น้อย
“ไปจวนสกุลหลิ่วกัน!” หลี่เยว่หานแต่งตัวเสร็จอย่างรวดเร็วก่อนจะพาหมิงจูออกจากประตูไป
เมื่อนางนั่งรถม้ามาถึงหน้าจวนสกุลหลิ่ว ท่านหญิงสกุลจี้ยังคงยืนอยู่หน้าจวน ไม่ได้บุกเข้าไป เพียงแค่ถือดาบยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าเย็นชาจ้องมองประตูใหญ่ของจวนสกุลหลิ่วที่ถูกปิดแน่นหนา มีท่าทางสง่างามไม่แพ้บุรุษ
“ท่านหญิงหานรง มาถึงเร็วจริง!” ท่านหญิงสกุลจี้เห็นหลี่เยว่หานที่กำลังท้องแก่เดินลงจากรถม้า จึงเอ่ยด้วยพลางส่งยิ้มเย็นชา “หากไม่รู้ข้าคงคิดว่าท่านหญิงตั้งใจจะมาล้างบางสายโลหิตตัวเองอีกครั้งเพื่ออ้างคุณธรรมเสียอีก”
หลังจากได้ยินคำพูดนั้น หลี่เยว่หานกลับไม่รีบร้อน หลังจากลงจากรถม้าและยืนมั่นคงแล้ว นางก็ค่อย ๆ กล่าวว่า “วาจาของท่านหญิงแปลกประหลาดนัก ข้าเพียงได้ข่าวมาว่าท่านหญิงสกุลจี้ถือดาบมาขวางหน้าจวนสกุลหลิ่ว ด่าว่าท่านพ่อบุญธรรมของข้ากลางถนน ทั้งไม่คำนึงถึงเกียรติยศหรือฐานันดรใด ๆ ข้าคิดว่าท่านหญิงสกุลจี้คงเหนื่อยไม่น้อย ข้าจึงนำขนมและน้ำมาส่งให้ท่านหญิงสกุลจี้ เพื่อจะได้มีแรงก่อเรื่องต่อไปอีกสักพัก”
พูดจบ หลี่เยว่หานยกมือเบา ๆ ทันใดนั้นคนรับใช้หลายคนกรูเข้ามาจากทั่วทุกสารทิศ นำโต๊ะเก้าอี้มาวางข้างท่านหญิงสกุลจี้ จากนั้นน้ำชาร้อนกรุ่นและขนมสดใหม่ก็ถูกนำมาจัดวางตรงหน้าอย่างนอบน้อม
ท่านหญิงสกุลจี้อายุมากแล้ว แต่จิตใจยังคงหนักแน่นมั่นคงกว่าสตรีเยาว์วัยเช่นจี้ซินเยว่ เมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า นางกลับไม่มีทีท่าหวั่นไหวแม้แต่น้อย “ข้าไม่กล้าแตะต้องของกินที่ท่านหญิงหานรงส่งมาหรอก หากมีสิ่งใดเจือปนอยู่ข้างใน ด้วยวัยเช่นข้าแล้ว ข้าเกรงว่าร่างกายของข้าจะรับไม่ไหว”
หลี่เยว่หานคาดการณ์ไว้แล้วว่าท่านหญิงสกุลจี้จะพูดเช่นนี้ ดังนั้นขณะที่ท่านหญิงสกุลจี้กำลังพูดอยู่ นางจึงก้าวไปข้างหน้า พร้อมกับชิมน้ำชาและขนมที่ตนจัดวางไว้ทั้งหมด จากนั้นก็หยิบกาน้ำชาที่วางอยู่ข้าง ๆ รินชาให้ท่านหญิงสกุลจี้หนึ่งถ้วย นางยิ้มพลางกล่าวว่า “ดูสิ ข้ายังกล้าลิ้มรสเอง ย่อมไม่มีสิ่งใดเจือปนอยู่แน่นอน ท่านหญิงสกุลจี้นี่ช่างเอาใจคนต่ำทรามมาตัดสินผู้ยึดถือคุณธรรมเสียจริง ข้าชักนึกสงสารท่านเสียแล้ว”
