ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 43 ข้าเสียใจจริง ๆ
บทที่ 43 ข้าเสียใจจริง ๆ
หลังจากได้ยินเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็เกือบจะเป็นลม!
“การค้ามนุษย์มันผิดกฎหมาย!” หลี่เยว่หานมองไปที่เมิ่งฉีฮ่วนอย่างจริงจัง “เจ้ารู้โทษการฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่?”
“ทำผิดกฎหมาย?” เมิ่งฉีฮ่วนมองหลี่เยว่หานด้วยใบหน้าที่ ‘ไร้เดียงสา’ “แต่กฎหมายของศาลกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เจ้าหนี้มีสิทธิ์เก็บหนี้ ดังนั้นข้าจึงไม่ได้ทำผิดกฎหมาย”
หลี่เยว่หานไร้ซึ่งคำพูดไปชั่วขณะ
เธอลืมไปว่าเธอไม่ได้อยู่ในประเทศจีนในศตวรรษที่ 21 แต่อยู่ในช่วงเวลาและสถานที่ที่เธอไม่รู้ว่าราชวงศ์ใดหรือสมัยใด และแม้แต่ตอนนี้เธอก็ยังไม่รู้จักชื่อแคว้น
เมื่อนึกถึงตรงนี้ หญิงสาวก็รู้สึกขมขื่นอย่างยากจะบรรยาย
“ยังไงก็ตาม” หลี่เยว่หานระงับอารมณ์ลง สูดลมหายใจ และพูดอย่างจริงจังว่า “สัญญากู้ยืมนั้นนับไม่ได้ ข้าไม่ได้เป็นหนี้ท่านมากขนาดนั้น ท่านจะไร้ยางอายเพียงนี้ไม่ได้”
เมื่อเห็นว่าขอบตาของนางเป็นสีแดง เมิ่งฉีฮ่วนก็ไม่แกล้งนางต่อไป “ตราบใดที่เจ้าไม่ออกจากตระกูลเมิ่ง เราสามารถเขียนสัญญากู้ยืมอีกครั้งได้ และฉบับเดิมจะถือเป็นโมฆะ”
“ข้าบอกท่านแล้วว่าข้าไม่ได้เป็นหนี้ท่าน!” หลี่เยว่หานพูดอย่างโกรธ ๆ “ท่านช่วยมียางอายบ้างได้หรือไม่!”
“ใจเย็น ๆ แล้วฟังข้า” เมิ่งฉีฮ่วนพูดอย่างใจเย็น “อย่างแรก เราเป็นสามีภรรยากันแล้ว เจ้าปฏิเสธไม่ได้ ประการที่สอง ครอบครัวของเจ้ายกเจ้าให้พรรคมัจฉามังกรเพื่อใช้หนี้ ส่วนข้าก็ใช้เงินซื้อเจ้าคืนจากพรรคมัจฉามังกร ยังไงทะเบียนบ้านของเจ้าก็เข้าสู่ตระกูลเมิ่งของข้าแล้ว และตัวตนของเจ้าก็คือภรรยาของข้าอย่างเป็นทางการ ถึงเจ้าหนีไป ข้าก็สามารถแจ้งทางการได้”
หลังจากฟังการเผยแพร่กฎหมายอย่างจริงจังของเมิ่งฉีฮ่วน หลี่เยว่หานก็รู้สึกถึงความรู้สึกไร้อำนาจที่พลุ่งพล่านในใจ “ท่านพูดมากมาย มิใช่ต้องการให้ข้าให้เงินท่าน หนึ่งพันหนึ่งร้อยตำลึงก่อนจะยอมปล่อยข้าให้เป็นอิสระรึ!”
“…” เมิ่งฉีฮ่วนพลันตระหนักว่าหลี่เยว่หานเข้าใจคำพูดของเขาผิดไป ขณะที่เขากำลังจะอธิบาย เขาก็เห็นความเฉยเมยบนใบหน้าของหลี่เยว่หาน และความเย็นชาในดวงตาของนาง
“เอาล่ะ ในเมื่อเจ้ายืนยันที่จะให้ข้ายอมรับสัญญากู้ยืม ข้าก็จะทำ” ขณะหลี่เยว่หานพูด มือของเธอที่ใต้โต๊ะก็กำหมัดแน่น เล็บของเธอทิ่มเข้าไปในฝ่ามือ จนหัวของเธอแจ่มชัดยิ่ง “ตอนนี้ท่านควรไปขับไล่หวังเฟิ่งออกไป”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หลี่เยว่หานก็ไม่ได้ตั้งใจจะพูดต่อ
เมิ่งฉีฮ่วนจะไม่มีวันยอมแพ้เงินหนึ่งพันหนึ่งร้อยตำลึงไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม!
