ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 47 ที่แท้คือแคว้นตงฮั่น!
บทที่ 47 ที่แท้คือแคว้นตงฮั่น!
“ถ้าไข้ไม่ลดแล้วจะให้เป็นแบบไหนกัน?” หลี่เยว่หานย้อนถาม
ถึงอย่างไรเธอก็เป็นหมอ รู้ดีที่สุดว่าควรจัดการกับอาหารป่วยตรงหน้าเช่นไร ท่าทางของเมิ่งฉีฮ่วนเหมือนกับกำลังสงสัยในตัวเธอ
“ข้าหมายความว่า เพียงเจ้าใช้สุราเช็ดร่างกายหลิงซี เหตุใดจึงทำให้ไข้ลดลงได้?” เมิ่งฉีฮ่วนจึงเริ่มใช้คำว่า ‘ไข้ลด’ ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว และยิ่งรู้สึกว่าคำว่า ‘อาการป่วย’ และ ‘ไข้ลด’ ดูน่าเชื่อถือเป็นพิเศษ
“หากไม่เชื่อ เจ้าก็ลองใช้มือจับดู” หลี่เยว่หานพูดพลางส่งสัญญาณให้เมิ่งฉีฮ่วนลองวัดอุณหภูมิร่างกายของหลิงซี
เมิ่งฉีฮ่วนที่ยังสงสัย จึงก้าวขึ้นไปข้างหน้าพลางเอามืออังหน้าผากของหลิงซี ก่อนที่ชายหนุ่มแสดงสีหน้าดีใจออกมาทันที “ไม่ร้อนแล้วจริง ๆ เหตุใดเจ้าถึงทำได้กัน?”
“จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของข้า เด็กที่มีอาการป่วยรุนแรงในระยะเวลาสั้น ๆ อย่างน้อยต้องใช้สุราเช็ดตัวหนึ่งคืนจึงจะทำให้ไข้ลดลงได้” หลี่เยว่หานพูดพลางหันไปมองหลิงซีที่นอนอยู่บนเตียงด้วยร่างกายอ่อนแอ พลางพูดขึ้น “มันอาจจะออกฤทธิ์พร้อม ๆ กับยาที่ท่านป้อนให้นางก็เป็นได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็รู้สึกคลายกังวล
“คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะรู้วิชาหมอ”
เมื่อหลี่เยว่หานได้ยินเช่นนั้น ก็รู้สึกใจเต้น ‘ตุ๊บ ๆ ’ ขึ้นมาเล็กน้อย
ไม่ผิดที่เธอเข้าใจวิชาทางการแพทย์ ถึงอย่างไรการเรียนในมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้สูญเปล่า
แต่เจ้าของร่างเดิมนั้นไม่เข้าใจ! เจ้าของร่างเดิมไม่เพียงแต่ไม่เข้าใจศิลปะเท่านั้น แต่ยังไม่ค่อยรู้หนังสืออีกเสียด้วย! นางรู้ตัวหนังสือเพียงไม่กี่ตัวที่แม่ของนางได้สอนไว้ก่อนที่จะจากไปเท่านั้น ฉะนั้นจึงต้องแต่งงานกับตระกูลที่มั่งคั่งและมีหน้ามีตาอย่างตระกูลหลิ่ว เพื่อไม่ให้อับอายขายหน้าผู้อื่น
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลี่เยว่หานก็อดหดคอลงมาไม่ได้ “ข้ายังทำอะไรได้อีกมากมายนัก ช่วงหลายปีที่มีชีวิตรอดอยู่ในตระกูลหลี่มาได้นั้น ไม่ใช่ว่ามีทักษะเพียงอย่างสองอย่างที่คนอื่นยังไม่รู้ หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็คงตายโดยไม่เหลือซากไปแล้ว”
เมื่อพูดจบ หลี่เยว่หานก็วางถ้วยน้ำเกลือลงบนมือของเมิ่งฉีฮ่วน “ท่านป้อนน้ำเกลือนี้ให้หลิงซี ข้าจะไปดูมู่ชวน”
“อ้อ…”
เมิ่งฉีฮ่วนรับถ้วยน้ำเกลือมาอย่างว่าง่าย พลันป้อนน้ำเกลือให้หลิงซีอย่างตั้งใจ
หลี่เยว่หานเดินมาถึงด้านข้างของหม้อต้ม
สุราในหม้อนั้นเดือดได้ในระดับหนึ่งแล้ว ชามที่มู่ชวนเฝ้าดูอยู่นั้นมีสุรากลั่นประมาณครึ่งหนึ่งแล้ว หลี่เยว่หานจึงรู้สึกโล่งใจ จากนั้นจึงหาฝาขนาดเล็ก นำมาปิดสุราที่ผ่านการกลั่นออกมาแล้ว
“พี่หลี่ สิ่งนี้สามารถช่วยหลิงซีได้หรือ?” มู่ชวนกระซิบถาม เมื่อครู่เขาได้ยินหลี่เยว่หานบอกว่าอาการตัวร้อนของน้องสาวทุเลาลงบ้างแล้ว ตนและเมิ่งฉีฮ่วนจึงรู้สึกโล่งใจ
“ของภายในนี้เรียกว่าสุรากลั่น สุรากลั่นสามารถฆ่าเชื้อโรคสิ่งสกปรกและช่วยลดอุณหภูมิได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่สามารถช่วยคนได้ ในทางกลับกัน ถ้าหากมีคนดื่มสุรากลั่นนี้เข้าไป อาจจะถึงแก่ชีวิตได้” หลี่เยว่หานพูดด้วยสีหน้าผ่อนคลายและไม่ตื่นเต้นแม้แต่น้อย
“แต่ของที่เรียกว่าสุรากลั่นนี้ ได้ช่วยหลิงซีไว้” มู่ชวนมองหลี่เยว่หานด้วยแววตาแน่วแน่ “มู่ชวนอยากเรียนรู้วิธีการทำสุรากลั่นนี้จากท่าน!”
