ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 386 มเหสีแห่งพระมุข
บทที่ 386 มเหสีแห่งพระมุข
ทุกคนต่างรู้เรื่องที่ว่า หลี่เยว่หานเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นท่านหญิงหานหรง ตอนนั้นจี้ซินเยว่ได้สวมชุดข้าราชการขั้นหนึ่งบุกไปถึงเรือนเล็ก ๆ ที่นางพักอยู่ชั่วคราวเพื่อสั่งสอนเรื่องกฎระเบียบ ดังนั้นเมื่อคำพูดที่เต็มไปด้วยชนวนระเบิดของหลี่เยว่หานดังออกมา หลายคนก็ใจหายวาบ
เดิมทีคิดว่าวันนี้หลี่เยว่หานจะยอมมาร่วมงานเลี้ยงที่จวนตระกูลเฉินเพราะต้องการคืนดี แต่ไม่คิดว่ายังไม่ทันเข้าประตูก็เริ่มหาเรื่องแล้ว ดูเหมือนข่าวลือที่ว่าท่านหญิงหานหรงไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำนั้นไม่ใช่แค่ข่าวลือเลยจริง ๆ
จี้ซินเยว่เห็นหลี่เยว่หานพูดจาชี้หน้าตนเองโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น จึงหัวเราะเยาะสองที แล้วกล่าวว่า “ไฉนท่านหญิงหานหรงจึงกล่าวเช่นนั้น… ในบรรดาสตรีผู้มีตำแหน่งทั้งหมด ใครเล่าจะมีฐานะสูงส่งเท่าท่าน ท่านเป็นสตรีเพียงผู้เดียวที่ได้รับพระราชทานตำแหน่งพิเศษเช่นนี้นะเจ้าคะ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนต่างเข้าใจความหมาย
จี้ซินเยว่พูดไม่ผิด หากจะเปรียบฐานะความสูงส่ง ทั่วทั้งเมืองหลวง นอกจากเชื้อพระวงศ์แล้ว ก็ไม่มีใครเทียบหลี่เยว่หานได้
อีกทั้งแม้แต่เชื้อพระวงศ์ หากไม่ใช่พระสนมชั้นเฟยขึ้นไปในวัง คนอื่น ๆ ก็เทียบเท่าหลี่เยว่หานเท่านั้น
คิดถึงตรงนี้ ผู้คนในตระกูลเฉินแม้จะรู้สึกไม่สบายใจเพียงใด ก็ต้องกดข่มเอาไว้ แล้วสวมหน้ากากยิ้มแย้มประจำตัว เริ่มประจบประแจงหลี่เยว่หาน
จี้ซินเยว่ที่ยืนอยู่ด้านข้างมองดูผู้คนในตระกูลเฉินที่แสร้งทำ รู้สึกรำคาญใจยิ่งนัก แต่ผู้อาวุโสในตระกูลเฉินก็เตือนนางแล้ว หากนางทำหน้าบึ้งตึงจากไปตอนนี้ สิ่งที่รอนางอยู่ก็คือหนังสือหย่า
มองหลี่เยว่หานที่ถูกห้อมล้อมราวกับดาวล้อมเดือน จี้ซินเยว่แทบจะฉีกผ้าเช็ดหน้าในแขนเสื้อขาด แต่สีหน้ายังคงนิ่งไม่ไหวติง ซ้ำยังแย้มยิ้มบาง ๆ
จี้ซินเยว่รู้สึกว่าตนเองใช้ความอดทนทั้งชีวิตไปหมดแล้ว!