มันเป็นความจริง ในยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นตระกูลไหน เงินหนึ่งพันหนึ่งร้อยตำลึงเป็นเงินก้อนใหญ่ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องแปลกหากเมิ่งฉีฮ่วนจะยอมแพ้ง่าย ๆ
“ข้ายังหวังว่าเจ้าจะรู้ว่าข้าไม่ได้ทำไปเพื่อเงิน” เมิ่งฉีฮ่วนถอนหายใจเมื่อเห็นหลี่เยว่หานพูดเช่นนั้น เขาทิ้งประโยคนั้นไว้ แล้วลุกขึ้นออกจากครัวไป
ทันทีที่เมิ่งฉีฮ่วนจากไป หลี่เยว่หานก็ดูเหมือนจะสูญเสียพลังทั้งหมดไป
ข้าง ๆ เด็กทั้งสองได้ผล็อยหลับไป ทางหลี่เยว่หานที่นั่งอยู่ที่โต๊ะก็หลั่งน้ำตาอย่างเงียบ ๆ
เธอไม่เคยเสียใจมากขนาดนี้มาก่อน!
เสียใจที่เชื่อคำพูดแม่เลี้ยง เสียใจที่ไม่ทันระวังตัว เสียใจที่ไม่ได้ตายอย่างเด็ดขาดหลังจากข้ามมา…
มากเสียจนตอนนี้ เมิ่งฉีฮ่วน กุมมือเธอไว้อย่างง่ายดาย ไม่มีอิสระ ไม่มีทางออก และไม่มีอนาคต
เป็นความจริงที่เมิ่งฉีฮ่วนไม่ใช่คนเลว แต่ในสายตาของหลี่เยว่หาน เธออยากไปบ้านเจ้าของร่างเดิมและจัดการกับแม่เลี้ยงคนขี้โกง พ่อและน้องสาวของนางไปตลอดชีวิตที่เหลือ ดีกว่าอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกันกับเมิ่งฉีฮ่วนชายเจ้าเล่ห์คนนี้
เพราะเธอสู้ผู้ชายคนนี้ไม่ได้!
“พี่สาวหลี่ ท่านร้องไห้หรือ?” จู่ ๆ เสียงของมู่ชวนก็ดังขึ้น ดึงสติหลี่เยว่หานกลับมา
หญิงสาวรีบเช็ดน้ำตาด้วยแขนเสื้อ เงยหน้าขึ้นมองมู่ชวน ก่อนยิ้มแล้วพูดว่า “เปล่า ทำไมข้าต้องร้องไห้ด้วย?”
“พี่สาวหลี่ ความจริงแล้วอาเมิ่งไม่ต้องการเงิน แต่ต้องการให้ท่านอยู่ต่อ” มู่ชวนลุกขึ้นนั่ง นัยน์ตาของเขาสดใสราวกับองุ่นดำจับจ้องไปที่หลี่เยว่หาน “แม้ว่าอาเมิ่งจะพยายามดูแลข้ากับหลิงซีอย่างดีที่สุด แต่ถึงอย่างไรเขาเป็นคนคนหนึ่ง ยามท่านยังไม่มาที่บ้านหลังนี้ บอกตามตรงว่าบางครั้งข้าก็รู้สึกว่าอาเมิ่งทำงานหนักเกินไป”
“แต่มันแตกต่างออกไปหลังจากที่พี่สาวหลี่มา หลิงซีและข้าได้ทานอาหารร้อน ๆ ทุกวัน ทั้งอาเมิ่งก็มีน้ำร้อนให้อาบเมื่อกลับบ้าน เพราะน้องสาวของข้าเป็นผู้หญิง อาเมิ่งจึงไม่ต้องกังวลอีกต่อไปเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงความสงสัยกับหลิงซี ยิ่งไปกว่านั้น พี่สาวก็ทำอาหารอร่อยมากและดูแลข้ากับหลิงซีเป็นอย่างดี อาเมิ่งจึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้พี่สาวอยู่ต่อ”
หลังจากได้ยินคำพูดของมู่ชวน หลี่เยว่หานก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่งและพูดโดยไม่รู้ตัวว่า “เมิ่งฉีฮ่วนใช้ข้าเป็นพี่เลี้ยงเด็กหรือ?”