เมื่อได้ยินเด็กชายกล่าวเช่นนั้น หลี่เยว่หานที่กำลังจัดการกับหม้อยาอยู่นั้น ก็หยุดชะงักมือลง เธอหันมามองมู่ชวนครู่หนึ่ง และจู่ ๆ ก็ยิ้มออกมา “เจ้าตั้งใจเรียนของเจ้าไปเถิด ต่อไปหากสอบเข้าขุนนางรับใช้บ้านเมืองได้แล้ว ก็ไม่ต้องมาเรียนเรื่องไม่เป็นเรื่องพวกนี้จากข้าแล้ว”
“แคว้นตงฮั่นมีสิ่งใดให้น่ารับใช้กัน!” จู่ ๆ มู่ชวนก็พูดโพล่งขึ้นมา คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
หลี่เยว่หานรู้สึกตกใจขึ้นมาเล้กน้อย “แคว้นตงฮั่นกับเจ้ามีเรื่องขุ่นเคืองใจอะไรกัน?” จนกระทั่งตอนนี้ เธอพึ่งรู้ว่าตัวเองอยู่ในประเทศที่เรียกว่าแคว้นตงฮั่น…
“ไม่มี” เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่เยว่หาน ความเกลียดชังที่แสดงออกบนใบหน้าของมู่ชวนก็หายไปกลายเป็นปกติ “ข้าไปดูหลิงซีก่อน!”
พูดแล้วมู่ชวนก็หันหลังเดินออกไปทันที
หลี่เยว่หายหรี่ตามองตามแผ่นหลังของเด็กชายตัวน้อยไป
เธอคาดเดาไว้ไม่ผิดจริง ๆ สองพี่น้องจงเจิ้งกลัวว่าตัวตนจะถูกเปิดเผย เช่นนั้นเมิ่งฉีฮ่วนล่ะ? เขามีสถานะเช่นไรกัน? เมื่อครู่ที่พวกเขาบอกว่าจะส่งหลิงซีเข้าไปนั้น มันคือสถานที่ใดกัน?
หลังจากเตรียมอาหารค่ำอย่างเรียบง่ายเสร็จ หลี่เยว่หานจึงให้เมิ่งฉีฮ่วนและมู่ชวนทานกันก่อน ส่วนตนนั้นไปตุ๋นโจ๊กผักข้น ๆ แล้วเดินไปยังเตียงของหลิงซี
ถึงแม้หลิงซีจะตื่นแล้ว แต่ร่างกายยังอ่อนแออยู่มาก และเพิ่งจะอาเจียนออกมาเมื่อตอนเย็น ช่วงนี้จึงยังทานอะไรไม่ค่อยได้
แต่ไม่รู้ว่าโจ๊กผักของหลี่เยว่หานนั้นทำเช่นไร เมื่อหลิงซีได้กลิ่นหอมของมัน ก็รู้สึกว่าท้องกำลังร้องจนน้ำลายไหลอย่างไม่รู้ตัว
“พี่ป้อนเจ้าดีหรือไม่?” หลี่เยว่หานเอ่ยถามหลิงซีอย่างระมัดระวัง
ในวันปกติ พี่สะใภ้ผู้นี้มักจะไม่ค่อยปรนนิบัติอะไรมากนัก แต่การป่วยครั้งนี้ หลี่เยว่หานรู้สึกว่านางจะยิ่งรับมือได้ยากขึ้น
ในตอนแรก หลี่เยว่หานคิดไว้ว่าต้องถูกปฏิเสธเป็นแน่ แต่ใครจะคิดว่าหลิงซีกลับพยักหน้าตอบรับ
ในขณะนั้น ไม่เพียงแต่หลี่เยว่หาน แม้แต่เมิ่งฉีฮ่วนและมู่ชวนก็ตกตะลึงเช่นกัน
หลี่เยว่หานไม่รู้เรื่องภายในมากนัก แต่เป็นครั้งแรกที่เห็นการออกฤทธิ์จากพิษในครรภ์บนร่างกายของหลิงซี ดังนั้นจึงใช้เวลาเพียงไม่นานก็ได้สติกลับคืนมา
เมิ่งฉีฮ่วนและมู่ชวนต่างมองหน้ากัน ไม่รู้ว่าควรจะทำตัวเช่นไร
ที่ผ่านมานั้น ในตอนที่หลิงซีป่วย จำเป็นต้องกินยา จากนั้นจึงจะนอนไม่ได้สติอยู่เป็นเวลาหกชั่วยามจึงจะตื่นขึ้นมา หลังจากตื่นขึ้นมาในวันถัดไป อยากจะให้หลิงซีทานอะไรก็ต้องบอกท่านปู่ให้ไปขอร้องท่านย่าให้ทำให้ถึงจะได้
แต่เพียงแค่หลิงซีกินยาเข้าไป นอนหลับไปครู่เดียว หลังจากไข้ลดแล้ว ก็ยอมให้หลี่เยว่หานป้อนอาหารให้?
