ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 38 หวังเฟิ่งตามมาหาถึงที่แล้ว!
บทที่ 38 หวังเฟิ่งตามมาหาถึงที่แล้ว!
เอาพริกป่าตากแห้งให้สะใภ้หลิว แล้วสอนนางว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถนำมาใช้ทำอาหารโดยใช้น้ำมันให้น้อยที่สุดเสร็จแล้ว สะใภ้หลิวก็กลับเรือนตนเองไปด้วยความพึงพอใจ
ยามนั้น หลิงซีก็เหนื่อยแล้ว ผล็อยหลับไปบนเก้าอี้เอนหลังในห้องครัวที่หลี่เยว่หานจัดเตรียมไว้สำหรับนางโดยเฉพาะ
หลี่เยว่หานกำลังใคร่ครวญว่าพริกป่าก็ปลูกแล้ว ต่อไปควรปลูกอะไรดีจึงจะสามารถทำเงินได้ ชั่วขณะนั้นพลันจมดิ่งอยู่ในภวังค์
ในเมื่อเธอตั้งใจว่าจะพึ่งพาความรู้ที่มีอยู่หาเงินมาใช้หนี้และสร้างเนื้อสร้างตัว เช่นนั้นเธอก็ไม่อาจปลูกผักอย่างเดียวได้เช่นนี้ จะอย่างไรการปลูกผักไปขายก็หาเงินได้ไม่มาก ทั้งยังต้องใช้เวลานาน อย่าว่าแต่สองปีเลย ต่อให้เพิ่มเวลาให้เธออีกสองปีก็ไม่แน่ว่าจะหาเงินได้ถึงหนึ่งพันหนึ่งร้อยตำลึง
เมื่อคิดได้ดังนั้น สายตาของหลี่เยว่หานก็มองไปมาบนเตา ความคิดที่ยังไม่สุกงอมเต็มที่ผุดขึ้นในใจ วางแผนไว้ว่าจะลองไปถามดูก่อนว่าจะสามารถทำซีอิ๊วหรือหมักน้ำส้มสายชูได้หรือไม่ อย่างไรเสียเครื่องปรุงรสหลักของสมัยนี้ก็คือเกลือ ส่วนน้ำส้มกับซีอิ๊วเป็นเครื่องปรุงรสของคนรวย
ถ้าเป็นไปได้ บ่มเหล้าได้คือดีที่สุด และต้องเป็นเหล้าขาวดีกรีแรงด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้ นอกจากจะสามารถนำมาฆ่าเชื้อได้แล้ว ยังเป็นที่ถูกอกถูกใจของคนที่ชอบสุรารสชาติร้อนแรงอีกด้วย
จริงสิ หากสามารถหาวัตถุดิบได้ครบและย้ายมาปลูกไว้ที่ท้ายเรือน ไม่แน่ว่าอาจทำผงเครื่องเทศทั้งสิบสามชนิดออกมาได้ด้วยก็เป็นได้!
หลี่เยว่หานยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น ความกลัดกลุ้มที่ถูกเมิ่งฉีฮ่วนหลอกให้ลงนามชดใช้หนี้ก้อนโตถูกพัดหายไปจนหมด
หญิงสาวมั่นใจยิ่งนักว่าความรู้ที่ตนมีอยู่ประกอบกับประสบการณ์อันล้ำค่าจากช่วงชีวิตที่เคยเป็นอาสาสมัครหลายปีนั้น จะสามารถช่วยให้เธอหาเงินได้ในยุคสมัยนี้!
พอมีความคิดที่แน่นอนแล้ว หลี่เยว่หานก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นไม่น้อย
เมื่อมู่ชวนเลิกเรียนกลับมาก็เห็นหลี่เยว่หานฮัมเพลงที่ไม่รู้ชื่อและทำอาหารไปด้วย ท่าทางมีความสุข ต่างจากหลายวันก่อนหน้านี้ลิบลับ
“พี่สาว ข้ากลับมาแล้วขอรับ” มู่ชวนวางกระเป๋าตำราไว้บนกองฟืนหน้าห้องครัว ตอนเข้ามาในครัวยังหอบฟืนมาด้วยหลายท่อนอย่างรู้ความ
“พักก่อนสักครู่ อีกเดี๋ยวก็ได้กินข้าวแล้ว” หลี่เยว่หานเอ่ยอย่างอารมณ์ดี
วันนี้ทำโจ๊กข้าวโพดฟักทอง หลี่เยว่หานยังเติมแป้งลงไปเล็กน้อย โจ๊กที่ต้มเสร็จแล้วจึงทั้งข้นทั้งหอมจนมู่ชวนกลืนน้ำลายเสียงดังเอื๊อก
“มีใครอยู่หรือไม่?” จู่ ๆ พลันมีเสียงดังขึ้น ทั้งยังคุ้นหูอยู่หลายส่วน
หลี่เยว่หานยังนึกไม่ออก มู่ชวนก็วิ่งออกไปแล้ว “ใครมาหรือ!”