“ถึงข้าจะไม่รู้ว่า ‘พี่เลี้ยง’ แปลว่าอะไร แต่พี่สาวต้องเชื่อข้านะ อาเมิ่งปฏิบัติกับท่านต่างจากคนอื่น มีคนเสนอตัวดูแลพวกเราพี่น้องมาก่อน แต่สุดท้ายอาเมิ่งก็ปฏิเสธ ป้าหลิวเองก็ได้ดูแลพวกเรามาพักหนึ่ง แต่ถึงนางจะดูแลพวกเราเป็นอย่างดี แต่ในท้ายที่สุดอาเมิ่งก็ต้องดูแลพวกเราด้วยตัวเอง”
“หลังจากพี่สาวมาตอนแรก พี่สาวมีสุขภาพไม่ค่อยดี อาเมิ่งจึงต้องไปที่ภูเขาเพื่อหาสมุนไพรทุกวัน แล้วกลับมาให้ข้าทำน้ำแกงสมุนไพรให้ หลังจากพี่สาวหายดีแล้ว อาเมิ่งก็มอบพวกเราพี่ชายน้องสาวให้กับท่านอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นพี่สาว ข้าคิดว่าอาเมิ่งปฏิบัติต่อพี่สาวแตกต่างออกไป”
หลังจากฟังคำพูดยาว ๆ ของมู่ชวน หลี่เยว่หานก็รู้สึกเพียงความเศร้าเท่านั้น
เด็กสองคนนี้อยู่กับเมิ่งฉีฮ่วนแล้วมีชีวิตที่น่าสังเวชนัก!
บางทีอาจเป็นเพราะการเป็นอาสาสมัครมายาวนาน หลี่เยว่หานจึงเกลียดการเห็นเด็ก ๆ ต้องทนทุกข์ทรมาน
หลี่เยว่หานซึ่งยังคงวางแผนที่จะใช้ความรู้ของตนเพื่อหาเงิน ก่อนคืนเงินและจากไป ทันใดนั้นก็เริ่มคิดว่าจะคุยกับเมิ่งฉีฮ่วนอย่างไร เพื่อที่ตอนจากไปเธอจะได้พาสองพี่น้องออกไปด้วย…
“พี่สาว ข้าพูดไปมากมาย บอกข้าทีว่าท่านยังจะจากไปไหม?”
มู่ชวนถามอย่างระมัดระวัง
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็ส่ายหัวโดยไม่รู้ตัว “ข้าจะไม่จากไป อย่างน้อยก็ตอนนี้”
“จริงรึ!” น้ำเสียงของมู่ชวนเต็มไปด้วยความสุขอย่างไม่อาจระงับ
“ใช่” หลี่เยว่หานพยักหน้า เธอลุกขึ้นและเดินไปที่ด้านข้างของมู่ชวน ก่อนลูบหัวของเขา “เจ้าไปนอนให้สบายใจเถอะ ข้าจะเรียกเจ้าเมื่อชั้นเรียนในตอนกลางวันเริ่ม”
“ได้!” ด้วยคำสัญญาของหลี่เยว่หาน มู่ชวนก็ล้มตัวลงนอนและหลับตาลงอย่างเชื่อฟังทันที
หลี่เยว่หานดึงผ้าห่มคลุมร่างของมู่ชวน ก่อนถอนหายใจเบา ๆ แล้วเขย่งเท้าย่องออกจากครัว
ภายนอกไม่มีการเคลื่อนไหว หลี่เยว่หานจึงต้องการไปดูว่าหวังเฟิ่งออกไปแล้วหรือยัง
หลังจากที่หญิงสาวออกจากครัวไป โดยไม่คาดคิด มู่ชวนซึ่งนอนไปแล้วก็พลันลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง เขามองไปที่ประตูห้องครัวที่ปิดลง แล้วถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“อันตรายนัก! ถ้าพี่สาวหลี่ไม่สงสารข้าและน้องสาว อาเมิ่งอาจสูญเสียภรรยาของเขาไป” มู่ชวนพูดด้วยใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม
เมื่อมองลงไปยังหลิงซีที่กำลังหลับอยู่ มู่ชวนก็เอามือไปลูบหน้าน้องสาวแล้วพูดเสียงเบาว่า “ข้าแทบจะเอาน้ำพุจิตวิญญาณออกมาและขอให้พี่สาวอยู่ ลูกหมูน้อยอย่างเจ้ายังหลับไม่รู้เรื่องอยู่อีก! “