“แค่สามัญชนผู้ต่ำต้อย ยังกล้าอาจเอื้อนคำอวดอ้างคุณธรรม!” ท่านหญิงสกุลจี้ไม่ยอมรับ “เอาแต่พร่ำพูดถึงพ่อบุญธรรมของเจ้าไม่หยุดปาก เจ้ารู้หรือไม่ว่าท่านพ่อบุญธรรมของเจ้าเคยข่มเหงแม่ลูกของข้าผู้ไร้ที่พึ่ง เมื่อไม่กี่วันก่อนที่หอเหวินเซียง เขายังกล้าลวนลามข้าต่อหน้าผู้คนทั้งหอ! แต่เดิมข้าก็คิดจะอดกลั้น ไม่ปรารถนาจะสร้างเรื่อง ทั้งยังห้ามซินเยว่ไม่ให้แตะต้องเขา เพราะเห็นว่าเป็นคนจากแดนไกล ไม่รู้จักกฎบ้านกติกาเมือง แต่ซินเยว่ของข้านั้นสงสารที่ข้าต้องทนถูกรังแก อีกทั้งโชคชะตานำพาให้ล่วงรู้เรื่องที่ไอ้หลิ่วเทียนเสียงนั่นยักยอกเงินบริจาค เมื่อวานซินเยว่จึงจับตัวส่งทางการ แต่ไม่คิดว่าจะถูกท่านหญิงหานรงผู้สูงศักดิ์อย่างเจ้าขัดขวางไว้ คนอย่างเจ้า มีสิทธิ์อันใดมาขึ้นเสียงอวดธรรมคุณ!”
แม้ไม่ต้องให้ท่านหญิงสกุลจี้เอื้อนเอ่ยวาจาใด หลี่เยว่หานก็รู้ได้ทันทีว่าท่านหญิงสกุลจี้มาเพื่อปกป้องจี้ซินเยว่ แต่เมื่อได้ยินท่านหญิงสกุลจี้สาธยายเรื่องราวลอย ๆ ไร้ซึ่งหลักฐาน กลับสามารถบิดเบือนข้อเท็จจริงด้วยท่าทีมั่นใจไม่แพ้ผู้กล่าวธรรมบนธรรมาสน์ หลี่เยว่หานถึงกับอดไม่ได้ที่จะรู้สึกชื่นชมอยู่ลึก ๆ ในใจ
ตามที่นางรู้มา ก่อนเกิดเหตุการณ์ที่พระราชวังใต้ดินหอรุ่ยอี้ ท่านหญิงสกุลจี้เคยเสด็จไปมาหาสู่ที่หอเหวินเซียงอยู่บ่อยครั้ง นางหลงใหลในกลิ่นหอม และการปรุงน้ำหอมมากมายในหอเหวินเซียงดึงดูดใจนางมาก จึงมิใช่เรื่องแปลกที่นางจะเสด็จเยี่ยมเยียนเป็นประจำ ด้วยความหลงใหลในมนต์เสน่ห์แห่งหอเหวินเซียง
ส่วนเรื่องที่หลิ่วเทียนเสียงประกอบกิจการของตัวเองพร้อมกับช่วยหลี่เยว่หานดูแลกิจการ ไม่ใช่ความลับในเมืองหลวง เขาเคยพบปะกับท่านหญิงสกุลจี้ที่หอเหวินเซียงและเคยพูดคุยกันสองสามครั้ง บัดนี้ท่านหญิงสกุลจี้จงใจกล่าวหาว่าหลิ่วเทียนเสียงลวนลามนางที่หอเหวินเซียง ชัดเจนว่านางยอมเสียหน้าเพื่อช่วยจี้ซินเยว่เอาคืนหลี่เยว่หานสักตั้ง
หากเรื่องวันนี้แพร่สะพัดออกไป เรื่องยักยอกเงินบริจาคย่อมไม่น่าซุบซิบเท่าเรื่องนี้ เมื่อถึงเวลานั้น ไม่ว่าผลสอบสวนสุดท้ายจะเป็นว่าหลิ่วเทียนเสียงยักยอกเงินบริจาคหรือไม่ ทุกคนก็ไม่สนใจแล้ว จะสนใจแต่เรื่องที่หลิ่วเทียนเสียงลวนลามมารดาผู้อื่นเท่านั้น
ในฐานะคนยุคหลัง หลี่เยว่หานรู้ดีถึงอำนาจของซุบซิบจึงปรายตามองด้วยรอยยิ้มบาง ๆ “ท่านหญิงสกุลจี้ระวังคำพูดด้วย ทุกครั้งที่ท่านเข้าออกหอเหวินเซียง ล้วนมีสาวใช้และคนรับใช้ห้อมล้อมรอบกายเสมอ ท่านพ่อบุญธรรมของข้าแค่มาตรวจบัญชีที่หอเหวินเซียงของข้าทุกสิบห้าวันเท่านั้น จะบังเอิญพบท่านที่ไม่ได้พาสาวใช้และคนรับใช้มา โดยมีเพียงท่านหญิงเฉินมาด้วยได้อย่างไร?”
