ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 41 คืนนั้น…
บทที่ 41 คืนนั้น…
“ทำไมเจ้าถึงไม่เชื่อข้า?” เมิ่งฉีฮ่วนถอนหายใจด้วยใบหน้าที่เจ็บปวด “ลองคิดดูสิ ถ้าข้าโกหกเจ้าจริง ๆ นอกจากใช้วิธีที่น่าละอายในการเปลี่ยนเจ้าจากลูกสาวคนโตของบ้านหลี่มาเป็นสะใภ้แล้ว ข้ายังต้องทำงานหนักเพื่อทำยาบำรุงร่างกายให้เจ้าอีกหรือ?”
“ลองคิดดู ตั้งแต่เจ้ามาที่บ้านเมิ่ง นอกจากให้ดูแลมู่ชวนกับหลิงซีแล้ว ข้าทำผิดต่อเจ้าอย่างไรกัน?”
ขณะที่เขาพูดนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็มองไปที่หลี่เยว่หานอย่างเศร้าใจ “ในอีกนัยหนึ่ง ข้าเองก็ถือว่าได้ช่วยชีวิตเจ้าจากความทุกข์ทรมานของบ้านหลี่ถูกหรือไม่?”
“อย่ามาพูดเรื่องนี้กับข้า ข้าถามท่านว่าข้ามาที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋นได้อย่างไร! ข้ามาที่บ้านเมิ่งได้อย่างไร!”
“ข้าแบกเจ้ามาตลอดทางจากหมู่บ้านเฮยถู่”
“ข้าบอกให้ท่านจริงจังมิใช่หรือ!” ใบหน้าของหลี่เยว่หานเปลี่ยนเป็นซีดขาวด้วยความโกรธ ซึ่งเสียงของนางก็เพิ่มระดับเสียงขึ้นเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้
หลิงซีไม่เคยเห็นหลี่เยว่หานเป็นเช่นนี้มาก่อน นางตัวสั่นด้วยความตกใจ และทิ้งชามในมือลงบนโต๊ะ เมื่อเห็นเช่นนี้ มู่ชวนรีบนั่งลงข้างหลิงซี จับมือนางไว้ ก่อนเฝ้าดูผู้ใหญ่ทั้งสองทะเลาะกันอย่างกระวนกระวายใจ
หลี่เยว่หานมองไปที่เด็กน้อยทั้งสองโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเมื่อเห็นว่าพวกเขาดูหวาดกลัวเช่นนั้น หญิงสาวก็ชะงัก
เมื่อตอนที่เธอยังเด็ก ก่อนที่แม่จะป่วย พ่อแม่ของเธอจะทะเลาะกันบ่อยมาก โดยทุกครั้งที่พวกเขาทะเลาะกัน เธอรู้สึกหวาดกลัวยิ่งนัก ยังจำได้ว่าครั้งหนึ่งเมื่อเธอเคยรวบรวมความกล้าไปเกลี้ยกล่อมไม่ให้ทั้งสองทะเลาะกัน แต่ก็ไม่วายทะเลาะกันอยู่ดี อีกทั้งพ่อของหลี่เยว่หานยังถึงกลับผลักเธอไปที่มุม จนทำให้ศีรษะของเธอถูกกระแทกอย่างแรง
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ น้ำเสียงของหลี่เยว่หานก็อ่อนลง “ข้าไม่ต้องการทะเลาะกับท่าน ข้าแค่อยากรู้ความจริง”
ครั้นเห็นว่าน้ำเสียงของนางอ่อนลงหลังจากมองดูสองพี่น้อง เมิ่งฉีฮ่วนก็บังเกิดแผนการในใจ
“ถ้างั้นก็พักเรื่องนี้ไว้ก่อน กำจัดไอ้ตัวนั้นออกไปก่อน แล้วข้าจะอธิบายให้เจ้าฟังอย่างละเอียด?” เมิ่งฉีฮ่วนมองไปที่หลี่เยว่หานอย่างขอร้อง