“โอ๊ะ มีเด็กจริง ๆ หรือเนี่ย!” เจ้าของเสียงคล้ายจะประหลาดใจมากที่เห็นมู่ชวน รีบร้องเสียงดังกว่าเดิมทันที “นางหนูเยว่หาน! นางหนูเยว่หานอยู่ไหม? แม่มาหาเจ้าแล้ว!”
หลี่เยว่หานที่กำลังทำอาหารอยู่ในครัวหนังศีรษะชาวาบ เป็นหวังเฟิ่งนี่นา ผู้หญิงคนนี้ตามมาหาถึงที่แล้ว?
คิดได้เช่นนี้ หลี่เยว่หานก็รีบวางไม้พาย ปิดฝาหม้อแล้วถอดผ้ากันเปื้อนเดินออกไปจากห้องครัว เพราะเกรงว่ามู่ชวนจะถูกรังแก
“ท่านมาได้อย่างไร?” หลี่เยว่หานยืนเอาตัวบังมู่ชวน มองหวังเฟิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูด้วยสีหน้าตึงเครียด
สีหน้าหญิงสาวไม่สู้ดีนัก หวังเฟิ่งกลับเดินเข้ามาในบ้านสกุลเมิ่งด้วยรอยยิ้มประจบเอาใจ ตรงมาหาหลี่เยว่หาน “ดูเจ้าเด็กคนนี้พูดเข้าสิ เจ้าออกเรือนแล้ว แม่จะมาหาเจ้าไม่ได้เลยหรือ?”
“ข้าไม่มีแม่อย่างท่าน” หลี่เยว่หานสีหน้าเย็นเยียบ ผลักมู่ชวนเข้าไปในครัวแล้วปิดประตูเอาไว้ จากนั้นก็ลากหวังเฟิ่งออกไปจากบ้านสกุลเมิ่ง “ท่านไปเถอะ ข้าไม่รู้จักท่าน!”
“เจ้าเด็กคนนี้นี่!” หวังเฟิ่งกำลังจะระเบิดอารมณ์ แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงสะกดกลั้นเอาไว้ และยังคงยิ้มแย้มดุจเดิม “ทำไมถึงพูดจาเช่นนี้เล่า ถึงข้าจะไม่ใช่แม่บังเกิดเกล้าของเจ้า แต่ก็เป็นแม่ที่เลี้ยงดูเจ้ามาตั้งแต่เล็กจนโตนะ!”
ได้ยินอย่างนั้น หลี่เยว่หานก็แค่นหัวเราะ เดินกลับเข้าเรือนแล้วปิดประตูเอาไว้ ปล่อยให้หวังเฟิ่งเคาะประตูไปโดยไม่สนใจ
เห็นหลี่เยว่หานปฏิบัติต่อตนอย่างหมดสิ้นเยื่อใยเช่นนี้ ในที่สุดความอดทนอดกลั้นของหวังเฟิ่งก็สะบั้นลง ยืนเท้าสะเอวด่าทออยู่หน้าประตูบ้านสกุลเมิ่ง “หลี่เยว่หาน! นังเด็กแพศยา! มีสามีแล้วก็ไม่สนใจคนจากบ้านเดิมแล้วใช่ไหม?”
“หลี่เยว่หาน! เจ้าออกมาเดี๋ยวนี้นะ! ข้าลำบากตรากตรำมาเยี่ยมเจ้า เจ้ากลับประเสริฐนัก ปิดประตูใส่หน้าข้า มีลูกสาวอย่างเจ้าดีเสียที่ไหน!”
“อย่าเอาแต่มุดหัวอยู่ในนั้น รีบมาเปิดประตูให้ข้า ข้าเดินมาหาเจ้าจนรองเท้าขาด เจ้ากลับทิ้งข้าไว้ข้างนอกแบบนี้ มันใช้ได้เรอะ!”