“โอ๊ะ! แดดร้อนแล้ว ท่านหญิงหานหรง พวกเราเข้าไปคุยกันที่ห้องโถงใหญ่ดีกว่า วันนี้ตระกูลเฉินของพวกเราเชิญคณะละครหลิ่วหยวนมาแสดง ไปชมละครที่ห้องโถงใหญ่กันดีกว่า” ผู้พูดคือท่านหญิงหรวนชื่อ ภรรยาของลุงตระกูลเฉิน
หรวนชื่อมีใบหน้าที่อ่อนโยนเป็นมิตร ทำให้ผู้พบเห็นอดรู้สึกชอบไม่ได้ ดังนั้นหลี่เยว่หานจึงไม่ปฏิเสธ ปล่อยให้หรวนชื่อจูงแขนพานางไปยังห้องโถงใหญ่
วันนี้จวนเฉินคงจะมีความจริงใจแปดส่วนที่จะขอขมาหลี่เยว่หานดังนั้นห้องโถงใหญ่จึงถูกจัดแต่งอย่างงดงามสง่า และดูเหมือนว่าพวกเขากลัวหลี่เยว่หานจะเกิดอุบัติเหตุในจวนเฉิน ของตกแต่งในห้องโถงใหญ่จึงไม่มีเครื่องเคลือบ แม้แต่มุมโต๊ะก็ยังห่อหุ้มด้วยผ้านุ่มสีเดียวกัน
หลี่เยว่หานถูกหรวนชื่อลากมายังที่นั่งสูงสุด
เป็นครั้งแรกที่ได้ยืนอยู่ในตำแหน่งที่สูงส่งเช่นนี้ หลี่เยว่หานรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยและไม่ยอมนั่งลง
หรวนชื่อหัวเราะพลางดึงนางให้นั่งลง พร้อมกับพูดว่า “วันนี้ท่านเป็นตัวเอก ตัวเอกไม่นั่งที่สูงสุด แล้วจะนับเป็นตัวเอกได้อย่างไร”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หลี่เยว่หานรู้สึกระแวงขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ นางสลัดมือของหรวนชื่อออกอย่างแนบเนียนพลางยิ้มพูดว่า “จะพูดเช่นนั้นก็ไม่ได้ ข้าเป็นเพียงสาวบ้านนอกที่ไม่มีระเบียบแบบแผน ถึงแม้จะมีวาสนาได้รับความโปรดปรานจากราชสำนักบ้าง แต่ก็รู้ขีดจำกัดของตัวเอง ท่านหญิงหรวน ที่นั่งนี้ข้าไม่สามารถนั่งได้จริง ๆ”
หลี่เยว่หานปฏิเสธชัดเจนขนาดนี้แล้ว คนทั่วไปคงไม่รบเร้านางอีก
แต่หรวนชื่อกลับไม่ยอม ยิ้มพลางยื่นมือไปดึงหลี่เยว่หานอีกครั้ง “เรื่องพื้นเพอะไรกัน ตอนนี้ทุกคนก็รู้ว่าท่านคือภรรยาของแม่ทัพ เป็นคุณหนูของจวนกั๋วกง และยังเป็นผู้มีพระคุณของราชวงศ์ คนทั้งหมดที่นั่งอยู่ตรงนี้รวมกันก็ยังไม่สูงศักดิ์เท่าท่าน ตำแหน่งนี้มีเพียงท่านเท่านั้นที่นั่งได้”
ยิ่งหรวนชื่อทำเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล นางจึงหลบมือหรวนชื่อทันที แล้วพาสาวใช้ทั้งสองไปนั่งที่แรกทางซ้ายมือโดยไม่พูดอะไร “ท่านหญิงหรวน ข้าเป็นเพียงรุ่นน้อง นั่งตรงนี้เหมาะสมกว่า”
หรวนชื่อไม่ทันตั้งตัวว่าหลี่เยว่หานที่กำลังตั้งครรภ์จะเคลื่อนไหวว่องไวถึงเพียงนี้ แต่ตอนนี้คงไม่เหมาะที่จะดึงหลี่เยว่หานลุกจากที่นั่ง เพราะจะดูจงใจเกินไป จึงยิ้มแล้วหาทางออกให้ตัวเอง “เฮ้อ เจ้าช่างเป็นเด็กที่รู้ความเหลือเกิน ช่างเถอะ ๆ เจ้าจะนั่งตรงไหนก็ได้ ยังไงวันนี้ก็จัดงานเลี้ยงเพื่อขอขมาเจ้าอยู่แล้ว”
พูดจบ หรวนชื่อก็หาที่นั่งของตัวเองและนั่งลง
บังเอิญเหลือเกินที่จี้ซินเยว่นั่งตรงข้ามหลี่เยว่หาน สายตาของทั้งสองสบกันกลางอากาศ หลี่เยว่หานยังไม่ทันหันไป ก็เห็นมุมปากของจี้ซินเยว่ยกขึ้น
ราวกับเห็นหลี่เยว่หานอับอายและรู้สึกพอใจมาก
หัวใจของหลี่เยว่หานกระตุก สัญญาณเตือนภัยดังก้องในใจ นางเรียกคังโหรวมากระซิบถาม “รู้หรือไม่ว่าในเมืองหลวงมีท่านหญิงองค์ใดที่มีฐานะสูงศักดิ์และไม่ชอบออกงาน”
หลังจากได้ฟังคำพูดนั้น คังโหรวขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างละเอียด ก่อนจะตอบว่า “ที่จริงแล้วมีชายาองค์หนึ่งของพระมหากษัตริย์ นางเป็นพระญาติร่วมสายเลือดของฝ่าบาท และเป็นหญิงม่ายของพระมหาษัตริย์”
หลี่เยว่หานขมวดคิ้ว “นางไม่ชอบเข้าสังคมหรือ?”