หลี่เยว่หานถอนหายใจและพยักหน้าอย่างอ่อนแรง ก่อนจะหันกลับมานั่งลงที่โต๊ะอาหาร
เมิ่งฉีฮ่วนรีบหยิบชามที่สะอาด เติมชามข้าวโพดและโจ๊กฟักทองให้หลี่เยว่หานไว้ตรงหน้านาง เขายังใจดีนำตะเกียบและช้อนมาให้นาง และวางจานชามของสองพี่น้องชายหญิงไว้บนโต๊ะทีละคน แล้วส่งมาถึงด้านหน้าของหลี่เยว่หานด้วย
เมื่อเห็นเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็มองเมิ่งฉีฮ่วนด้วยสายตาเย็นชา นางไม่พูดจา แต่ก้มหน้าลงแล้วเริ่มกิน
สักพักบรรยากาศก็เริ่มสงบลง
หลิงซีดึงเสื้อผ้าของหลี่เยว่หานน้อย ๆ และถามอย่างระมัดระวังว่า “พี่สาวหลี่ ท่านจะจากพวกเราไปหรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานที่กำลังกินก็ชะงักไปชั่วขณะ ก่อนลดเสียงลงและพูดเบา ๆ กับหลิงซี “ไม่จ่ะ หลิงซี ไม่ต้องกลัวไป เมื่อครู่นี้ข้าแค่ล้อเล่นกับอาเมิ่งของเจ้า”
“แต่เมื่อครู่นี้พี่สาวหลี่น่ากลัวเหลือเกิน” ในเวลานี้หลิงซีตัวน้อยดูเหมือนจะกลับมารู้สึกตัว ดวงตากลมโตของนางเปลี่ยนเป็นสีแดง และนางมองไปที่หลี่เยว่หานอย่างน่าสงสาร “หากพี่สาวหลี่จากไปก็จะไม่มีใครทำอาหารให้หลิงซี ไม่มีอาหารอร่อย ๆ และก็ไม่มีใครถักเปียให้หลิงซี”
เมื่อเห็นนางร้องไห้ หลี่เยว่หานก็รีบวางตะเกียบในมือลง แล้วกอดหลิงซีไว้ในอ้อมแขนพลางเกลี้ยกล่อมเบา ๆ “หลิงซีตัวน้อยไม่ร้องไห้นะ พี่สาวหลี่จะไม่จากไป ทุกวันข้าจะทำอาหารอร่อย ๆ ให้เจ้า แล้วข้าจะถักเปียสวย ๆ ให้เจ้า ดีหรือไม่?”
“ฮืออออ…” หลิงซีร้องไห้อย่างจริงจังราวกับว่านางไม่ได้ยินสิ่งที่หลี่เยว่หานพูดเลย
หลี่เยว่หานพลันปวดหัวขึ้นมา
หญิงสาวอยู่ในบ้านเมิ่งมานานกว่าครึ่งเดือน ในตอนแรกสาวน้อยคนนี้เกลียดนางมาก แต่ต่อมาอีกฝ่ายก็ค่อย ๆ ยอมรับนาง อาจกล่าวได้ว่าในระหว่างกระบวนการหลี่เยว่หานได้สูญเสียพลังงานไปมาก เมื่อเห็นเด็กหญิงตัวน้อยร้องไห้อย่างน่าเวทนาในยามนี้ เธอก็รู้สึกเป็นทุกข์ “ถ้าหลิงซีร้องไห้อีก พี่สาวจะจากไปเดี๋ยวนี้”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลิงซีก็พลันเงยหน้าขึ้น นางใช้มือเล็ก ๆ เช็ดดวงตาแรง ๆ แล้วมองไปที่หลี่เยว่หานอย่างจริงจัง “ข้า… ข้าไม่ได้ร้องไห้! หลิงซีไม่ได้ร้องไห้! พี่สาวหลี่ไม่ได้รับอนุญาตให้จากไป!”
“ได้”
“เกี่ยวก้อยสัญญา!”