“อีกอย่าง หอเหวินเซียงมีห้องแยกเฉพาะสำหรับแขกผู้มาเยือนเพื่อชมกลิ่นหอม แต่ห้องนั้นต้องจองล่วงหน้าเสียก่อน หากแขกสตรีจองห้องชมกลิ่นหอม บรรดาชายที่ทำงานในหอเหวินเซียงจะหลีกไป เปลี่ยนเป็นสตรีมาต้อนรับ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้รักกลิ่นหอมทั้งหลาย ดังนั้นที่ท่านหญิงสกุลจี้บอกว่าท่านพ่อบุญธรรมของข้าลวนลามท่านตอนที่ท่านมาที่หอเหวินเซียง ฟังดูช่างเหลือเชื่อเหลือเกิน”
ท่านหญิงสกุลจี้เลิกคิ้ว หรี่ตาด้วยความไม่พอใจ “อย่ามาพูดอ้อมค้อม ข้าจะเอาหน้าตัวเองมาใส่ร้ายไอ้หลิ่วเทียนเสียงนั่นเพื่อเหตุใดกัน! หลี่เยว่หาน อย่าคิดว่าได้ตำแหน่งสูงศักดิ์แล้วจะเดินข่มผู้อื่นในเมืองหลวงได้ เจ้าลองสืบดูสิว่า สตรีผู้มีหน้ามีตาในเมืองหลวงคนไหนบ้างที่ไม่รักษาชื่อเสียงของตน!”
“เช่นนั้น การที่วันนี้ท่านชักดาบมาขวางหน้าบ้านท่านพ่อบุญธรรมของข้า นับว่าเป็นการรักษาหน้าตาอย่างที่ว่าไว้หรือ?” หลี่เยว่หานสบตาท่านหญิงสกุลจี้พร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ไม่อาจไว้ใจได้ ทุกถ้อยคำของนางล้วนซ่อนกับดักร้ายไว้ในทุกวรรคตอน
“หึ พูดจาหว่านล้อมเสียจริง!” ท่านหญิงสกุลจี้ไม่สะทกสะท้านต่อกับดักนั้น เพียงแค่แค่นเสียงเย็นชา พลางหันหลังไม่เหลียวแลหลี่เยว่หานอีก จากนั้นตะโกนเสียงกร้าวใส่ประตูใหญ่ตระกูลหลิ่วด้วยความโกรธแค้น “หลิ่วเทียนเสียง! ไอ้คนขี้ขลาด ลูกสาวข้าออกหน้าแก้แค้นให้ข้า กลับถูกบุตรสาวบุญธรรมของเจ้าทำให้ป่วยต้องนอนซม เจ้าอวดอ้างว่ามีชื่อเสียงเลื่องลือในอำเภอหย่งอันนั้นกระจอกงอกง่อย แต่พอมาถึงเมืองหลวง มาถึงแดนใต้ฝ่าพระบาท กลับทำตัวเป็นเต่าหดหัวไร้ค่า!”
“หลิ่วเทียนเสียง ข้าขอบอกเจ้าไว้ หากเจ้าไม่ออกมาขอโทษข้า ข้าจะมายืนเฝ้าหน้าจวนตระกูลหลิ่วของเจ้าทุกวัน อย่างไรข้าก็ไม่มีสามีแล้ว ลูกสาวคนเดียวก็ถูกบุตรสาวบุญธรรมตระกูลหลิ่วของพวกเจ้าทำให้ป่วย ข้าขอสาบานว่าแม้ต้องแลกด้วยชีวิตก็จะเอาความยุติธรรมจากเจ้าให้ได้! มิเช่นนั้นใครก็อยู่เป็นสุขไม่ได้!”