“ชายาของกษัตริย์มีนิสัยเย็นชา หลังจากกษัตริย์สิ้นพระชนม์ก็แทบไม่ปรากฏตัวต่อหน้าผู้คน จะมีก็แต่งานเลี้ยงในวังช่วงวันตรุษจีนเท่านั้นที่จะได้เห็นนาง” คังโหรวรีบอธิบาย “บ่าวนึกขึ้นได้ว่าเมื่อไม่นานมานี้ ชายากษัตริย์ได้ยินเรื่องสุสานใต้ดินที่หรูอี้เกอ นางได้ไปพบองค์หญิงใหญ่โดยเฉพาะ มีข่าวลือว่าต้องการพบท่านหญิงจึงขอให้องค์หญิงใหญ่ช่วยแนะนำตัว บอกว่าการไปจวนขุนพลโดยไม่มีการแนะนำนั้นไม่เหมาะสม”
“แล้วต่อมาเป็นอย่างไร?” หลี่เยว่หานถามเสียงเบา
“องค์หญิงใหญ่ตกลง แต่เพราะเรื่องขององค์หญิงเยว่เหยา จึงล่าช้าไป” คังโหรวรีบพูด “ตระกูลเฉินคงขอร้องชายากษัตริย์มา โชคดีที่ท่านหญิงไม่ได้นั่งที่นั่งประธาน…”
หลังจากได้ฟังคำพูดของคังโหรว หลี่เยว่หานก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เมื่อครู่นางรู้สึกแปลกใจที่หญิงตระกูลหรวนพยายามให้นางนั่งที่นั่งประธานหลายครั้ง หลังจากได้ฟังคังโหรวเล่าถึงชายากษัตริย์ ก็พอจะเดาได้เกือบทั้งหมด
แต่ทำไมชายากษัตริย์ถึงต้องให้องค์หญิงใหญ่แนะนำตัวด้วย นี่ทำให้หลี่เยว่หานสงสัยมาก
ราชวงศ์ไม่ได้จำกัดการไปมาหาสู่ระหว่างสตรี หากชายากษัตริย์ต้องการรู้จักนาง ก็แค่ส่งข่าวมาก็พอ
แม้หลี่เยว่หานจะมีตำแหน่งสูงสุดในบรรดาสตรีชั้นสูง แต่เมื่อเผชิญหน้ากับหญิงม่ายของพระญาติร่วมสายเลือดฝ่าบาท หลี่เยว่หานไม่กล้าวางท่าอะไร เพราะนั่นคือพระญาติแท้ ๆ แม้จะไม่มีตำแหน่ง แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะไปล่วงเกินได้ง่าย ๆ
คิดถึงตรงนี้ หลี่เยว่หานนึกถึงรอยยิ้มของจี้ซินเยว่เมื่อครู่ จึงปรึกษากับท่านหญิงที่นั่งถัดจากนางสองสามประโยค
อีกฝ่ายคงเป็นคนที่ตระกูลเฉินเชิญมาแค่ให้ครบจำนวน ตอนแรกไม่ยอมสลับที่นั่งกับหลี่เยว่หานสุดท้ายสู้หลี่เยว่หานไม่ได้ จึงคิดจะยกที่นั่งให้หลี่เยว่หานแล้วตัวเองจะไปนั่งท้ายสุด แต่ถูกหลี่เยว่หานห้ามไว้
ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย หลี่เยว่หานค่อย ๆ เดินไปนั่งที่ตำแหน่งสุดท้ายอย่างใจเย็น ในตอนที่ตระกูลหรวนกำลังจะทำอะไรบางอย่าง เสียงวุ่นวายก็ดังขึ้นจากนอกศาลา
ขันทีคนหนึ่งลากเสียงยาว “ชายาของกษัตริย์เสด็จมาแล้ว….”