…
ไม่รู้ว่าหวังเฟิ่งผรุสวาทด่าทออยู่นานเท่าไหร่ แต่หลี่เยว่หานปิดประตูใหญ่ของเรือนแล้วยังปิดประตูห้องครัว ต่อให้เสียงดังกว่านี้แต่เสียงที่เล็ดรอดมาเข้าหูเธอได้ก็มีจำกัด
กลิ่นหอมสดชื่นของโจ๊กข้าวโพดฟักทองลอยออกไปจากห้องครัว หวังเฟิ่งแผดเสียงอยู่ข้างนอกมานานแล้ว ทั้งยังเดินมาตลอดทั้งเช้า นางหิวจนท้องไส้กิ่วไปหมด
เดิมทีคิดว่าหลี่เยว่หานคงจะเชิญตนเองเข้าไปกินข้าวสักมื้อ คิดไม่ถึงว่าหลี่เยว่หานจะใจจืดใจดำเช่นนี้ ปิดประตูเรือนแล้วทิ้งนางไว้ข้างนอก
ช่วงเวลารับประทานอาหารเที่ยงคนไม่เยอะเท่าใดนัก แต่เสียงโหวกเหวกของหวังเฟิ่งก็ดึงดูดคนมามุงดูได้ไม่น้อย
เห็นหลี่เยว่หานไม่ยอมเปิดประตูเสียทีก็มีคนพูดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
“ท่านมาจากหมู่บ้านเฮยถู่?” ไม่รู้ว่าในหมู่คนใครเป็นคนถามขึ้นเสียงดัง
หวังเฟิ่งได้ยินแล้วก็อารมณ์ขึ้นทันที “ใช่น่ะสิ! ข้าเป็นแม่ของหลี่เยว่หาน เห็นว่าเด็กคนนี้ออกเรือนมานานแล้วแต่ก็ไม่กลับไปเยี่ยมบ้านเสียที รู้สึกเป็นห่วง วันนี้จึงพักงานที่บ้านเอาไว้แล้วมาเยี่ยมนาง แต่เด็กคนนี้…เฮ้อ ลูกสาวที่ออกเรือนไปแล้วก็คือน้ำที่สาดออกไปจริง ๆ ด้วยสินะ!”
“แต่ข้าจำได้ว่าน้องเมิ่งซื้อสะใภ้เมิ่งกลับมานี่นา?” สะใภ้หลิวชอบดูเรื่องครึกครื้นมาแต่ไหนแต่ไร ตอนนี้ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับหลี่เยว่หาน ย่อมไม่มีทางช่วยคนอื่นว่าร้ายหลี่เยว่หานอยู่แล้ว
“ใช่แล้ว ข้าก็ได้ยินมาแบบนั้นเหมือนกัน ว่ากันว่าจ่ายไปหลายสิบตำลึงเชียวนะ!”
“จุ๊ ๆ สะใภ้ที่ซื้อมากับสะใภ้ที่แต่งเข้ามาย่อมไม่เหมือนกันอยู่แล้ว น้องเมิ่งจ่ายเงินซื้อมาแล้ว สะใภ้เมิ่งก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับบ้านเดิมอีก!”
ได้ยินอย่างนั้น หวังเฟิ่งก็ถลึงตา ค้ำเอวด่ากลับ “ใครว่า! ใครว่านางเด็กเยว่หานไม่เกี่ยวข้องอะไรกับบ้านเดิมอีก! ตอนแรกบอกว่ามาสู่ขอ ไม่ได้บอกว่าซื้อขาดเสียหน่อย! ตอนนี้ดีเชียวนะ นางใช้ชีวิตสุขสบายในหมู่บ้านไป๋อวิ๋น กระทั่งคนจากบ้านเดิมไม่ยอมออกมาเจอหน้าแล้ว!”
วันนี้เมิ่งฉีฮ่วนอยากอู้ ในใจยังคิดถึงเนื้อปลาต้มพริกที่หลี่เยว่หานทำเมื่อวานนี้ ดังนั้นพอเที่ยงก็กลับมาที่เรือนแล้ว
เห็นแต่ไกลว่ามีคนกำลังมุงเรือนตนเองอยู่ กังวลว่าหวังเหอฮวาอาจมาสร้างปัญหาอีกแล้ว จึงเดินผ่านผู้คนมาอย่างเร็วรี่ประหนึ่งเหินลม ยามนี้ค่อยเห็นหวังเฟิ่งที่อยู่หน้าเรือนตนเอง จึงขมวดคิ้วน้อย ๆ
“ท่านมาได้อย่างไร?” ต่อหน้าคนหมู่บ้านไป๋อวิ๋น ท่าทีของเมิ่งฉีฮ่วนจึงไม่ได้แลดูชั่วร้ายเหมือนยามอยู่ที่บ้านสกุลหลี่
ทันทีที่เห็นเมิ่งฉีฮ่วน หวังเฟิ่งก็หดคอลงโดยไม่รู้ตัว
นางอุตส่าห์สืบมาดิบดีแล้วว่าตอนกลางวันเมิ่งฉีฮ่วนมักขึ้นเขาไปล่าสัตว์ ไม่กลับมาที่เรือน ทำไมวันนี้ถึงมาเจอกันเสียได้เล่า!
ไม่สนแล้ว ถึงอย่างไรเมิ่งฉีฮ่วนก็เป็นลูกเขยของสกุลหลี่ ตนเองได้ชื่อว่าเป็นผู้อาวุโสของอีกฝ่าย จึงทำเป็นขึงขัง “ข้ามาหาลูกสาว เจ้าจะไม่ให้พบงั้นเรอะ?”