“ตกลง เกี่ยวก้อยกัน”
หลังจากปลอบหลิงซีแล้ว หลี่เยว่หานก็ถอนหายใจและกินต่อไป
เมิ่งฉีฮ่วนก็นั่งลงตรงข้ามนางเช่นกัน เขากินโจ๊กเงียบ ๆ โดยไม่กล้ามีท่าทีใด ๆ
ข้างนอก หวังเฟิ่งยังคงสาปแช่งเสียงดัง หลี่เยว่หานไม่ต้องการจะไปสนใจ ส่วนเมิ่งฉีฮ่วนก็ไม่กล้าไปกระตุ้นหลี่เยว่หานในเวลานี้
ขณะที่ทานอาหารอยู่ หลี่เยว่หานก็คิดถึงสถานการณ์ปัจจุบัน
ภารกิจเร่งด่วนที่สุดยามนี้ก็คือส่งหวังเฟิ่งออกไป
แต่ถ้าหวังเฟิ่งจากไป เมิ่งฉีฮ่วนจะเป็นคนตัดสินใจว่าบ้านหลี่ได้ติดหนี้อะไรหรือไม่
ดังนั้น หลี่เยว่หานจึงไม่ได้ตั้งใจให้หวังเฟิ่งจากไปเร็ว ๆ นี้
และแล้วมื้ออาหารจบลงภายใต้สถานการณ์ที่แปลกประหลาดเช่นนี้
เมิ่งฉีฮ่วนหยิบชามเปล่าออกมาอย่างสุภาพ เขาล้างและเช็ดจนชามแห้ง ก่อนวางซ้อนกันไว้อย่างเรียบร้อย
เขาคิดว่าตนจะได้รับความเห็นอกเห็นใจจากหลี่เยว่หาน แต่ในมุมมองของหลี่เยว่หาน ยิ่งเมิ่งฉีฮ่วนเอาใจใส่มากเท่าไหร่ ก็ยิ้งมีแรงจูงใจซ่อนเร้นอยู่ในใจของเขามากขึ้นเท่านั้น
หลังจากเกลี้ยกล่อมหลิงซีให้หลับและปล่อยให้มู่ชวนดูนาง หลี่เยว่หานก็ส่งสัญญาณให้เมิ่งฉีฮ่วนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ
“บอกมาสิว่าเกิดอะไรขึ้น”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ เมิ่งฉีฮ่วนก็ถอนหายใจ “เอาล่ะ ข้าจะบอกเจ้าทุกอย่าง แต่เจ้าต้องจำไว้ว่าเจ้าเพิ่งสัญญากับหลิงซีไป เจ้าไม่อาจหลอกลวงเด็ก ๆ ได้”
“ท่านยังจะพูดเรื่องไร้สาระอยู่อีกหรือ?” หลี่เยว่หานจ้องเขม็ง “เช่นนั้นข้าไปดึงหวังเฟิ่งมาเผชิญหน้ากับท่านเป็นอย่างไร?”
“อย่า อย่า” เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกสันหลังหวะจึงทำได้เพียงร้องขอความเมตตา “ตราบใดที่เจ้าสัญญาว่าจะไม่ออกจากบ้านหลังนี้ไป ข้าจะบอกเจ้าทุกอย่าง”
“แล้วสัญญากู้ยืมล่ะ?” หลี่เยว่หานยังคงจำสัญญากู้ยืมหนึ่งพันหนึ่งร้อยตำลึงได้อยู่เสมอ
ในตอนแรก ที่เธอทำสัญญากู้ยืม เพราะเธอเชื่อเรื่องไร้สาระของเมิ่งฉีฮ่วนจริง ๆ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะแค่พูดจาเหลวไหลกับเธอ!
หนึ่งพันหนึ่งร้อยตำลึง! นั่นเป็นจำนวนเงินมหาศาลนะ!
“เลิกพูดเรื่องสัญญากู้ยืมกันเถอะ” เมิ่งฉีฮ่วนพูดพลางมองไปที่หลี่เยว่หานด้วยสีหน้าจริงจัง “เจ้าจำได้หรือไม่ ว่าใครโยนเจ้าลงบ่อน้ำ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของหลี่เยว่หานก็พลันเบิกกว้าง หลังของนางเริ่มมีเหงื่อไหล “ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“อย่ามาถามข้าว่าข้าหมายถึงอะไร บอกข้ามา เจ้ายังจำได้ไหมว่าใครเป็นคนโยนเจ้าลงแม่น้ำ?” เมิ่งฉีฮ่วนเลี่ยงตอบ แต่กลับถามคำถามนี้แทน
“เป็น…หวังเฟิ่ง” แม้ว่าหลี่เยว่หานจะไม่ใช่เจ้าของเดิม แต่ความทรงจำในวันที่เจ้าของเดิมถูกโยนลงแม่น้ำยังคงอยู่ “นางต้องการให้ข้ายกงานแต่งกับตระกูลหลิ่วให้หลี่หรงหรง แต่ข้าปฏิเสธ นางจึงวางยาข้า มันทำให้ข้าสลบไป นางคิดว่าข้าตายแล้วจึงโยนข้าลงไปในแม่น้ำ”
ขณะที่พูดนั้น หลี่เยว่หานก็ตระหนักได้ทันที “รอก่อน ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าถูกโยนลงไปในแม่น้ำ”
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของหลี่เยว่หาน เมิ่งฉีฮ่วนก็แอบมีความสุขอยู่ในใจ แต่ฉากหน้า เขากลับดูเศร้าหมอง “เพราะคืนนั้นข้าช่วยเจ้าไว้ แล้วเจ้ายัง…”
หลี่เยว่หานรีบพุ่งขึ้นไปปิดปากของเมิ่งฉีฮ่วน!