“อ่าเมิ่ง…พี่หลี่เก่งมากจริง ๆ” มู่ชวนอดชื่นชมอีกฝ่ายไม่ได้
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เมิ่งฉีฮ่วนจึงมองไปยังหลี่เยว่หานที่พยายามป้อนโจ๊กผักให้หลิงซีทีละคำอย่างระมัดระวัง จนรู้สึกสงสัยอยู่ภายในใจ
ก่อนจะไปยังหมู่บ้านเฮยถู่เพื่อไปพาตัวหลี่เยว่หานมา เมิ่งฉีฮ่วนเคยให้คนเล่าเรื่องของหลี่เยว่หานให้ฟัง
ถึงแม้จะรู้ว่าผู้หญิงคนนี้มีความสามารถ แต่กลับคิดไม่ถึงว่าหลี่เยว่หานไม่เพียงแต่จะเชี่ยวชาญเรื่องการปลูกพืช แต่ยังรู้เรื่องกันหมักสุราและน้ำส้มสายชู ไม่เพียงเท่านั้น ยังรู้วิชาหมอด้วย!
นี่มันเกินความคาดหมายของเขาไปไกลนัก!
ตกดึก หลังจากหลี่เยว่หานพาหลิงซีเข้านอนแล้ว ตนจึงรีบตักข้าวเข้าปากสองสามคำ จากนั้นจึงเผาถ่านแล้วนำไปไว้ในห้องของหลิงซีเพื่อให้เกิดความอบอุ่น
“คืนนี้ข้าจะเฝ้าหลิงซี พวกท่านรีบเข้านอนเถิด เมิ่งฉีฮ่วนช่วยจัดการห้องครัวด้วย” หลังจากหลี่เยว่หานพูดประโยคนี้ทิ้งไว้ จากนั้นก็อุ้มหลิงซีที่หลับไปแล้วและถูกผ้าห่อไว้อย่างแน่นหนาพลางเดินออกจากห้องครัวไป
“อาเมิ่ง ท่านไม่ไปดูหลิงซีหรือ?” ถึงแม้ความร้อนในร่างกายของน้องสาวจะทุเลาลงแล้ว แต่มู่ชวนก็ยังอดกังวลอยู่ไม่ได้
“ดึก ๆ ค่อยไป” เมิ่งฉีฮ่วนพูดพลางเก็บถ้วยชามเหล่านั้น “ตามข้ามาเก็บห้องครัว”
ภายในห้อง
หลี่เยว่หานอุ้มหลิงซีไปวางไว้ตรงมุมของเตียง เด็กหญิงตัวเล็กลืมตาตื่นขึ้นมา “พี่สาวหลี่”
“เจ้าตื่นแล้วหรือ รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่?” หลี่เยว่หานจึงรีบนำน้ำเกลืออุ่นที่วางไว้บนเตาถ่านมาป้อนให้เด็กหญิงตัวน้อยทันที
“ไม่มีตรงไหนไม่สบายแล้ว” หลังจากหลิงซีดื่มน้ำแล้วจึงล้มตัวนอนลง ดวงตากลมสีดำกะพริบปริบ ๆ พลางพูดขอร้องขึ้นมา “พี่สาวหลี่เล่านิทานให้ข้าฟังได้หรือไม่?”
“ได้ พี่สาวหลี่จะเล่านิทานให้เจ้าฟังเอง เจ้าหลับเสียเถิด” หลี่เยว่หานพูดพลางวางผ้าที่จุ่มสุรากลั่นจนหมาดบนหน้าผากของหลิงซีด้วยรอยยิ้ม